ที่สะพานไม้ไผ่ ศิขรินทร์ ยืนมองทะเลและเกลียวคลื่นนิ่งงัน ปล่อยให้สายลมพัดผ่านหน้า นึกถึงสิ่งที่คุณหญิงโสภาแม่ของคนรักเก่าพูดไว้
“คุณ..หญิงมาหาฉัน มีอะไรหรือเปล่าคะ”
“ฉันจะมาคุยกับเธอ เื่เด็กคนนั้น”
“...ถ้าคุณหญิงจะให้ฉันยกลูกให้ไปอยู่กับคุณ ฉันคงทำไม่ได้จริง ๆ ค่ะ ขอตัวนะคะ” ศิขรินทร์กำลังจะเดินออก แต่ก็ต้องหยุดชะงักกับคำพูดที่ว่า
“ฉันอยากให้เด็กคนนั้นมีการศึกษาที่ดี.. ในแบบที่เขาสมควรได้รับ ในฐานะทายาทฉัตรบดินทร์คนหนึ่ง”
“ฉัตร..บดินทร์?” ศิขรินทร์แน่ใจว่าเธอไม่เคยได้ยินชื่อนั้นมาก่อน
“นั่นเป็นามสกุลเดิมของฉันเอง ทวดของเด็กคนนั้น คุณพ่อของฉัน รู้เื่ที่ตาพงษ์มีลูกนอกสมรส และท่านก็ไม่้าให้เหลนเพียงคนเดียว ต้องลำบาก ท่านกำชับกับฉันไว้ก่อนที่จะเข้าไอซียู และฉันคิดว่าตอนนี้ฉันก็ควรจะทำให้ทุกอย่างถูกต้องได้แล้ว”
“ถูก..ต้อง?”
“ใช่ ทำให้มันถูกต้อง เพราะก่อนหน้านี้ ฉันได้ยินมาจากพ่อของเธอว่า มีคนเคยจะมอบทุนการศึกษาให้ลูกของเธอั้แ่ประถมยาวจนจบมหาลัย แต่พ่อของเธอก็ปฏิเสธไปก่อนและส่งทุนนั้นให้เด็กคนอื่นแทน...ศิขรินทร์”
“.....”
“หลานชายฉันไม่จำเป็ต้องรับทุนจากใคร เพราะครอบครัวของฉัน สามารถส่งเขาเรียนอะไรก็ได้ที่เขาอยากเรียน และเขาจะได้อยู่ในสังคมที่คู่ควรและเหมาะสมกับชาติตระกูล อย่างฉัตรบดินทร์” คุณหญิงเว้น่ก่อนพูดต่อ
“ฉันว่าเธอรู้ ว่าอะไรที่ดีกับลูกของเธอจริง ๆ สังคมผู้ดีมีการศึกษาสูง ๆ หรือโตไปเป็ ชาวบ้านธรรมดา ที่ไม่มีอะไรให้เชิดหน้าชูตา และตกเป็ทาสรับใช้ของคนอื่น ๆ ที่ร่ำรวย และมีอำนาจ”
“ริน” เสียงเรียกของชายสูงวัยผู้เป็พ่อ ทำให้ศิขรินทร์หลุดจากภวังค์ก่อนจะหันหน้ากลับมา
“ภูกลับมาแล้วลูก” “....”
“ไป ไปกินข้าวกัน” สมศักดิ์กำลังจะหันหลังเดินกลับ แต่ลูกสาวของเขาก็พูดขึ้นก่อน
“พ่อคะ...หนูตัดสินใจแล้วค่ะ” เขาหันหน้ามามองลูกสาวด้วยความสงสัย
ในขณะที่ทั้งสามกำลังนั่งทานข้าวอยู่ อยู่ ๆ ศิขรินทร์ก็พูดขึ้นกลางวง ในขณะที่สมศักดิ์เองก็นั่งนิ่งรอดูทีท่า
“ภู ลูก..”
