ตอนที่ 17 คำทำนาย (3)
หยดน้ำตาของคนในอ้อมแขนเปียกซึมสาบเสื้อจางเอ่อร์ ด้านหนึ่งเขาเร่งม้าเร็ว อีกด้านก็ลูบเรือนผมงามของเสวี่ยสวินด้วยความปวดใจ พลางเอ่ยปลอบโยน “ไม่เป็นไรแล้วสวินเอ๋อร์ ต่อไปพี่จะไม่ปล่อยให้เจ้าต้องเสี่ยงอันตรายตามลำพังอีก!”
ใครเลยจะรู้เสวี่ยสวินได้ยินแล้วกลับสั่นศีรษะ จากนั้นกลั้นน้ำตามองอีกฝ่ายด้วยท่าทางแสร้งทำเป็นสบายดี “หากไม่ได้พี่ชาย เกรงว่าป่านนี้สวินเอ๋อร์คงไร้หน้าตาจะใช้ชีวิตอยู่บนโลกต่อไปได้แล้ว เพียงแต่...สวินเอ๋อร์มีเรื่องหนึ่งอยากจะขอร้องท่าน”
“ไม่ว่าเจ้ากล่าวสิ่งใด ข้าล้วนตกลงรับคำทั้งสิ้น!”
น้ำตาของจ้าวเสวี่ยสวินคล้ายหยดลงสู่กลางใจเขา กลัวแต่ยามนี้หากนางบอกว่าต้องการใต้หล้าแห่งนี้ เขาก็คงจะทุ่มเทกำลังช่วงชิงมันมาให้ได้!
ทว่าสิ่งที่เสวี่ยสวินต้องการกลับไม่ใช่ใต้หล้า นางเพียงหลับตาลง ครู่ใหญ่กว่าจะเอ่ยขึ้น “หวังว่าพี่ชายจะไม่นำเรื่องนี้บอกกล่าวแก่พี่ใหญ่เซี่ยง...”
ครั้นได้ยินถ้อยคำ ในใจจางเอ่อร์พลันจมดิ่ง ไม่คิดมาก่อนเลย เวลานี้แล้วในใจเสวี่ยสวินกลับยังคงคิดถึงแต่เซี่ยงอวี่...
‘เอาเถิด...’ จางเอ่อร์ระงับความเจ็บปวดในหัวใจลง กล่าวกับนางด้วยสีหน้าจริงจัง “เจ้าวางใจเถิด เรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องให้เจ้าเอ่ยคำ ข้าก็ไม่มีทางบอกคนผู้ใดเป็นอันขาด”
ได้ยินคำพูดจางเอ่อร์แล้ว ความรู้สึกกล้ำกลืนของเสวี่ยสวินก็คล้ายจะคลายลงบ้าง แม้ฤทธิ์ของยาสลบจะสลายไปกว่าครึ่ง นางกลับเหนื่อยล้าทั้งกายใจ เวลานี้พิงซบในอ้อมแขนของจางเอ่อร์ ก่อนจะค่อยๆ หลับไป
จางเอ่อร์รับรู้เพียงในอ้อมแขนพลันหนักขึ้น ความเคลื่อนไหวขณะกระตุ้นม้าของเขาแผ่วเบาลงทันที ระดับความเร็วในการขี่ม้าก็ช้าลงเล็กน้อย
…
หลังจากผ่านช่วงเวลาอันสงบสุขชั่วขณะสั้นๆ สิ่งที่รอคอยพวกเขาสองคนอยู่กลับเป็นทหารไล่ล่าที่นำทัพโดยจางหาน!
เสียงกีบเท้าม้าด้านหลังดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จางเอ่อร์จำเป็นต้องสะบัดแส้บังเหียนขึ้นอย่างรวดเร็ว เสวี่ยสวินตกใจสะดุ้งตื่น ได้ยินเพียงด้านหลังมีคนตะโกนขึ้น “ทหารทุกคนฟังคำสั่ง! ฉินฮ่องเต้มีบัญชา จับตัวคุณชายจางเอ่อร์ ฆ่าไม่เว้น!”
