เซียวหยวนซินพยักหน้ารับอย่างเย็นชา“คุณไปช่วย…”
เธอตั้งใจจะบอกให้เขาไปช่วยก่อไฟแต่ก็ฉุกคิดได้ว่าเรื่องทำอาหารนี้ไม่ได้ทำเพื่อตนเองคนเดียวแต่เพื่อคนทั้งครอบครัว
เธอจึงเปลี่ยนคำพูด“คุณไปก่อไฟ ก่อเสร็จก็ไปซาวข้าวหุงข้าว ส่วนฉันจะผัดกับข้าว”
“ได้เลย!” หลิวเฉิงเหว่ยเห็นภรรยาของตนในที่สุดก็ยอมพูดจากับเขาดีๆก็ดีใจจนรีบวิ่งไปก่อไฟ
เมื่อมีหลิวเฉิงเหว่ยคอยช่วยงานเซียวหยวนซินก็รู้สึกสบายขึ้นมาก หลังจากทำกับข้าวเสร็จหลิวเฉิงเหว่ยก็ยกไปวางบนโต๊ะอาหาร แล้วทุกคนในครอบครัวก็พากันมานั่งกินข้าว
หลิวเฉิงเหว่ยกะจะนั่งลงกินข้าวบ้างแต่ก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าก่อนหน้านี้ภรรยาของเขาเคยบอกว่าทุกครั้งที่เธอทำกับข้าวเสร็จยังไม่ทันได้ตักข้าวเลย ทุกคนก็จะกินกับข้าวหมดแล้วทำให้เธอต้องกินแต่น้ำแกงใสๆ บางครั้งน้ำแกงก็ไม่มีเหลือให้กิน…
เขาจึงรีบไปตักข้าวเปล่าจนพูนชามแล้วตักกับข้าววางไว้ข้างบน จากนั้นก็นำไปวางไว้ในครัว แล้วจึงกลับมาตักข้าวกินเองเพียงพริบตาเดียวกับข้าวบนโต๊ะก็เกือบจะหมดแล้ว
หลิวเฉิงเหว่ยกลัวว่าตัวเองจะไม่มีกับข้าวกินจึงรีบตักกับข้าวกินอย่างรวดเร็ว
พี่ใหญ่หลิวกล่าว“เจ้าสี่เมื่อกี้ไม่ใช่ว่าตักข้าวไปชามหนึ่งแล้วยังตักกับข้าวไปเยอะแยะอีกแล้วทำไมยังมาตักอีก?”
“นั่นผมตักข้าวให้ภรรยาครับ เธอกำลังทำความสะอาดครัวอยู่” หลิวเฉิงเหว่ยตอบเสียงอู้อี้ขณะกำลังกินข้าว
คำพูดของเขาทำให้เหยียนกุ้ยหรงมองเขาอย่างแปลกใจผู้หญิงในบ้านไม่ได้รับอนุญาตให้นั่งร่วมโต๊ะอาหารแต่ผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์ได้รับอนุญาตให้นั่งร่วมโต๊ะอาหารได้
เหยียนกุ้ยหรงไม่คิดว่าหลิวเฉิงเหว่ยจะเปลี่ยนเป็นคนรักภรรยาได้ถึงเพียงนี้ช่างเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อจริงๆ
พี่ใหญ่หลิวมองเขาอย่างสงสัยพลางบ่นพึมพำ “ตักข้าวอะไรของแกเดี๋ยวเธอก็ไปตักเองได้ไม่ใช่หรือไง…”
คุณย่าหลิวก็กล่าวเสริม“ที่พี่ใหญ่แกพูดก็ถูกแล้ว เธอไม่มีมือหรือไง?”
หลิวเฉิงเหว่ยเหลือบมองกับข้าวบนโต๊ะที่ลดน้อยลงไปเรื่อยๆแล้วกล่าว “ผมกลัวว่าเดี๋ยวเธอจะไม่มีกับข้าวกิน…”
เมื่อหลิวเฉิงเหว่ยตักข้าวกินชามที่สองกับข้าวบนโต๊ะก็แทบจะไม่เหลือแล้วส่วนเซียวหยวนซินภรรยาของเขาเพิ่งจะยกกับข้าวจานสุดท้ายมาวางบนโต๊ะไฟในเตาก็ดับไปแล้ว
คนพวกนี้ไม่ยอมเหลือกินข้าวให้ภรรยาของเขาเลยจริงๆ!
