ตี 5 เมื่อรถไฟมาถึงชานชลา พิษณุโลก….
หญิงสาว ลงจากรถไฟแล้วรีบเหมารถมอเตอร์ไซด์เพื่อไปยังโรงพยาบาลทันที
ณ โรงพยาบาล ประจำจังหวัด
อันนา รีบวิ่งไปตามทางเดินของโรงพยาบาลหัวใจของเธอเต้นรัวด้วยความวิตกกังวลกลิ่นยาฆ่าเชื้อและเสียงเครื่องช่วยหายใจแว่วมากระทบโสตประสาทแต่เธอไม่ได้สนใจสิ่งรอบตัวแม้แต่น้อย ดวงตาของเธอจ้องไปข้างหน้าเพียงอย่างเดียวหวังว่าจะพบแม่และน้องโดยเร็วที่สุด
เมื่อมาถึงหน้าห้องผ่าตัด อันนา เห็นแม่ของเธอนั่งกอดน้องชายตัวเล็กไว้แน่นใบหน้าของแม่ซีดเซียว ดวงตาเต็มไปด้วยความกังวลขณะที่น้องชายของเธอก็ดูอิดโรยและหวาดหวั่นไม่ต่างกัน
“อันนา ลูกแม่…”แม่เงยหน้าขึ้นเมื่อเห็นเธอ และน้ำตาก็ไหลรินลงมาทันที “พ่อของลูกเจ็บหนักต้องผ่าตัดด่วน”
หญิงสาว รู้สึกเหมือนมีอะไรหนัก ๆมากดทับอยู่ที่หน้าอก เธอรีบก้าวเข้าไปนั่งข้างแม่ จับมือที่สั่นเทาของแม่ไว้แน่น
“แม่…พ่อจะไม่เป็อะไรคะ” เสียงของเธอสั่นเครือ
แม่ส่ายหน้าช้า ๆ “หมอบอกว่าพ่อเสียเืมากต้องผ่าตัดฉุกเฉิน เราต้องรอ…”
เธอ ก้มหน้าลงซ่อนน้ำตาเธอรู้สึกหมดหนทางแต่ก็ต้องเข้มแข็งเพื่อแม่และน้อง แม่ลูบหลังเธอเบา ๆอย่างปลอบโยน ทั้งสามคนต่างกอดกันแน่นเพื่อให้ความอบอุ่นและกำลังใจกันและกัน
เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า อันนา เหลือบมองนาฬิกาที่ติดอยู่บนผนังทุกนาทีที่ผ่านไปเหมือนยาวนานเป็ชั่วโมง หัวใจของเธอเต้นระรัวด้วยความกังวล
ไม่นานหลังจากนั้นประตูห้องผ่าตัดก็เปิดออกแพทย์ที่สวมชุดคลุมสีเขียวก้าวออกมาพร้อมสีหน้าที่อ่านไม่ออกทุกสายตาจับจ้องไปที่เขา หัวใจของอันนาหยุดเต้นไปชั่วขณะ
“อาการของคนไข้ปลอดภัยแล้วครับการผ่าตัดเป็ไปได้ด้วยดี” แพทย์กล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
แม่ของอันนาปล่อยลมหายใจที่กลั้นไว้ออกมาราวกับความหนักอึ้งทั้งหมดหลุดออกจากร่าง น้องชายของเธอร้องไห้ออกมาด้วยความโล่งอกอันนา กอดแม่แน่น น้ำตาแห่งความโล่งใจไหลรินออกมา
แม้ว่าการรอคอยจะยาวนานและเต็มไปด้วยความหวาดกลัวแต่ในที่สุด พวกเขาก็ได้ยินข่าวดีที่เฝ้ารอ ทุกคนต่างพากันขอบคุณหมอและพยาบาลและภาวนาให้พ่อฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว
