เทพมังกรครองพิภพไซอิ๋ว

    ตอนที่ 29 บุกถึงที่

     “ผู้บุกรุก!ผู้บุกรุก!เร็ว!รีบไปแจ้งองค์เหนือหัวเร็ว!” ในส่วนนี้ถึงกับมีอสูรจิ้งจอกที่รูม่านตาหดตัวลง ตั้งสติกลับมาได้โดยเร็ว ตะโกนโหวกเหวกโวยวายออกมา อสูรจิ้งจอกอีกทางด้านหนึ่งได้หันกายมุ่งหน้าวิ่งเข้ามาจนถึงภายในถ้ำ หนีออกไปได้ประมาณสิบก้าว จนได้ยินเสียงกรีดร้องขึ้นมาจากทางด้านหลัง เสียงอันคุ้นเคยจึงค่อยเข้าใจได้ในทันทีที่มีสหายกำลังจะถูกจัดการแล้ว ในใจพลันเกิดเป็นความหนาวเหน็บ เร่งฝีเท้าขยับเร็วขึ้น แม้แต่เรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายก็ยังได้ใช้ออกมากันแล้ว เจวี๋ยหวู่หมิงเพียงหัวเราะออกมาอย่างเย็นชา แต่กลับไม่ได้ห้ามปรามอะไรไม่ เพียงแต่เข้าปลิดชีพอสูรจิ้งจอกที่ร้องโวยวายจนเขารู้สึกรำคาญใจตัวนั้นไปก็เท่านั้น จนค่อยทำให้เขารู้สึกพึงพอใจขึ้นมาได้ส่วนหนึ่ง ภายในถ้ำที่มีจิ้งจอกเพลิงบริสุทธิ์ตนหนึ่งกำลังนั่งอยู่บนบัลลังก์ อีกทั้งยังมีรูปโฉมหล่อเหลา มีรูปร่างสูงโปร่ง สวมไว้ด้วยจีนโบราณตัวโปร่งเผยออกมาให้เห็นแค่เพียงหางจิ้งจอกที่ยาวเหยียด ที่ขยับพลิ้วเคลื่อนไปม้วนมาอยู่หลังบัลลังก์ อยู่ภายใต้สีหน้าปลอดโปร่ง ในสองฟากข้างทางของเขา ยังได้มีอสูรจิ้งจอกจิตบริสุทธิ์หลายสิบตนยืนเรียงราย อีกทั้งยังมีรูปโฉมงดงามกันทุกตน จนเรียกได้ว่ารูปงามอย่างไร้ที่ติ บ้างแนบหอกยาวกระชับไว้ข้างกาย บ้างก็กุมกอดดาบกระบี่ไว้บนแขน ถ้าหากเจวี๋ยหวู่หมิงอยู่ที่นี่ จะต้องจดจำจิ้งจอกเพลิงบริสุทธิ์ผู้ซึ่งเป็นผู้ลอบทำร้ายนางพญางูจิตบริสุทธิ์ไปก่อนหน้านี้ได้อย่างแน่นอน จากนั้นอาจจะถึงขั้นที่จะไล่ล่าเขาไม่ว่าจะอยู่ห่างไกลไปสุดหล้าฟ้าเขียวก็ตาม หลังจากที่เขาได้เข้ามายึดครองถ้ำนางพญางูจิตบริสุทธิ์ก่อนเป็นอันดับแรก ก็ได้สมญานามให้เป็นขุนเขาราชันย์ทันที ทุกวันล้วนประดับเต็มไปด้วยเนื้อสุราอาหาร ขับร้องบทเพลงทุกค่ำคืน สุขสมสบายอุรา ในส่วนบุตรแห่งงูจิตบริสุทธิ์ที่รอดพ้นไปได้ เขาก็ได้สลัดความคิดที่จะไล่จับไปจนไกลสุดขอบฟ้ากันแล้ว ในสายตาของเขา กับกากเดนที่เกิดมารอดพ้นไปได้เพียงตัวเดียว จึงแทบไม่มีอะไรที่ให้ต้องหวาดกลัว จึงแทบจะไม่เก็บมาใส่ใจเลยแม้แต่น้อย ใครจะไปคิดได้กันว่า เจวี๋ยหวู่หมิงจะกลับมาเพื่อล้างบางกันในเวลานี้? เขาที่กำลังดื่มด่ำกับความสุขี ที่นอกถ้ำก็พลันเกิดเสียงตะโกนร้องราวปานขาดใจดังออกมาเป็นสาย จนทำให้เขาถึงกับต้องขมวดคิ้วอย่างรุนแรง: “เกิดเหตุร้ายขึ้นแล้ว!