สิ้นเสียงจางหาน เหล่าทหารแคว้นฉินก็ตะโกนกู่ร้อง ในสายตาพวกเขา เวลานี้จางเอ่อร์ที่กำลังหวดแส้เร่งม้าเร็ว ต่อให้ติดปีกบินก็ยังไม่มีทางหนีพ้น! ลอบสังหารฉินฮ่องเต้ แม้ตายหมื่นครั้งยังได้รับโทษไม่สาสม!
เสวี่ยสวินจับแขนเสื้อจางเอ่อร์แน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว ขณะจะเอ่ยปากพูดบางอย่าง จู่ๆ จางเอ่อร์กลับดึงรั้งแส้บังเหียน! เมื่อหันร่างไปก็ค้นพบว่ายามนี้ใต้ฝ่าเท้าเบื้องล่างพวกเขาเป็นหน้าผาลึกหมื่นจั้ง!
บัดนี้สายตาเห็นเบื้องหน้าไม่มีทางให้ไปต่อ ทหารไล่ล่าด้านหลังก็ตามมาใกล้ทันแล้ว คนทั้งสองพลันเผยสีหน้าย่ำแย่
“พวกเจ้าหนีไม่รอดแล้ว!” จางหานวางมาดกำแหง คิดไม่ถึงว่าศัตรูที่เคยแข็งแกร่งในสนามรบจะมีช่วงเวลายากลำบากเช่นนี้ด้วย! หากไม่ฆ่าเขาตอนนี้แล้วจะรอฆ่าตอนไหน!
“สวินเอ๋อร์ เจ้ากลัวหรือไม่” จางเอ่อร์ก้มหน้าลงมองคนในอ้อมแขนที่กำลังเครียดกังวล เอ่ยถามเสียงอ่อนโยน
ครั้นมองดูหน้าผาใต้ฝ่าเท้าแล้วย้อนนึกถึงเหตุการณ์ที่พบเจอในวังฉิน เสวี่ยสวินพลันส่ายหน้าอย่างเด็ดเดี่ยว หากต้องให้นางกลับไปที่นั่นอีกครั้ง สู้ตายเสียที่นี่ยังดีกว่า!
พอเห็นแววตาเสวี่ยสวินเผยความแน่วแน่ จางเอ่อร์ก็รู้ทันทีว่านางเข้าใจเจตนาตนผิดไปแล้ว จึงกล่าวคำด้วยรอยยิ้ม “ยายเด็กโง่! เราจะควบม้าเร่งความเร็ว กระโดดข้ามจากที่นี่ไปอีกฝั่ง! เจ้าต้องจับข้าไว้ให้แน่น!”
เสวี่ยสวินมองจางเอ่อร์ด้วยสีหน้าประหลาดใจ คิดไม่ถึงว่าญาติผู้มีจะมีพลังกล้าหาญเด็ดเดี่ยวนี้เช่นนี้ด้วย! เมื่อเห็นทหารไล่ล่าใกล้เข้ามาถึงตัว ก็บังเกิดความคิดยอมเสี่ยงชีวิตดูสักครั้ง ยังดีกว่าตกไปอยู่ในมือจางหาน นางจึงพยักหน้าทันทีโดยไม่ลังเล
จางเอ่อร์เองก็ไม่ชักช้ารีรอ ขี่ม้าวิ่งไปทางด้านหลังทันใด ครู่ขณะที่แทบจะเห็นใบหน้าของจางหานชัดๆ แล้วนั้น จู่ๆ เขาพลันหมุนร่างพุ่งตรงไปทางหน้าผาอย่างรวดเร็ว ควบม้ากระโจนออกไปท่ามกลางสายตาตกตะลึงของผู้คน!
เสวี่ยสวินรู้สึกเพียงข้างใบหูมีเสียงลมพัดดังหวิวๆ แทบจะไม่ได้ยินเสียงทหารไล่ล่าทางด้านหลังด้วยซ้ำ!