แต่แล้วหมอก็เอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าจริงจัง “ถึงแม้การผ่าตัดจะผ่านไปได้ด้วยดี แต่คนไข้ยังอยู่ในภาวะวิกฤติและต้องได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่องและใกล้ชิด ต้องอยู่โรงพยาบาลน่าจะเป็เดือนค่ารักษาพยาบาลรวมทั้งหมดอาจสูงถึงหลายแสนบาท อาจจะต้องสำรองค่าใช้จ่ายไว้ด้วยนะครับ”
อันนา หัวใจหล่นวูบ มือชาไปหมดแม่ของเธอหน้าถอดสี น้องชายของเธอจ้องมองหมอด้วยความไม่เข้าใจ
“หลายแสน…” แม่พึมพำ เสียงสั่นเครือ“พวกเราจะหาเงินจากที่ไหน…”
เธอ รู้สึกเหมือนโลกทั้งใบถล่มลงมาตรงหน้าพ่อของเธอยังไม่พ้นขีดอันตราย แต่พวกเขากลับไม่มีเงินพอสำหรับค่ารักษาเธอมองหน้าแม่ที่กำลังจะร้องไห้อีกครั้งแล้วหันไปมองน้องชายที่กำมือแน่นอย่างหวาดหวั่น
“หนูจะหาทางเองค่ะ” เธอ เอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเธอหนักแน่นกว่าที่เคยเป็“หนูจะไม่ยอมให้พ่อต้องเสี่ยงอันตรายเพียงเพราะเราไม่มีเงินหนูจะทำทุกวิถีทางให้พ่อได้รับการรักษาที่ดีที่สุด”
แม่ของเธอมองเธอด้วยสายตาใแต่ก็เต็มไปด้วยความหวัง อันนาไม่รู้ว่าต้องเริ่มจากตรงไหนแต่เธอรู้เพียงอย่างเดียวว่า เธอจะไม่ยอมแพ้
“แม่คะ ไม่ต้องห่วงนะคะหนูจะกลับไปหาเงินมารักษาพ่อให้ได้หนูพอมีเพื่อนที่รู้จักและรู้ว่าจะหาเงินมาได้ยังไง และหนูจะรีบกลับมานะคะ”เธอพยายามปลอบโยนแม่ ให้หายกังวลทั้งที่เธอเองก็ยังไม่รู้ว่าจะทำเช่นไรเหมือนกัน แต่เธอต้องเข้มแข็ง เธอรู้แค่นั้น……
วันรุ่งขึ้น....
ทั้งอันนา แม่ และอาร์ตน้องชายตัวเล็กของเธอ นอนค้างอยู่ที่โรงพยาบาล แต่ก็ไม่ค่อยหลับเพราะต้องนอนโดยไม่มีฟูกนอนที่หนานุ่ม แต่พวกเขาไม่ได้สนใจ สนใจเพียงให้ได้อยู่เคียงข้างไปกับพ่อของเธอเท่านั้น
ห้องไอซียูเปิดตอนเช้าให้ญาติเข้าเยี่ยมคนป่วยได้ แต่จำกัดจำนวน ให้เข้าเพียง 1 คนเท่านั้นแม่เลยบอกให้อันนาเข้าไปหาพ่อ เพราะแม่กับน้องอยู่ที่นี่ เดี๋ยวค่อยเข้าไปก็ได้อันนาต้องรีบกลับไปเรียนและสะสางงานที่มหาวิทยาลัย
เมื่อหญิงสาว เดินเข้าไปพบพ่อสายระโยงระยางของอุปกรณ์ทางการแพทย์เต็มไปหมด
เธอร้องไห้น้ำตาเอ่อด้วยความสงสารพ่อจับใจ พ่อยังอยู่ในอาการโคม่า ยังไม่รู้สึกตัว
