บทที่ 11 สหายเก่า
สายตาของทุกคนในสนามประลองล้วนจับจ้องไปยังเงาของัพยัคฆ์ที่ม้วนพันกันอยู่กลางอากาศ!
เพราะพวกเขารู้ว่าผลแพ้ชนะจะถูกกำหนดในไม่กี่ลมหายใจข้างหน้านี้!
หลินอิงหลัวมองการต่อสู้ด้วยสายตาเ็าแต่เสียงที่พึมพำมาจากด้านข้างทำให้ใบหน้าของนางเปลี่ยนไปเล็กน้อย
“อย่าละสายตาเด็ดขาด ผลแพ้ชนะจะปรากฏขึ้นเดี๋ยวนี้!”
คำพูดเหล่านี้มาจากฉีซื่อหลงผู้ปกครองเมืองหลงกวงที่ยืนอยู่ไม่ไกลจากหลินอิงหลัว
ในเวลานี้มู่หรงไป๋ซื่อสูญเสียความเยือกเย็นเหมือนเช่นก่อนหน้ากล้ามเนื้อบนใบหน้าที่เหี่ยวแห้งและแก่ชราของเขากระตุกเล็กน้อย
ต่อให้มู่หรงไป๋ซื่อไม่สามารถยืนยันได้ว่าใครจะเป็ผู้ชนะแต่ในใจของเขากลับััได้ถึงสิ่งเลวร้ายที่กำลังจะเกิดขึ้น
แม้ว่ามู่หรงฉางชิงจะรับรู้ถึงท่าทีที่แปลกประหลาดของมู่หรงไป๋ซื่อแต่เขาก็ไม่ได้สนใจมากนัก เพราะตอนนี้ตัวเขาก็ประหลาดใจอย่างถึงที่สุดเช่นกันกล่าวกันตามตรงปัญหาของเย่อู๋เชวียทำให้เขาเกิดความกดดันมาหลายปีและตอนนี้เมื่อความแข็งแกร่งของเย่อู๋เชวียสามารถเทียบได้กับมู่หรงเทียนมันก็ทำให้เขาทั้งสบายใจและตกตะลึงเป็อย่างมาก
ในที่สุดมู่หรงฉางชิงก็ตระหนักว่าเขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเด็กน้อยที่อยู่ในการอุปถัมภ์ของเขาคนนี้เลย
“ใครจะเป็ผู้ชนะ?”
“ต้องเป็มู่หรงเทียนเขามีพลังมากกว่ามันคงเป็เื่ยากที่เขาจะพ่ายแพ้ได้!”
“แต่เย่อู๋เชวียดูเหมือนจะไม่ด้อยกว่ามู่หรงเทียนเลย!”
...
ความเห็นของเหล่าทายาทของตระกูลมู่หรงเริ่มแตกเป็สองฝ่ายในตอนนี้การต่อสู้เพื่อแย่งชิงว่าใครจะเป็ยอดฝีมือรุ่นเยาว์ที่แข็งแกร่งที่สุดของตระกูลมู่หรงกำลังดำเนินมาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว!
มู่หรงปิงหลานหอบหายใจด้วยความกดดันดวงตาที่งดงามของนางเต็มไปด้วยความสยดสยองและไม่เชื่อเ้าขยะที่ไม่เคยอยู่ในสายตาของนางกลับสามารถต่อสู้กับพี่ใหญ่ที่นางเคารพบูชาได้นานถึงขนาดนี้!
เมื่ออารมณ์ของทุกคนกำลังปะทุถึงขีดสุดก็มีเสียงคำรามด้วยความเ็ปดังมาจากสนามประลอง!
“เป็ไปไม่ได้!”
“ปัง!”
ด้วยปราณสีทองที่พุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้าสนามประลองทั้งหมดดูเหมือนจะสั่นะเือย่างรุนแรงและทันใดนั้นร่างของใครบางคนก็ปลิวกระเด็นออกจากสนามประลองด้วยท่าทางน่าอับอายอย่างถึงที่สุด!