“....” ภูผาเงยหน้าจากจานข้าวขึ้นมาสบตาผู้เป็แม่
“แม่จะให้ภูไปอยู่กับคุณย่าที่กรุงเทพ..” เื่นี้เป็สิ่งที่เธอตัดสินใจดีแล้ว เพื่ออนาคตที่ดีของลูกชายสุดที่รักของเธอ แต่ภูผาเองกลับไม่ได้มีทีท่าอะไร เขานั่งนิ่งรับฟังทุกสิ่งอย่างเข้าใจ เธอไม่รู้ว่าลูกชายของเธอ เขาโตขนาดนี้ั้แ่เมื่อไร ทั้งชีวิตของเขาที่โตขึ้นที่นี่ แต่กลับไม่ค่อยคบ หรือสุงสิงกับใคร นอกจากเพื่อนในห้องไม่กี่คน และเด็กที่สนิทที่สุด อย่างนที ลูกชายของคุณครูสาวที่โรงเรียนประถม อย่างครูสารธาร
“แม่ครับ ผมจะตั้งใจเรียน แล้วกลับมาที่นี่อีก ไม่ต้องห่วงผมนะครับ”
นั่นคือสิ่งที่เด็กชายวัย 12 ปี ผู้เป็แก้วตาดวงใจ พูดกับเธอในวันนั้น
เสียงจอแจของเด็ก ๆ ที่หน้าโรงเรียนซึ่งกำลังมุงร้านหนังสือซึ่งมาตั้งขาย ภูผาเองก็เป็หนึ่งในกลุ่มเด็ก ๆ เ่าั้ เขาหยิบดูหนังสือเล่มเล็กบาง ที่วางอยู่ บนหน้าปกเขียนว่า ปัญหาเชาว์ 3 บาท ก่อนจะหยิบหนังสืออีกสองถึงสามเล่มแล้วไปจ่ายเงิน
วันนี้เป็วันธรรมดาวันหนึ่ง เหมือนกับทุก ๆ วันก่อนหน้านี้ แต่อีกไม่กี่วัน เขาก็จะจบชั้นประถมศึกษาปีที่หกแล้ว และคนที่บ้านนั้นก็จะมารับตัวเขาไป ตอนนี้เขาที่ได้แน่นั่งมองเด็กชายตัวน้อยตรงหน้าก่อปราสาททราย ก็นึกอะไรขึ้นมาได้
“น้องที” นึกขึ้นมาได้ว่า ั้แ่เด็กจนโตมา เขาไม่ค่อยได้เล่นน้ำทะเลเลย เพราะไม่ชอบที่เวลาตัวเปียกแล้วทรายบทริมหาดจะชอบติดเท้า ติดกางเกง “เล่นน้ำกับพี่ผามั้ยครับ?”
สายตาแป๋วจ้องมองมา ก่อนเสียงเจื้อยแจ้วจะเอ่ยออกมาจากลำคอเล็ก
“เล่นคับบ” เวลาผ่านไปเนิ่นนานจนคุณน้าวัยละอ่อน อย่างสายชล ต้องเดินมาตามเด็ก ๆ อย่างเช่นเคย วันนี้เขาเดินมาในชุดนักเรียนม.ปลาย พร้อมกล้องถ่ายรูปที่ห้อยคอ จึงอดไม่ได้ที่จะกดชัตเตอร์ถ่ายภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้าไว้
“อ้าว เฮ้ย ๆ เล่นอะไรกัน!” เสียงะโดังขึ้นหลังแอบถ่ายเสร็จเรียบร้อย “นี่นที!! ตัวเปียกแบบนั้น ระวังโดนแม่ดุเอานะ เื่นี้ น้าไม่ช่วยน้าาา” สายชลหัวเราะชอบใจ เมื่อเห็นหลานชายทำหน้าเจื่อนรีบวิ่งหน้าแจ้นขึ้นมา
หลังจากทานข้าวที่บ้านของคุณครูสายธารลูกสาวผู้ใหญ่บ้านเสร็จเรียบร้อย นทีก็เดินมาเกาะรั้วเพื่อที่จะบอกลาภูผา ที่จะเดินกลับบ้านโดยมีน้าของเขาเดินไปส่งเช่นเคย ก่อนจะไป ภูผา หันมามองหน้าเขา ก่อนจะหยิบกระเป๋านักเรียน ออกมาและใช้มือค้นหาอะไรบางอย่าง “นี่” เป็อีกครั้งที่สมุดถูกหยิบออกมาจากกระเป๋า