อันนา เอื้อมมือน้อยๆ ลงไปก้มลงกราบที่ฝ่าเท้าของพ่อน้ำอุ่น ๆ ก็ไหลออกมาจากตาคู่สวย
"พ่อคะ...หนูมาเยี่ยมพ่อแล้วนะพ่อได้ยินหนูไหม?" เธอกระซิบเบา ๆความรู้สึกปวดใจเอ่อท่วมท้น
เธออยากให้พ่อฟื้นขึ้นมาอยากได้ยินเสียงของพ่ออีกครั้ง อยากให้พ่อกลับไปอยู่ที่บ้านเหมือนเดิมน้ำตาไหลลงมาเป็ทางราวกับสายน้ำ เธอสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วค่อย ๆ พูดต่อไป
"พ่อคะ...หนูจะดูแลแม่กับอาร์ตเองนะพ่อไม่ต้องเป็ห่วง แต่พ่อก็ต้องรีบหายนะหนูอยากให้พ่อกลับมาหัวเราะกับพวกเราอีกครั้ง หนูจะหาทางหาเงินมารักษาพ่อให้ได้คะหนูสัญญา"
ไม่มีเสียงตอบกลับมีเพียงเสียงเครื่องช่วยหายใจที่ทำงานอย่างสม่ำเสมอ
จากนั้นเธอก็เลื่อนมือน้อยไปกุมมือพ่อไว้แน่นหัวใจของเธอเต็มไปด้วยความหวังและความเ็ปในเวลาเดียวกัน
เวลาผ่านไปอย่างช้า ๆจนพยาบาลเข้ามาแจ้งว่า เวลาการเยี่ยมสิ้นสุดลงแล้วเธอจำต้องลุกขึ้นและเดินออกจากห้องด้วยความรู้สึกหนักอึ้ง
เมื่อเธอกลับออกมาหาแม่กับน้อง เธอเช็ดน้ำตาและฝืนยิ้มให้แม่กับน้องแม้ว่าหัวใจจะเต็มไปด้วยความทุกข์ เธอต้องเข้มแข็งเพื่อครอบครัวแม้ว่าความเ็ปจะกัดกินหัวใจของเธออยู่ทุกวินาที
"แม่คะ เดี๋ยวหนูจะกลับไปหาเงินมาใช้เป็ค่ารักษาพ่อให้เร็วที่สุดนะคะแม่รอนะคะ" อันนาพูดเสียงหนักแน่นเพื่อให้แม่มั่นใจว่าเธอจะกลับมา
แม่ของอันนา มองหน้าลูกสาวน้ำตาคลอเบ้า
"ถ้าไม่มีหนทางจริง ๆแม่ขายบ้านก็ได้นะลูก เดี๋ยวเราไปอยู่บ้านเล็ก ๆ กันก็ได้ขอแค่มีเงินค่ารักษาพยาบาลพ่อ ให้แม่ทำอะไรแม่ก็ทำหมด"
หญิงสาว ส่ายหน้า "แม่คะขอเวลาหนูหาเงินก่อนนะ แม่ไม่ต้องกังวลนะคะ"
ข้าง ๆ กัน อาร์ต น้องชายของอันนายืนกำมือแน่น เขาพยายามจะไม่ร้องไห้ เขาอยากเป็เด็กเข้มแข็งแบบที่พี่สาวเคยบอกไว้แต่ความรู้สึกภายในใจกลับเต็มไปด้วยความกลัวเขารู้ว่าพี่อันนากำลังจะไปที่ไหนสักแห่งเพื่อหาเงิน และมันคงไม่ใช่เื่ง่ายเลย
"อาร์ต ระหว่างที่พี่ไม่อยู่ต้องดูแลแม่นะครับน้องชายพี่เข้มแข็งอยู่แล้วใช่ไหม" อันนา ลูบหัวน้องชายอย่างอ่อนโยน
อาร์ตพยักหน้า แต่แล้วน้ำตาก็ไหลลงมาเขากระโจนเข้ากอดพี่สาว ร้องไห้ออกมาอย่างอดไม่ได้ "ครับ พี่อันนา!"