เซียวหยวนซินมองข้าวในชามที่วางอยู่บนเตาในครัวซึ่งมีกับข้าววางอยู่เต็มชาม ในที่สุดหัวใจของเธอก็อุ่นขึ้นบ้างผู้ชายคนนี้คงจะยังมีส่วนดีอยู่บ้างกระมัง…
เธอถือชามข้าวแล้วนั่งกินในครัวโดยตรงไม่ต้องไปที่ห้องโถงอีก เพราะบนโต๊ะคงไม่มีใครเหลืออาหารให้เธอกินอย่างแน่นอนเว้นแต่กับข้าวจานสุดท้ายที่เธอแอบตักไว้เล็กน้อย
ตอนนี้เธอฉลาดขึ้นแล้วตักไว้ให้ตัวเองเล็กน้อย ก็ไม่ต้องกลัวว่าไม่มีกับข้าวกินอีกเมื่อก่อนเธอหัวอ่อนเกินไปจึงถูกคนในบ้านตระกูลหลิวรังแก
ตามที่น้องสะใภ้กล่าวไว้คนเราต้องดุดัน ต้องดุดันยิ่งกว่าคนร้ายเสียอีก จนพวกเขาไม่กล้ารังแกเราอีก!
หลังจากกินข้าวเสร็จหลิวเฉิงเหว่ยก็อาสาช่วยล้างจาน นั่นยิ่งดีไปใหญ่ คนหนึ่งล้าง คนหนึ่งช่วยเช็ดไม่นานก็เสร็จแล้ว
หลังจากอาบน้ำเสร็จเซียวหยวนซินก็ขึ้นไปนอนแล้ว หลิวเฉิงเหว่ยก็อาบน้ำและขึ้นไปบนเตียงเช่นกันเขาต้องการที่จะอยู่ใกล้ชิดกับเธอ แต่เธอก็ผลักเขาไปด้านข้าง“วันนี้ฉันเหนื่อยแล้ว ฉันอยากนอนเฉยๆ”
หลิวเฉิงเหว่ยกอดเธอไว้ไม่ปล่อย“แต่ว่าที่รัก เราไม่ได้ทำเรื่องนั้นมาเกือบเดือนแล้วคุณไม่อยากบ้างหรือไง?”
เซียวหยวนซินจ้องเขาเขม็ง“ถ้ามีแรงเหลือเฟือนัก ก็ไปซักผ้าซะ”
หลิวเฉิงเหว่ยรู้สึกท้อแท้ทันทีแล้วก็กลับไปนอนบนเตียง “ซักพรุ่งนี้ ขอพรุ่งนี้นะ”
เซียวหยวนซินก็ไม่ได้คาดหวังว่าเขาจะเปลี่ยนไปได้ในทันทีจึงปล่อยเขาไป...
ส่วนทางด้านซูเจียวเจียวหลังจากทำอาหารเย็นเสร็จ เซียวหยวนหมิงก็เลิกงานกลับมาพอดีกลับมาก็เห็นเพียงหลิวหยวนหยวนกำลังเล่นอยู่ในลานบ้าน ทว่ากลับไม่เห็นเซียวหยวนซิน
ซูเจียวเจียวเล่าเรื่องที่หลิวเฉิงเหว่ยมารับเซียวหยวนซินไปและบอกว่าหยวนหยวนจะพักอยู่ที่นี่ในช่วงนี้
เซียวหยวนหมิงขมวดคิ้วมุ่นก่อนจะพยักหน้าเพียงเล็กน้อย “อืม”
ในตอนค่ำหลังจากกินข้าวเสร็จ ซูเจียวเจียวก็อาบน้ำให้หลิวหยวนหยวนจนสะอาดแล้วก็พาเธอนอนบนเตียง เนื่องจากหยวนหยวนยังเด็กเธอไม่ไว้ใจที่จะปล่อยให้นอนคนเดียว ซูเจียวเจียวจึงพาเธอนอนด้วยกัน
หลิวหยวนหยวนนอนอยู่ด้านในสุดซูเจียวเจียวนอนอยู่ตรงกลาง ส่วนเซียวหยวนหมิงนอนอยู่ด้านนอกสุด
เซียวหยวนหมิงตะแคงข้างกอดซูเจียวเจียว“เจียวเจียว ช่วงนี้คุณดูเหนื่อยมากเลยนะ”
“ฉันไม่เหนื่อยหรอก คุณต่างหากที่เหนื่อย” ซูเจียวเจียวซบอยู่ในอ้อมกอดของเขาช่วงนี้เขานอกจากจะต้องทำงานแล้ว ยังต้องแอบหาเงินเพิ่มอีก
ช่วงนี้ค่าใช้จ่ายในบ้านมีจำนวนมากอาหมิงเป็นคนเดียวที่หาเงินได้ เงินห้าร้อยหยวนนั้นยังไม่ได้แตะเลย!