เขาพ่นเืสีแดงสดออกมาเต็มปากแม้ว่าเขาจะพยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้นแต่สุดท้ายอาการาเ็ที่รุนแรงก็ทำให้เขานอนแน่นิ่งอยู่กับพื้นโดยไม่มีทางยืนขึ้นได้
“ครืน!”
ปราณสีทองสั่นสะท้านและสลายไปอย่างช้าๆร่างของชายหนุ่มคนหนึ่งค่อยๆ ร่อนลงบนพื้น ใบหน้าของเขาหล่อเหลา ดวงตาสดใสและเส้นผมสีดำที่โบกสะบัดไปตามแรงลม นั่นคือเย่อู๋เชวีย!
ในอีกด้านหนึ่งร่างที่นอนอยู่บนแผ่นหินห่างจากเย่อู๋เชวียสิบก้าวและยังคงกระอักเืออกมาไม่หยุดแน่นอนเป็มู่หรงเทียน!
ศึกครั้งนี้ ตัดสินผลแพ้ชนะแล้ว!
ในที่สุดเย่อู๋เชวียก็เอาชนะมู่หรงเทียนด้วยความแข็งแกร่งของเขาเอง
“เย่อู๋เชวียชนะมู่หรงเทียน!”
“น่าเหลือเชื่อจริงๆ!”
“ข้าไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง!”
“มู่หรงเทียนแพ้ให้กับอู๋เชวีย!”
...
ทายาทตระกูลมู่หรงโห่ร้องด้วยความใความพ่ายแพ้ของมู่หรงเทียนและชัยชนะของเย่อู๋เชวียทำให้จิตใจของพวกเขาปั่นป่วนยากที่จะสงบลงได้!สายตาที่พวกเขามองไปยังเย่อู๋เชวียในสนามประลองตอนนี้ไม่เพียงแต่จะเต็มไปด้วยความเคารพเท่านั้นมันยังมีความหวาดกลัวแฝงอยู่ไม่น้อย!
“เป็ไปได้อย่างไร...เป็ไปได้อย่างไร?”
ใบหน้าอันงดงามซีดเผือดทันทีที่มองเห็นมู่หรงเทียนนอนอยู่แทบเท้าเย่อู๋เชวียเหมือนสุนัขที่ตายแล้วความศรัทธาทั้งหมดของมู่หรงปิงหลานพังทลายอัจฉริยะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของตระกูลมู่หรงได้พ่ายแพ้ให้กับเ้าขยะที่นางไม่เคยเห็นอยู่ในสายตาเื่นี้ไม่มีทางที่นางจะยอมรับได้
เมื่อััได้ถึงความเ็ปจากแขนขาหัวใจของเย่อู๋เชวียก็ร้อนรุ่ม มันคือเื่จริง นี่คือชัยชนะที่แท้จริงของเขา!
“ข้าชนะแล้วในที่สุดข้าก็อาศัยความพยายามของตัวเองเอาชนะมู่หรงเทียนและปกป้องหยกโลหิตัที่ลุงฝูทิ้งไว้ได้สำเร็จ”
ในขณะนี้ความคิดมากมายไหลเข้ามาในสมองของเย่อู๋เชวียมันเป็เหมือนการปลดปล่อยความกดดันตลอดสิบปีที่ผ่านมาทั้งหมดเดิมทีเขาเป็อัจฉริยะที่ไม่มีใครเทียบได้แต่ด้วยความอดทนอดกลั้นเพื่อให้ได้สิ่งที่ดีกว่าเขาจึงเต็มใจเลือกที่จะทนกับความอัปยศถึงสิบปีใน่หลายปีที่ผ่านมาความเ็ปที่เขาได้รับนั้นมีมากมายแค่ไหนมีเพียงตัวเขาเท่านั้นที่รู้!