เกิดเหตุร้ายขึ้นแล้ว!” หากจะบอกอสูรจิ้งจอกน้อยโชคดีรอดชีวิตมาได้ อีกทั้งยังได้เร่งวิ่งตะบึงเข้าถ้ำอย่างคลุ้มคลั่ง เมื่อได้พบกับองค์เหนือหัว ก็เหมือนกับได้พบเห็นกับสิ่งที่คอยให้การยึดเหนียวจิตใจ พร้อมกับคุกเข่าลงแล้วกล่าวรำพึงรำพันออกมา: “องค์เหนือหัว!เกิดเหตุร้ายขึ้นแล้ว!” จิ้งจอกเพลิงบริสุทธิ์ขมวดคิ้วชนกัน พร้อมกับกล่าวออกมาด้วยความไม่พอใจ: “ภัยร้ายอะไรกัน?” “ที่นอกถ้ำได้มีผู้บำเพ็ญชุดคลุมแดง กำลังนำทัพเผ่าอสรพิษบุกมาถึงที่กันแล้ว อีกทั้งบอกว่าจะฆ่าล้างพวกเราไม่ให้เหลือแม้สักตัวเดียวอีกด้วย!” จิ้งจอกเพลิงบริสุทธิ์ยิ้มแล้วถามกลับ: “เป็นเจ้าเด็กน้อยจากที่ใด ถึงได้ขวัญกล้าบังอาจขนาดนี้?ถึงกับจองหองกล้าที่จะมาบอกว่าจะฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ข้าจนไม่เหลือซากอีก เหอะ!เจ้าเห็นว่ามันผู้นั้นใช้อาวุธอะไร แล้วมีการบ่มเพาะถึงระดับใด?” อสูรจิ้งจอกน้อยได้หวนนึกถึงอำนาจที่ทรงพลังของเจวี๋ยหวู่หมิงขึ้นมา อดไม่ได้ที่จะตัวสั่นกลัว แล้วพูดขึ้นว่า: “เรียนองค์เหนือหัว เขาไม่ได้มีอาวุธใดติดตัวมา แต่กระนั้นน่าจะมีการบ่มเพาะที่สูงเป็นอย่างยิ่งเลยทีเดียว เพียงแค่การยกมือก็สามารถฆ่าเสี่ยวเคอซุ่ย (เจ้าขี้เซาน้อย) ลงได้แล้ว……ที่น่ากลัวยิ่งกว่าก็คงจะเป็น ทางด้านหลังของเขายังเต็มไปด้วยเผ่าอสรพิษกว่าพันหมื่น จนกลายเป็นเรื่องที่น่าหวาดผวายิ่งเลยทีเดียว!” จิ้งจอกเพลิงบริสุทธิ์ได้แสยะยิ้มอย่างเย็นชา พร้อมกับกล่าวออกมาอย่างไม่แยแสสนใจ: “แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังเป็นเพียงแค่เดรัจฉานชั้นสามัญ ก็ไม่ต่างอะไรไปจากแมลงที่ต่อให้มีมากกว่านี้ ยังมีอะไรให้ต้องไปหวาดกลัวกัน? ในส่วนของเจ้าหนูที่กล่าววาจาสามหาวผู้นั้น ทันทีที่ข้าผู้ยิ่งใหญ่ออกโรงเอง จะทำให้แม้แต่ซากของเขาก็ยังไม่สมบูรณ์ให้เอง แม้จะตายก็ยังไร้ที่กลบฝัง!” จะว่าไปแล้ว หางตาของจิ้งจอกเพลิงบริสุทธิ์ก็พลันมองไปทางด้านข้างของอสูรน้อยตัวนั้น เพียงแต่ตะโกนใส่ด้วยเสียงดังกังวาน: “ไปปลดม่านอาวุธที่แขวนไว้ของข้ามา!ข้าผู้ยิ่งใหญ่จะไปดูเจ้าคนที่บังอาจผู้นั้นเอง!” อสูรน้อยด้านข้างจึงได้รีบไปปลดมาในทันที จิ้งจอกบริสุทธิ์นั้นสวมไว้ด้วยเกราะหนา กวาดแกว่งดาบที่อยู่ในมือฉวัดเฉวียน และก็มีพวกอสูรเดินออกจากประตู เมื่อมองวูบก็ได้จ้องเขม็งไปที่เจวี๋ยหวู่หมิง แล้วพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงดังก้อง: “เป็นอสูรน้อยจากสารทิศใด?