แม่ของเธอเองก็กลั้นน้ำตาไม่อยู่เธอเดินเข้ามากอดลูกสาวด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง
เวลาผ่านมาเป็วันที่สามพ่อเธอยังอยู่ในโรงพยาบาล และอยู่ในห้องไอซียู แม่และเธอผลัดกันมาเฝ้า
ในวันนี้
อันนา ต้องตีตั๋วรถไฟเพื่อกลับกรุงเทพฯเพื่อทำโครงการวิจัยที่เหลือค้างอยู่ให้เสร็จและเตรียมตัวสอบครั้งสุดท้ายเพื่อจบการศึกษาในระดับปริญญาตรี และที่สำคัญเธอต้องกลับมาเพื่อหาวิธีหาเงินมาเป็ค่ารักษาพยาบาลของพ่อ
ก่อนออกเดินทางเธอเข้าไปเยี่ยมพ่อที่ยังนอนพักรักษาตัวอยู่อย่างไม่รู้สึกตัว
"แม่คะ...หนูจะรีบกลับมานะคะหนูจะหาเงินค่ารักษาพยาบาลพ่อมาให้ได้เร็วที่สุดค่ะ..."เสียงของเธอสั่นเล็กน้อย
แม่ยิ้มบาง ๆ พลางลูบผมลูกสาวเบา ๆ"แม่เองก็จะหาเงินช่วยอีกทางนะอันนา ไม่ต้องเป็ห่วง"
อันนา พยักหน้า แม้ในใจจะหนักอึ้งเธอรู้ว่าภาระทั้งหมดไม่ได้อยู่แค่ที่เธอคนเดียวแต่แม่เองก็กำลังพยายามอย่างสุดความสามารถเช่นกัน
เมื่อลาแม่แล้วเธอรีบเดินทางไปขึ้นรถไฟที่จองตั๋วไว้
ขณะที่รถไฟแล่นไปตามรางเสียงล้อเหล็กเสียดสีกับรางดังก้องในโสตประสาท อันนานั่งนิ่งอยู่ริมหน้าต่างสายตาเหม่อลอยมองวิวทิวทัศน์ที่เคลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็วแต่ในหัวกลับเต็มไปด้วยความคิดมากมายที่ตีกันยุ่งเหยิง
เธอจะหาเงินจากที่ไหน?
ค่าใช้จ่ายของพ่อไม่อาจรอได้โครงการวิจัยก็ยังค้างคา ไหนจะค่าใช้จ่ายในการสอบครั้งสุดท้ายทุกอย่างดูเหมือนกำลังจะถาโถมเข้ามาพร้อมกัน
เธอนึกถึงวิธีหาเงินที่รวดเร็ว ได้มาก และแทบไม่ต้องลงทุนอะไรเลย—การเอาร่างกายเข้าแลก!!!!!
เธอเคยได้ยินเื่นี้จากเพื่อนบางคนบางคนพูดติดตลก บางคนพูดจริงจัง และบางคนก็ทำมันไปแล้ว เงินที่ได้ช่างล่อตาล่อใจมันมากพอจะช่วยให้เธอผ่านวิกฤตนี้ไปได้ภายในเวลาไม่นาน แต่...
เธอไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าวันหนึ่งตัวเองจะต้องมานั่งพิจารณามันอย่างจริงจังแบบนี้
เธอควรทำแบบนั้นไหม?
คำถามนั้นสะท้อนซ้ำไปซ้ำมาในหัวของเธอความรู้สึกสับสนตีรวนในอก
รถไฟยังคงแล่นไปข้างหน้าแต่ในใจของอันนา ราวกับเธอยังติดอยู่ที่เดิม ไม่รู้ว่าควรเลือกทางไหน...