ตอนนี้ความพยายามของเขาไม่สูญเปล่าด้วยหมัดคู่นี้เขาเอาชนะอัจฉริยะที่เจิดจรัสและแพรวพราวที่สุดราวกับเขา้าประกาศให้ทุกคนรู้ว่าเย่อู๋เชวียกลับมาแล้ว!
เสียงการสนทนาของทายาทตระกูลมู่หรงที่อยู่รอบๆแทบจะทำให้มู่หรงเทียนกระอักเืออกมาอีกครั้ง!
ตัวตนของเขาคืออะไร? เขาคืออัจฉริยะหมายเลขหนึ่งของตระกูลมู่หรงผู้ที่ได้ชื่อว่าไม่เคยพ่ายแพ้มาก่อนแต่ตอนนี้เขาพ่ายแพ้ให้กับเ้าขยะที่ถูกตระกูลทอดทิ้งมานานนับสิบปีเื่นี้จะทำให้มู่หรงเทียนแบกรับไว้ได้อย่างไร!
“เย่อู๋เชวีย…”
ความเกลียดชังที่มีต่อเย่อู๋เชวียปะทุขึ้นถึงขีดสุดมู่หรงเทียนจ้องมองไปยังชายหนุ่มที่เอาชนะเขาด้วยความแค้นอย่างหาที่เปรียบมิได้!
“ซัว!”
ทันทีที่เขาขยับตัวชายชราคนหนึ่งก็ะโเข้าไปในสนามประลองและประคองมู่หรงเทียนขึ้น
“เทียนเอ๋อเ้าเป็อะไรหรือไม่?”
เป็มู่หรงไป๋ซื่อส่งสายตาให้กับหลานชายของเขา
เย่อู๋เชวียไม่คิดจะสนใจปู่หลานคู่นี้แต่เลือกที่จะประสานมือแสดงความเคารพไปยังมู่หรงฉางชิงซึ่งนั่งอยู่ในตำแหน่งประธาน
“ท่านลุงฉางชิงเมื่อหนึ่งเดือนก่อนมู่หรงเทียน้าฉกฉวยหยกโลหิตัของข้าและอู๋เชวียได้ทำข้อตกลงที่จะต่อสู้กับเขาโดยขอให้ท่านลุงฉางชิงเป็สักขีพยานวันนี้อู๋เชวียโชคดีได้รับชัยชนะดังนั้นข้าจึง้าร้องขอหยกโลหิตัคืนจากท่านลุง”
เย่อู๋เชวียยังคงมีความเคารพต่อประมุขตระกูลมู่หรงที่ดูแลเขามาสิบเอ็ดปีในตระกูลมู่หรงทั้งหมดมีเพียงมู่หรงฉางชิงและเซียนเอ๋อเท่านั้นที่เย่อู๋เชวียเอาใจใส่
“ฮ่าๆๆ...อู๋เชวียข้าไม่เคยคิดมาก่อนว่าเ้าจะเก็บซ่อนความแข็งแกร่งของตัวเองได้ดีถึงขนาดนี้ไม่ต้องกังวลหยกโลหิตันี้แต่เดิมเป็ของเ้าและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับตระกูลมู่หรงข้าแค่เก็บมันไว้ให้เ้าเท่านั้น และตอนนี้เ้าก็คู่ควรที่จะได้รับมันคืนแล้ว”
มือขวาของมู่หรงฉางชิงเปล่งประกายด้วยวัตถุที่คล้ายจี้หยกสีแดงรูปั
เมื่อมองไปยังของสิ่งนั้นลมหายใจของเย่อู๋เชวียก็แทบจะหยุดลงชั่วขณะนี่คือสิ่งที่ลุงฝูทิ้งไว้ให้เขา ในที่สุดเขาก็มีโอกาสได้รับมันคืน
“ซัว!”