“พี่ผาซื้อมาฝาก ลองไปฝึกอ่านดูนะ แล้วมาเล่นกับพี่” สมุดเล่มบางถูกวางใส่มือน้อย ๆ ของนที เด็กชายพลิกสมุดตาแป๋วอย่างสนใจ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมายิ้มแฉ่ง หน้าแป้นแล้นให้กับพี่ชายตัวสูง “ผู้ใหญ่ให้ของ ต้องพูดว่าไงนที” เสียงแตกหนุ่มของน้าชายดังขึ้น พร้อมจ้องมองไปยังลูกชายของพี่สาว
“ขอบคุณคั้บบ” ภูผายิ้มอ่อนก่อนจะใช้มือลูบหัวเด็กชาย ด้วยความเอ็นดู “งั้นพี่ไปก่อนนะนที” “บ้าย บ่าย ผาา” สองมือน้อย ๆ โบกแกว่งไปมาเหนือศีรษะเพื่อบอกลาพี่ชายใจดี
“สวัสดีครับตา” เมื่อเดินมาถึงบ้านเด็กชายก็แยกย้ายและบอกลาพี่ชายที่เดินมาส่งก่อนจะเดินเข้าบ้านมาพบตาของตนเอง
“อ่าวภู หิวมั้ยลูก กินอะไรมาหรือยัง?”
“ผมกินมาแล้วครับ ที่บ้านครูสาย”
“อ้อ หรอลูก งั้นก็ไปอาบน้ำอาบท่าไป”
“ครับตา เอ่อ” ภูผาหยุดก่อนจะหันมาหาตา
“แล้วแม่ล่ะครับ”
ภูผาเดินมาหลังบ้านตรงเก้าอี้นั่ง เห็นแม่กำลังนั่งเขียนอะไรบางอย่าง เขายืนมองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินเข้าไป “แม่ครับ” ศิขรินทร์สะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะปิดสมุดบันทึกในมือลง
“อ่าวภู ว่าไงลูก เหนื่อยไหม แล้วกินข้าวหรือยัง?”
“ผมกินแล้วครับ แล้วแม่ล่ะครับ”
“แม่กินแล้วลูก ภูมีอะไรหรอ?”
“ผมแค่อยากมานั่งกับแม่เฉย ๆ ครับ”
เด็กชายเดินเข้าไปนั่งลงข้าง ๆ ผู้เป็แม่ ศิขรินทร์โอบไหล่ลูกชาย แล้ววางคอบนหัวของเขา อีกไม่นาน ลูกชายของเธอก็จะต้องห่างจากอกผู้เป็แม่แบบเธอแล้ว เธอจะทำใจได้ไหมนะ “แม่นั่งจดอะไรหรอครับ?” “แม่จดบันทึกลูก” เธอตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“บันทึก?”
“ใช่ลูก มันคือการที่เราได้ทบทวนความคิด ความรู้สึกของเรา ต่อเื่
ที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน” ศิขรินทร์หยุดพูด เมื่อนึกถึงเื่ที่ลูกชายของเธอต้องย้ายไปอยู่ที่บ้านศิลารักษ์ ก่อนจะกลืนก้อนแข็ง ๆ ลงคอ
“ภู.. ถ้าลูกย้ายไปอยู่ที่บ้านคุณย่า” ศิขรินทร์ฝืนยิ้ม
“ถ้าเกิดว่าลูก.. ไม่มีใคร” เธอเข้าใจความรู้สึกในบ้านหลังนั้นดี
“ภูยังมีแม่นะลูก ถึงที่นี่จะสัญญาณไม่ดี แต่ภูเขียนจดหมายมาหาแม่ก็ได้นะ หรือ..ถ้าวันไหนภูอยากจะพูดคุยกับใครสักคน แม่ว่าก็ไม่เลวนะ ถ้าเพื่อนคนนั้น จะเป็ตัวลูกน่ะภูผา เชื่อแม่สิ..บางที เขาอาจจะเป็เพื่อนที่ดี และชวนลูกคุย เก่งกว่าที่ลูกคิดนะ”