เมื่อถึงกรุงเทพ
เธอเดินลงจากรถไฟพร้อมกับสัมภาระใบเล็กเสียงประกาศจากสถานีดังแทรกผ่านฝูงชนที่ขวักไขว่ ท้องฟ้ายังไม่สว่างเต็มที่มีเพียงแสงแรกของวันสาดกระทบลงบนรางเหล็กเป็ประกายจางๆ
เธอสูดลมหายใจลึกก่อนจะหยิบโทรศัพท์ออกมากดโทรออกไปยังหมายเลขที่เขาเคยบอกว่าเธอต้องบอกเขาถ้ามาถึงกรุงเทพแล้ว ปลายสายรับแทบจะทันที
เธอได้โทรบอก พี ทั้แ่เมื่อวานแล้วว่าวันนี้จะกลับมาถึงกรุงเทพกี่โมงและเขากำลังมารอรับเธอ
"เธอมาถึงแล้วใช่ไหม?"เสียงทุ้ม เอ่ยถาม
"ใช่ ฉันถึงแล้วกำลังเดินออกไปทางหน้าสถานี"
"รออยู่ตรงนั้น เดี๋ยวฉันเดินไปหา"พีท เอ่ยขึ้น
เธอยิ้มบางๆ เหมือนมีกำลังใจเล็กๆรอเธออยู่ แม้ว่าจะเดินทางมาไกลแต่ความเหนื่อยล้ากลับเลือนหายไปเพราะรู้ว่าเขากำลังรออยู่ข้างหน้า
ที่หน้าสถานี ชายหนุ่มลุกขึ้นจากที่นั่งม้านั่งไม้เก่าเขาไม่ได้ดูรีบร้อน แต่ดวงตาคมกลับกวาดมองไปรอบๆ อย่างตั้งใจหัวใจของเขาเต้นแรงขึ้นเล็กน้อย เดินไปยังจุดหมาย เขามีเป้าหมายเดียว—การได้พบกับใครบางคน
ผู้คนมากมายเดินผ่านไปมาแต่เขายังคงเป็จุดสนใจอยู่ดี รูปร่างสูงโปร่ง ผิวขาวสะอาดสะอ้านราวกับนายแบบที่เพิ่งออกมาจากนิตยสารแฟชั่น แววตานิ่งสงบแต่แฝงความอบอุ่นทุกการเคลื่อนไหวของเขาเต็มไปด้วยเสน่ห์โดยไม่ต้องพยายาม
เมื่อ เธอเจอพีท—และเพียงแค่สบตากันเขาก็รับรู้ได้ทันทีว่าเธอกำลังมีเื่ทุกข์ใจอย่างหนักเขาไม่เอ่ยถามอะไรให้มากความ เพียงแค่เอื้อมมือหนามาจับกระเป๋าเดินทางจากมือบางของเธอที่ถืออยู่
"เดี๋ยวฉันไปส่งที่หอพัก" เขาพูดด้วยน้ำเสียงอบอุ่น
เธอเดินตามเขาไปขึ้นรถอย่างง่ายดายโดยไม่ต้องพูดอะไรกันมาก—เพราะบางครั้ง แค่มีใครสักคนอยู่ข้างๆ ก็เพียงพอแล้ว
"จอดร้านขายยาให้ทีนะฉันจะซื้อของ" เสียงเธอพูดขึ้นเบาๆ ขณะที่มองไปยังร้านขายยาตรงหน้าดวงตาของเธอแฝงไปด้วยความลังเลเล็กน้อย
ชายหนุ่มพยักหน้าเบาๆ ไม่ได้ถามอะไรมากเขาจอดรถให้เธอแวะที่ร้านขายยา
ในร้านขายยา กลิ่นยาสะอาดๆตลบอบอวลไปทั่ว เธอสั่งสิ่งๆ หนึ่งกับเภสัชกรประจำร้าน และเป็สิ่งท่เธอเองก็ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะต้องใช้มันหญิงสาวรู้สึกถึงความตึงเครียดที่แผ่ซ่านในหัวใจ
เธอกลับออกจากร้านขายยาเมื่อได้ของที่้าแล้วและขึ้นนั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซด์คันเก่งของพีท
ชายหนุ่มสตาร์ทรถแล้วขับออกจากร้านขายยาไปเขามองไปที่กระจกหลัง สายตาแสดงถึงความสงสัยเล็กน้อยแต่เลือกที่จะไม่ถามอะไรในตอนนี้ เขารู้ดีว่าในบาง่เวลามันอาจจะต้องให้เวลาและความเงียบสงบพูดแทนคำพูด