ถึงได้ริบังอาจมาก่อเรื่องวุ่นวายถึงถ้ำของท่านปู่ข้ากัน!” ผู้อื่นอาจจะไม่อาจที่จะมองเห็นตัวตนที่แท้จริงของเจวี๋ยหวู่หมิงออกได้ เดิมยังคิดว่าเป็นเพียงเผ่ามนุษย์ แต่ด้วยความเฉียบคมของสายตาเขา ก็พอที่จะสามารถตรวจสอบกลิ่นอายอสูรของเจวี๋ยหวู่หมิงที่มีมากจนคลุมฟ้ามาได้ตั้งแต่แรกแล้ว,อย่างน้อยก็น่าจะอยู่ในระดับที่เหนือกว่าช่วงแปรลักขณา แต่เขากลับไม่ได้รู้สึกว่าเจวี๋ยหวู่หมิงจะสมกับเป็นคู่ต่อสู้ของเขา เพียงแต่เมื่อพบเห็นบรรดาเผ่าอสรพิษที่อยู่ทางด้านหลังเจวี๋ยหวู่หมิงที่ยังเป็นเพียงสัตว์ป่าที่ยังไม่ได้เบิกสติสัมปชัญญะออกมา ก็ถึงกับยิ่งมีแต่จะดูแคลนเท่านั้น ที่ด้านหลังของจิ้งจอกเพลิงบริสุทธิ์ถึงแม้จะมีแค่เพียงอสูรจิ้งจอกหลายสิบตัว แต่ไม่ว่าจะเป็นตนใดก็ล้วนแต่ก้าวเข้าสู่ขอบเขตเบิกปราณกันหมดแล้ว อีกทั้งในด้านพลังอำนาจยังไม่ได้อ่อนโทรมไปกว่าฝูงงูที่ปกคลุมอยู่เต็มขุนเขาไม่ “เหอะ จงเบิกตาสุนัขของเจ้าดูเอาไว้ให้ดีก็แล้วกัน! ข้าก็คือบุตรแห่งงูจิตบริสุทธิ์ เจ้าที่ได้ฆ่ามารดาข้าไปก่อนหน้านี้ วันนี้จะทำให้เจ้าต้องได้รับการชดใช้เอง!” ภายใต้การสะกดข่มกลั้นอารมณ์เอาไว้ของเจวี๋ยหวู่หมิง แววตาที่ถึงกับเต็มไปด้วยเลือดสีแดงฉาน อัดแน่นเต็มเปี่ยมไปด้วยความคับแค้นใจ “ฮาฮา!ข้าก็นึกว่าเป็นผู้ใด? ที่แท้ก็เป็นพันธุ์ผสม [1] เจ้าปลาดุก!หนีก็หนีไปได้แล้ว แต่ถึงกับยังกล้ากลับมากันอีก มาเพื่อจะหาที่ตายหรือไงกัน?” [1] ปลาดุก ในที่นี้เป็นคำจีนที่ใช้การในโลกออนไลน์ หมายความได้ว่า จะอยู่ในน้ำก็ไม่อยู่ จะอยู่บนบกก็ไม่ใช่ สองจิตสองใจ (มักใช้ในการซื้อของออนไลน์ กับพวกพ่อค้าแม่ค้าธุรกิจระดับกลางที่มักจะลังเลโลเลว่ามีสินค้าแล้วจะขายหรือไม่ขายดี) จิ้งจอกเพลิงบริสุทธิ์ได้แสดงสีหน้าดูแคลน พูดออกมาอย่างเย้ยหยันว่า แต่ในใจกลับเกิดความสงสัยขึ้นไม่คลาย จึงได้ลอบกล่าวออกมาว่า ไม่ทราบว่าเจ้าพันธุ์ผสมน้อยผู้นี้ในช่างครึ่งปีมานี้พบเจอกับปาฏิหาริย์อะไร ถึงกับจากฟักตัวจากไข่จนกลายเป็นสัตว์แล้ว จนกระทั่งก้าวมาจนถึงขั้นนี้ได้! ทันใดนั้น แววตาของเขาก็พลันสาดเป็นประกายความละโมบโลภมากออกมาเล็กน้อย ถ้าหากเขาจำไม่ผิดแล้วละก็ วัตถุสิ่งของที่สามารถสนับสนุนผู้ใดให้มีการบ่มเพาะได้ถึงขั้นนี้ได้ จะต้องเป็นสมบัติวัตถุที่แข็งแกร่งอย่างถึงที่สุดแน่นอน พริบตานั้น เขาก็สามารถทำการตัดสินใจขึ้นได้ว่า ก็แค่ฆ่าเด็กน้อยผู้นี้ แล้วช่วงชิงสมบัติวัตถุนั้นมา! เขาพลันสาดแววตาที่แฝงไว้ด้วยรังสีฆ่าฟันแลบผ่านออกมา,มุมปากเกิดเป็นเพียงรอยยิ้มขึ้นแล้วกล่าว: “ฮาฮา เจ้าปลาดุกน้อย ในเมื่อเจ้าหาญกล้ากลับมาล้างอาย