แต่ตอนนี้เธอมีจักรเย็บผ้าแล้วก็สามารถช่วยหาเงินได้เช่นกัน
ทั้งสองคนกอดกันแล้วก็หลับไป
เช้าวันรุ่งขึ้นซูเจียวเจียวกินอาหารเช้าเสร็จแล้วก็เริ่มดัดแปลงชุดกระโปรงหลังจากจัดการชุดกระโปรงเสร็จ หลิวหยวนหยวนก็ตื่นพอดีเธอจึงพาหลิวหยวนหยวนไปล้างหน้าแปรงฟันและกินอาหารเช้า
หลังจากกินอาหารเช้าเสร็จหลิวหยวนหยวนก็รู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อย เมื่อถามดูก็รู้ว่าเจ้าตัวเล็กคิดถึงแม่
ตั้งแต่เกิดจนถึงตอนนี้เซียวหยวนซินเป็นคนดูแลเองเจ้าตัวเล็กติดแม่ก็เป็นเรื่องปกติ ถ้าไม่ติดสิถึงจะผิดปกติ
ซูเจียวเจียวปลอบเธอพักหนึ่ง“ช่วงนี้แม่ของหนูยุ่งมาก แต่เมื่อเสร็จธุระแล้วจะรีบมาหาหนูแน่นอน”
เด็กน้อยได้ยินดังนั้นก็พยักหน้าอย่างเชื่อฟัง
ในขณะที่ซูเจียวเจียวกำลังแก้ไขชุดกระโปรงเด็กหญิงก็ไม่ร้องไห้ ไม่โวยวาย แค่นั่งเล่นคนเดียวอยู่ในลานบ้าน ไม่ยอมออกไปไหน
ซูเจียวเจียวปิดประตูรั้วไว้จึงไม่ต้องกลัวว่าหยวนหยวนจะวิ่งซนออกไป
ก่อนพลบค่ำซูเจียวเจียวก็แก้ไขชุดกระโปรงอีกสามตัวที่เหลือจนเสร็จเตรียมจะนำไปให้เฉินเจียอวี้ที่ตัวอำเภอในเช้าวันพรุ่งนี้
ส่วนเรื่องที่เธอจะรับจ้างเย็บผ้าในหมู่บ้านนั้นก็ได้บอกกับกองผลิตแล้วทางกองผลิตก็มีความเห็นว่าตอนนี้ไม่อนุญาตให้ทำธุรกิจส่วนตัวแต่สามารถทำงานให้กองผลิตได้ โดยมีค่าแรงวันละหนึ่งหยวนสามเหมาหนึ่งเดือนก็สามสิบเก้าหยวน
ซูเจียวเจียวตกลงการเย็บผ้าสบายกว่าการทำงานให้กองผลิตมาก และมีค่าตอบแทนที่ดีกว่ามากการทำงานให้กองผลิตสิบแต้มคะแนนงานคิดเป็นเพียงสองเหมาต่อวันหนึ่งเดือนก็หกหยวนเท่านั้น แถมยังเหน็ดเหนื่อยมากอีกด้วย
นอกจากจะได้ค่าจ้างจากกองผลิตแล้วเธอยังสามารถแอบรับงานส่วนตัวได้อีกด้วย ตราบใดที่ไม่ถูกจับได้ก็ไม่มีปัญหา
ตั้งแต่นี้เป็นต้นไปเธอจะได้รับค่าจ้างทุกเดือนครอบครัวนี้จะดีขึ้นเรื่อยๆ
เช้าวันรุ่งขึ้นซูเจียวเจียวก็เก็บชุดกระโปรงที่แก้ไขเสร็จแล้วหกชุดใส่กระเป๋าแล้วจูงหลิวหยวนหยวนขึ้นรถแทรกเตอร์มุ่งหน้าสู่ตัวอำเภอ
ซูเจียวเจียวไปถึงบ้านเฉินเจียอวี้ตรงกับช่วงเวลาอาหารกลางวันเฉินเจียอวี้เป็นครู มักจะสอนหนังสือที่โรงเรียนและจะกลับบ้านเฉพาะช่วงเวลาอาหารเท่านั้น หากไปก่อนหรือหลังจากเวลานั้นก็จะไม่มีใครอยู่บ้าน
รออยู่ไม่นานเฉินเจียอวี้ก็กลับมาแล้ว เมื่อเห็นซูเจียวเจียวก็ดีใจมาก“แก้ไขชุดกระโปรงเสร็จเร็วขนาดนี้เลยหรือคะ?”
ซูเจียวเจียวพยักหน้า“ค่ะ”
เฉินเจียอวี้มองไปรอบๆแล้วรีบพาซูเจียวเจียวเข้าไปในบ้าน “เข้าไปคุยกันในบ้านเถอะนะ”
ซูเจียวเจียวจูงหลิวหยวนหยวนเข้าไปในบ้านแล้วนำชุดกระโปรงทั้งหกชุดออกมา เมื่อเฉินเจียอวี้เห็นก็ตาเป็นประกายทันที“สวยมาก! ยุวชนซูนี่ฝีมือดีจริงๆ ค่ะ!”