“ครับแม่” เขากอดแม่แน่น “ผมรักแม่นะครับ” น้ำตาของศิขรินทร์ค่อย ๆ ไหลออกมา
แล้ววันเดินทางก็มาถึง หลังจากจบป.6 เขาก็ไม่ได้บอกใครว่าจะต้องย้ายไปกรุงเทพนอกจากคนสองคน คือเพื่อนสนิทที่พึ่งจะย้ายเข้ามาเรียนที่นี่ เมื่อปีที่แล้วอย่าง ทิวา หิรัญญะ ลูกชายของปลัดคนใหม่ อย่าง ปลัด ทินกร ผู้ย้ายกลับมาอยู่บ้านและทำงานที่บ้านเกิดหลังจากที่หย่ากับภรรยาไม่ได้ไม่กี่ปี ซึ่งเป็เพื่อนเก่าของแม่เขาเอง เลยเป็เหตุผลให้ทั้งภูผาและทิวาสนิทกัน เพราะเขาจะเจอปลัดคนนี้ที่บ้านของตัวเองอยู่บ่อยครั้ง ส่วนอีกคนที่รู้เื่นี้ คือ สายชล น้าชายของนที ผู้เป็รุ่นพี่ของเขา สมัยที่สายชลยังอยู่มัธยมต้น เพราะในวันที่แม่พูดกับเขา สายชลที่เดินนำกับข้าวมาฝากได้ยินเข้าโดยบังเอิญ แต่เื่นี้ เขาก็ขอร้องไม่ให้บอกกับนทีไว้ ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน
รถเก๋งคันสีเทาอมเหลืองขับเข้ามาจอดยังท่าเรือ ก่อนประตูรถจะเปิดออก เผยให้เห็นพรรณพิชา และสุมิตตา อาสาวที่ภูผาคุ้นเคย ลงมาจากรถ
“สวัสดีค่ะ พี่ริน” หญิงสาวเอ่ยทักทายอดีตพี่สะใภ้ ก่อนจะหันไปหาเด็กชาย “ภู เป็ไงบ้าง” อาสาวก้มมองหลานชายของเธอ
“สวัสดีครับอาพัน สวัสดีครับอามิ้ง”
หลังจากใช้เวลาหลายชั่วโมงอยู่บนรถกัน สุดท้าย รถเก๋งก็เคลื่อนตัวเข้าสู่บ้านศิลารักษ์ คฤหาสน์หลังใหญ่ ในสายตาภูผา
การพบเจอกับทุกคนในบ้าน ั้แ่วันแรกที่เข้ามา ภูผาต้องเผชิญกับสายตาของคนทุกคนที่จับจ้องมายังเขา ทายาทเพียงคนเดียวของศิลารักษ์ ในวันนั้น ที่มีคุณย่า คุณอาทั้งสอง และคุณ.. ภูผาเหลือบตามองผู้หญิงที่ดูอายุยังไม่มากและน่าจะห่างกับแม่ของเขาไม่เท่าไรที่นั่งอยู่บนโซฟาตรงหน้า
“นี่อานันท์ ภรรยาของพ่อเธอ” เสียงคุณย่าเอ่ยขึ้น ทำให้เขาได้สบตากับคนที่ขึ้นชื่อว่า ภรรยาใหม่ของเธอ
หลังจากทำความรู้จักกับทุกคนเขาที่กำลังจะเดินตามคุณย่าขึ้นไปดูห้อง ก็ต้องหยุดชะงัก
“คุณจะพามันไปไหน คุณหญิง!!” ชายสูงวัยที่จ้องมองเขาด้วยแววตาไม่เป็มิตรเอ่ยขึ้นเสียงดัง หลังจากเดินเข้ามาในคฤหาสน์
“คุณพล” คุณหญิงหันมาเอ่ยเรียกชื่อสามี
“ภูผา นี่คุณปู่ขอ-”
“ใครปู่มัน!!” ชายสูงวัยตะคอกเสียงดัง
“ฉันไม่มีหลาน และฉันไม่ให้มันอยู่ในบ้านหลังนี้!!”