ก็ย่อมต้องมีสมบัติวัตถุอันเร้นลับบางอย่างไว้อย่างแน่นอน มิสู้เอามันมาถวายให้แก่ผู้ยิ่งใหญ่อย่างข้า ข้าผู้ยิ่งใหญ่จะรับปากว่าจะให้เจ้าเป็นศพที่ครบถ้วนสมบูรณ์ก็แล้วกัน เป็นอย่างไร?” จิ้งจอกเพลิงบริสุทธิ์ถึงแม้จะอยากได้สมบัติวัตถุ แต่ก็ไม่ได้คิดที่จะปล่อยเจวี๋ยหวู่หมิงไป ความจริงแล้วการที่เอ่ยมาแบบนี้ก็เพียงเพื่อที่จะทำให้จิตใจของเจวี๋ยหวู่หมิงเสียสมาธิกันเท่านั้น เจวี๋ยหวู่หมิงกลับไม่ได้พูดอะไรแม้สักคำเดียว เพียงแต่ใช้สองตาจดจ่อจ้องมองด้วยความอาฆาต โดยที่ก้าวไปทางด้านหน้าออกไปทีละก้าว ชุดคลุมสีแดงฉานที่สวมอยู่บนร่างได้ลู่ไปตามสายลมที่พัดผ่าน กระพือพลิ้วไหวไปตามลอบที่หอบเข้ามา จนปลดเปลื้องพลังอำนาจที่ผนึกรวมเอาไว้ไม่หยุดไม่หย่อน จนคล้ายกับเป็นสัตว์ร้ายที่หลงเหลือมาจากยุคสมัยบรรพกาล เดินเข้ากดดันทุกคนจนแทบจะหายใจกันอย่างติดขัด จิ้งจอกเพลิงบริสุทธิ์ที่รู้สึกตระหนกอย่างไม่มีเหตุผล เหมือนกับสะดุดกับอะไรบางอย่างเข้า จนถึงกับต้องก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว ในสายตาของบรรดาพวกที่อยู่ด้านข้าง เหมือนกับว่ามันถูกเจวี๋ยหวู่หมิงทำให้แตกตื่นจนลนลานกันแล้ว ส่วนหางตาของเขาถึงกับเกิดเป็นความอับอายขึ้นมาเล็กน้อย ตัวเองพึ่งจะถูกเจ้าลูกผสมนี้ทำให้แตกตื่นหวาดกลัวเข้าแล้ว ช่างเป็นเรื่องที่น่าขายหน้ายากทนทานกันเกินไปแล้ว! “เจ้าพวกโง่!ยังมัวแต่ยืนบื้อทำซากอะไรกันอีก!ยังไม่รีบบุกเข้าไปอีก!เข้าไปจับตัวมันมาให้แก่ข้าผู้ยิ่งใหญ่ได้แล้ว ข้าจะถลกหนังของมันออกมาทั้งเป็นเอง แล้วเอาเลือดเอาเนื้อมาต้มน้ำแกงกินเอง!” จิ้งจอกเพลิงบริสุทธิ์ที่ทั้งเดือดดาลระคนอับอาย ในมือคว้าดาบขึ้นทันควัน และหันไปตะโกนใส่บรรดาอสูรน้อยพวกนั้นทันที เมื่อถูกจิ้งจอกเพลิงบริสุทธิ์ด่าทอ บรรดาอสูรจิ้งจอกต่างก็กระตุ้นพลังปราณกันขึ้นมา เมื่อตั้งสติกลับคืนมาได้ รีบคว้าอาวุธในมือของตัวเอง แล้วกู่ร้องออกมาเสียงดังก้องกังวาน จากนั้นก็หันไปฆ่าฟันกับเจวี๋ยหวู่หมิงและฝูงงูนับหมื่นพันที่ตามอยู่ทางด้านหลังของเขา “เจ้าตัวเล็กตัวน้อยทั้งหลาย!อย่าได้ไปสนใจเพื่อเดรัจฉานสามัญพวกนั้นแล้ว ทำการจัดการฆ่าเจ้าปลาดุกน้อยนี้ก่อน!” จิ้งจอกเพลิงบริสุทธิ์เมื่อเตือนสติ อสูรจิ้งจอกตัวอื่น ๆ ก็ได้แยกย้ายกันหันเหเป้าหมาย ขยับเคลื่อนไหวสรรพอาวุธในมือ มุ่งหน้าเข้าห้ำหั่นกับเจวี๋ยหวู่หมิงไป “ฆ่ามัน!ฆ่ามัน!” วินาทีนั้น เสียงตะโกนได้ดังออกมาเป็นสาย พุ่งขึ้นฟ้าแล้วพุ่งขึ้นอีก สะท้อนอยู่ภายในขุนเขาพงไพร...