มู่หรงฉางชิงยิ้มและโยนหยกโลหิตัให้เย่อู๋เชวีย
หลังจากที่ััได้ถึงความอบอุ่นของหยกโลหิตัในมือเย่อู๋เชวียก็อดไม่ได้ที่จะคิดถึงลุงฝูที่เป็เหมือนญาติคนเดียวของเขา
“ลุงฝู อู๋เชวียจะต้องค้นหาท่านให้เจอ!”
เย่อู๋เชวียเก็บหยกโลหิตัไว้ในอกเสื้อโดยรวมเข้ากับจดหมายที่ไม่สามารถเปิดได้เมื่อสมบัติทั้งสองสิ่งนี้กลับมารวมกันอีกครั้งมันก็ทำให้เขาเกิดความพอใจเป็อย่างมาก
“ข้าได้หยกโลหิตัมาแล้วดังนั้นข้าจึงควรจะไปสักทีข้าจะออกจากบ้านใหญ่ตระกูลมู่หรงในคืนนี้”
การที่เย่อู๋เชวียยังอยู่ในบ้านตระกูลมู่หรงส่วนหนึ่งก็เพราะ้าใช้สถานที่แห่งนี้หลอมรวมต้นกำเนิดกฎศักดิ์สิทธิ์โดยไม่จำเป็ต้องกังวลเื่อื่นอีกอย่างก็คือรอที่จะได้รับหยกโลหิตักลับมาและเมื่อความปรารถนาของเขาเสร็จสิ้นแล้วเขาก็ควรไปจากที่นี่เสียที
ตระกูลมู่หรงมีขนาดเล็กเกินไปและเย่อู๋เชวียเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าถ้าเขา้าค้นหาอดีตของตัวเองเขาจำเป็ต้องเดินทางท่องโลกอันกว้างใหญ่ด้วยวิธีนี้เท่านั้นเขาจึงจะสามารถแข็งแกร่งขึ้นและสามารถค้นหาต้นกำเนิดของตัวเองรวมถึงต้นกำเนิดของกง
เย่อู๋เชวียตัดสินใจจะไปหามู่หรงฉางชิงเพื่อบอกลาเขาในคืนนี้
“เย่อู๋เชวียเ้าคิดจะไปไหนหยุดอยู่ตรงนั้น!”
ในขณะที่เย่อู๋เชวียกำลังจะจากไปมู่หรงเทียนก็ะโขึ้นด้วยความโกรธเกรี้ยว เมื่อได้ยินเสียงของมู่หรงเทียนเท้าของเย่อู๋เชวียก็หยุดลงและหันกลับมามองคู่ต่อสู้ที่พ่ายแพ้ให้กับเขาด้วยสายตาเ็า
ในขณะนี้มู่หรงเทียนไม่ได้มีรูปร่างหน้าตาที่หล่อเหลาสง่างามเหมือนเช่นปกติอีกต่อไปเสื้อคลุมสีขาวของเขาแปดเปื้อนไปด้วยฝุ่น เส้นผมของเขายุ่งเหยิงและใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวจากความอับอาย!