การพบเจอกันครั้งแรกของเขากับคนที่ขึ้นชื่อว่าปู่ ทำให้เขาเข้าใจฐานะของตนเองในบ้านหลังนี้เป็อย่างดี
“ให้มันไปอยู่บ้านหลังที่แม่มันเคยอยู่”
“คุณ!! แต่-”
“คุณย่าครับ ให้ผมอยู่บ้านหลังนั้นก็ได้ครับ”
การมาอยู่ที่นี่ ทำให้เขาได้รู้จักกับธัชชัยเด็กชายวัยใกล้เคียงกัน ลูกหลานของคนรับใช้ในบ้าน ซึ่งอยู่บ้านพักคนรับใช้ใกล้ ๆ กัน กับบ้านไม้สีขาวที่เขาอาศัยอยู่ หลังจากมาอยู่ที่นี่ไม่นาน เขาก็ต้องเรียนรู้หลาย ๆ อย่างทั้งในเื่มารยาทในสังคม และการเรียนเสริมพิเศษปรับพื้นฐานก่อนขึ้นมัธยม
แอ๊ดด เด็กชายผลักเปิดประตูห้องหนังสือในบ้าน เพื่อที่จะมาลองหาอะไรอ่าน อย่างที่คุณย่าได้พูดก่อนหน้านี้ แต่ก็ต้องแปลกใจที่พบกับ นภัสนันท์ที่นั่น “เอ่อ คุณนันท์ ขอโทษครับ” เด็กชายทำท่าจะปิดประตู เดี๋ยวก่อน
นภัสนันท์เอ่ยเรียกเด็กผู้ชายลูกติดของสามีตัวเอง ผู้ที่เคยทำให้เธอกังวลว่าจะอยู่บ้านนี้ต่ออย่างไร ให้เข้ามาพูดคุยด้วยกัน
“นั่งสิ ภูผา”
เมื่อเด็กชายนั่ง เธอก็พูดกับเขาต่อ “เรียกอา ว่าแม่ก็ได้”
“.....” เด็กชายมองเธอด้วยความแปลกใจ “อาอายุพอ ๆ กับแม่ของภูนั่นแหละ และอา ก็ยังไม่มีลูก..” ประโยคหลังถูกเอ่ยอย่างแ่เบา
“เอ่อ ค คือ” เมื่อเห็นว่าเด็กชายตรงหน้าคงจะอึดอัดใจ ที่ต้องมาเรียกภรรยาใหม่ของพ่อตัวเองว่าแม่ เธอก็รู้สึกผิด “ภู เอ่อ ตามที่ภูสบายใจดีกว่า”
“ค ครับ อานันท์” ภูผาพยักหน้าเบา ๆ
ไม่รู้ว่าั้แ่เมื่อไรที่เขาและคุณอาพูดคุยกันมากขึ้น สถานที่แห่งนี้กลายมาเป็ที่แลกเปลี่ยนมุมมองของคนต่างวัย และเขารู้สึกว่า ผู้หญิงคนนี้เหมือนกับแม่ของเขาจริง ๆ จนวันเวลาผ่านไป นภัสนนันท์ก็ตั้งครรภ์ และเขาเองก็ดีใจกับเธอ โดยไม่คิดเลยแม้แต่น้อย ว่าเด็กคนนั้นจะมาแย่งอะไรไปจากเขา เื่ที่เธอท้อง เป็เขาเองที่รับรู้จากปากของเธอเป็คนแรก
“ภู อาท้อง ภูกำลังจะมีน้องแล้วนะ” นภัสนันท์พูดด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
ภูผาเองก็ดีใจไม่น้อยเมื่อได้ยินข่าวดี “คุณอาได้บอกคุณย่าหรือยังครับ?”
“ยังหรอกจ้ะ เดี๋ยวอาจะบอก..ภูผา” นภัสนันท์เว้น่ “....ครับ?”
“ถ้าน้องเกิดมา ไม่ว่าจะเป็ผู้หญิงหรือผู้ชาย อาจะตั้งชื่อว่า ‘ภูฟ้า’
.
.
.