แม้กล่าวว่าปราศจากความลังเล แต่ยามนี้เมื่อเห็นเมฆหมอกม้วนตัวอยู่ริมหน้าผาก็ยังอดตกใจกลัวไม่ได้อยู่ดี ทำได้เพียงหลับตาลงมุดศีรษะซบในอ้อมอกจางเอ่อร์ตามสัญชาตญาณ
อาชาไนยแบกสองคนไว้บนหลังกระโดดขึ้นสูงลิ่ว กระทั่งลอยขึ้นกลางอากาศ จางเอ่อร์กอดเสวี่ยสวินไว้พร้อมเหยียบปลายเท้าผ่านหัวม้า ใช้วิชาตัวเบากระโดดขึ้นสุดแรง ก่อนพาร่างลงมาอีกฟากหนึ่งของหน้าผาได้พอดี!
เสียงม้าร้องค่อยๆ เลือนหาย เสวี่ยสวินลืมตาขึ้น เห็นเพียงฝั่งตรงข้ามมีจางหานนำทหารไล่ล่าตามมาถึง ทว่าม้าที่พวกเขาควบขี่มาตลอดทางกลับตกสู่หน้าผาลึกไปแล้ว
ความจริงแล้วระยะห่างระหว่างหน้าผาสองฝั่งก็ไม่ใช่ระยะที่ม้าเร็วจะวิ่งข้ามผ่านไปได้แม้ว่าพุ่งสุดตัว หากไม่ใช่เพราะจางเอ่อร์อาศัยวิชาตัวเบาอันเลิศล้ำเกินคน เกรงว่าป่านนี้พวกเขาคงไม่พ้นมีชะตากรรมเดียวกับม้าตัวนั้น!
เสวี่ยสวินทางนี้ยังไม่ทันได้สติกลับมาจากอาการตื่นตกใจ ก็พลันมีลมแรงพุ่งฉิวเข้ามาจากฝั่งตรงข้าม ที่แท้จางหานรู้ดีว่าไม่มีทางข้ามหน้าผามาได้ จึงยกธนูยิงเล็งมาทางนี้!
เสวี่ยสวินตกใจเท้าเซทรงตัวไม่อยู่ พลันลื่นไถลลงไปทางหน้าผา
“สวินเอ๋อร์!” จางเอ่อร์เห็นท่าไม่ดี ไม่ทันขบคิดอะไรมากก็ทะยานขึ้นไปข้างหน้า เขาคว่ำตัวลงหมอบริมหน้าผา คว้าจับมือเสวี่ยสวินไว้แน่น
เสวี่ยสวินเห็นหินกรวดบดกรีดมือจางเอ่อร์จนถลอก จางหานที่อยู่ฝั่งตรงข้ามก็ยังคงจัดวางกำลังพลธนู ในใจพลันร้อนรน กล่าวขึ้นเพียง “พี่ชาย รีบปล่อยข้าเถิด...ด้วยความสามารถของท่าน ย่อมต้องนำตำรับยารักษากาฬโรคไปช่วยเหลือราษฎรแคว้นจ้าวได้อย่างแน่นอน สวินเอ๋อร์แม้ต้องตายก็ไม่เสียใจแล้ว...”
ใครเลยจะรู้ จางเอ่อร์กลับส่ายหน้า จ้องมองนางด้วยแววตาแน่วแน่มั่นคง ขณะออกแรงดึงสุดชีวิต
เสียงธนูแหวกอากาศดังมา กระทั่งเสวี่ยสวินยังได้ยินชัดเจน แต่เขากลับไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย...
ในชั่วลัดนิ้วมือนั้น ขณะที่ลูกธนูกระหน่ำยิงกำลังจะพุ่งแทงร่างคนทั้งสอง จางเอ่อร์พลันรวบรวมเรี่ยวแรงดึงนางขึ้นมาได้ในที่สุด!
สถานการณ์คับขันเร่งด่วน ฝ่าเท้าของเสวี่ยสวินยังไม่ทันแตะถึงพื้น ตัวคนก็ตกสู่อ้อมแขนของจางเอ่อร์ก่อนแล้ว
จางหานเห็นจางเอ่อร์อาศัยวิชาตัวเบาพาองค์หญิงสวินหลบพ้นลูกธนูได้อย่างรวดเร็ว ไม่นานก็หายตัวเข้าไปในป่า เขาโมโหหนัก เหวี่ยงแส้ม้าหวดร่างพลธนูที่อยู่ด้านข้าง!