นภัสนันท์ยิ้ม ให้กับเขา แต่หลังจากนั้นไม่นาน เขาก็ได้ยินข่าวมาจากบ้านใหญ่ว่า นภัสนันท์มีเืไหลออกจากหว่างขาระหว่างเดินและไปโรงพยาบาลแล้ว มารู้ทีหลังว่าคุณอาท้องนอกมดลูก และน้องก็หลุดไปแล้ว
ในห้องVIP ในโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง ภูผาเดินเข้าไปในห้องผู้ป่วย หลังจากผู้ใหญ่ในบ้านเดินออกไป เขาเห็นคุณอานอนหันหน้าไปอีกทางหนึ่งมองหน้าต่างห้อง พลางได้ยินเสียงกระซิกเบา ๆ ออก มา
“เป็ยังไงบ้าง ค ครับ” เขาพูดออกไปด้วยน้ำเสียงอ่อน
“ภูผา” เธอหันหน้ามาหาเขา พร้อมคราบน้ำตา ก่อนจะพยายามฝืนตัวเอง แต่ก็ไม่สำเร็จ รอยปากของเธอพยายามจะเอ่ยอะไรกับเขา แต่เธอก็ทำไม่ได้ ได้แต่กลืนน้ำลายก้อนแข็งในลำคอ
ภูผาเดินมาที่เตียงของเธอ ด้วยน้ำตาที่เอ่ออยู่ขอบตา “แม่ครับ”
น้ำตาของนภัสนันท์ไหลพรากออกมาอย่างที่ไม่เคยเป็ ทั้งที่ก่อนหน้านี้เธอพยายามฝืนกลั้นไว้มากแค่ไหน แต่เมื่ออยู่กับเด็กคนนี้ เธอกลับรู้สึกปลอดภัย เหมือนเขาเป็หินผา และที่พักพิงสำหรับทุกคน เหมือนชื่อของเขาเลย “ภูผา น้องไม่อยู่แล้ว” เสียงโฮของผู้หญิงตรงหน้าทำให้ภูผาได้แต่ก้มลงไปกอดเธอแน่น
“แม่ไม่เหลือใครแล้วภูผา แม่ไม่เหลือใครอีกแล้ว” เด็กในท้องคนที่เธอคิดว่าเขาจะมาเติมเต็มความสัมพันธ์ในครอบครัวของเธอกับสามีและคนในบ้าน ไม่อยู่อีกแล้ว
“แม่ยังมีผมนะครับ แล้วน้องจะกลับมา..” เสียงสะอื้นในห้องยังดังอยู่ในโสตประสาทของภูผา นี่ก็ผ่านมาสองเดือนแล้วหลังจากวันนั้น และเขาก็ไม่เห็นแม่ของเขาอีกเลยในห้องหนังสือ ซึ่งเขาเองก็ไม่กล้าเอ่ยหรือพูดคุยถึงเื่นั้นด้วย เวลาที่ได้เจอกัน
ก็อก ๆ ๆ ภูผายืนอยู่หน้าประตูห้องสีขาวครีมของพงษ์พัฒน์และนภัสนันท์พร้อมสิ่งของในมือ “แม่ครับ...”
หลังจากมื้อเย็นในบ้านหลังใหญ่ ภูผาก็กลับมาที่บ้านขาวของตัวเอง พลางคิดถึงสิ่งที่นั่งคุยกันบนรถ “ถ้าวันไหนเรามีเื่ไม่สบายใจ โทรบอกอา เดี๋ยวอาจะมารับ” จริง ๆ เขาก็มีเื่ที่อยากจะขอให้คุณอาสาวช่วย นั่นก็คือั้แ่ที่มาอยู่ที่นี่ เขายังไม่เคยกลับบ้านเลย จดหมายที่ส่งไปหา แม่ก็ไม่เคยส่งอะไรกลับมา แต่จะขอให้คุณอาช่วยเขาก็กลัวว่าอาจะมีเื่ให้ทะเลาะกับคุณปู่เพราะเขาอีก เพราะคุณปู่นั้นไม่ชอบแม่ของเขาเอามาก ๆ ถ้ารู้ว่าคุณอาพาเขากลับไปหาแม่ น่าจะเป็เื่
“เมี๊ยวว~” เ้าแมวสีดำ เข้ามาขอเคลียขาของเ้านาย ก่อนภูผาจะยกมันขึ้นมาตรงหน้า “แกนี่เหมือนเฉาก๊วยเลยนะ เก็กฮวย” ภาพเ้าหมาขนสีดำตัวหนึ่ง ผลุบขึ้นมาในหัว ก่อนภูผาจะนึกอะไรได้แล้วหยิบกระดาษจากใต้โต๊ะขึ้นมาเขียนอะไรบางอย่าง...