เย่อู๋เชวียมองไปยังมู่หรงเทียนด้วยความสงบและกล่าวว่า“มู่หรงเทียนวันนี้เ้าแพ้แล้ว ตามสัญญาของเราไม่ว่าเ้าจะพบข้าที่ไหนเ้าต้องไสหัวไปให้พ้นหน้าข้าทันที”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้มู่หรงเทียนก็ตระหนักได้ถึงสัญญาที่เขาทำไว้กับเย่อู๋เชวียเมื่อเดือนก่อนและความอัปยศอดสูจากส่วนลึกของจิติญญาได้ทำให้จิตใจของเขาเกิดความคับแค้นอย่างถึงที่สุดเขาไม่เคยคิดถึงเื่ความพ่ายแพ้ของตัวเอง ดังนั้นเขาจึงลืมเื่นี้ไปโดยปริยายเมื่อถูกย้ำเตือนขึ้นมาอีกครั้ง เขาก็เกิดความอับอายเป็อย่างมาก
อย่างไรก็ตามก่อนที่เขาจะมีโอกาสทำอะไรมู่หรงไป๋ซื่อก็ใช้นิ้วกดลงไปบนไหล่ของเขาอย่างแ่เบา
มู่หรงเทียนได้ยินเสียงกระซิบของมู่หรงไป๋ซื่อก็หันไปมองฉีซื่อหลงที่ยืนอยู่ด้านข้างด้วยสีหน้าเรียบเฉยจากนั้นเขาก็ตระหนักได้ถึงบางอย่างทันที
‘ฮึ่ม! ข้าจะอดทนเย่อู๋เชวียแม้ว่าเ้าจะเอาชนะข้าได้ในตอนนี้แต่หลังจากที่ข้าได้รับการฝึกฝนจากเ้าเมืองฉีต่อให้ไม่มีหยกโลหิตัข้าก็จะแข็งแกร่งมากกว่าเ้าอย่างแน่นอนในอีกหนึ่งเดือนให้หลังข้าจะเป็ตัวแทนของเมืองหลงกวงเพื่อเข้าร่วมสมรภูมิร้อยเมืองและข้าจะได้รับผลประโยชน์มากมายนับไม่ถ้วนหลังจากนี้เราจะได้เห็นดีกัน!’
เมื่อคิดได้ดังนั้นมู่หรงเทียนก็ระงับความโกรธและยืนขึ้นจากการประคับประคองของมู่หรงไป๋ซื่อสิ่งที่เขาต้องทำตอนนี้คือการรักษาอาการาเ็เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อแผนการใหญ่ในอีกหนึ่งเดือน
“อา!”
หมัดของเย่อู๋เชวียได้กระทบเข้ากับหน้าอกของเขาโดยตรงและมันสร้างความเ็ปให้กับเขาจนต้องอุทานออกมาเบาๆ
“ดูเหมือนว่าตอนนี้ข้าจะไม่สามารถติดตามเ้าเมืองฉีไปยังบ้านตระกูลซือหม่าได้ขอเ้าเมืองฉีโปรดให้อภัยด้วย”
มู่หรงเทียนตัดสินใจที่จะรักษาอาการาเ็อย่างเร่งด่วนดังนั้นเขาจึงประสานมือแสดงความเคารพต่อฉีซื่อหลงอย่างนอบน้อม
เย่อู๋เชวียไม่สนใจคำพูดของมู่หรงเทียนเพราะเขา้าไปจากตระกูลมู่หรงั้แ่แรกอยู่แล้ว
สำหรับมู่หรงไป๋ซื่อเย่อู๋เชวียมีความระมัดระวังต่อจิ้งจอกเฒ่าตัวนี้อยู่ตลอดเวลาดังนั้นเขาจึงเลือกที่จะไปจากตระกูลมู่หรงโดยไม่เปิดโอกาสให้ใครลอบทำร้ายเขาได้
หลินอิงหลัวเฝ้าดูเย่อู๋เชวียตลอดเวลาชายหนุ่มคนนี้ได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาด ในการโจมตีครั้งสุดท้ายของเขามันประกอบด้วยความพลิกแพลงอย่างคาดไม่ถึงและยังมีลำหักลำโค่นที่แข็งแกร่งเมื่อพิจารณาดูแล้วนางต้องยอมรับว่าต่อให้เป็ตัวนางก็ไม่มีทางปัดป้องการโจมตีครั้งนี้ได้
ฉีซื่อหลงเฝ้าดูทุกอย่างที่เกิดขึ้นอย่างเงียบๆรวมถึงฉากที่มู่หรงฉางชิงมอบหยกโลหิตัให้กับเย่อู๋เชวียและเขาก็เข้าใจเบื้องลึกเื้ัทุกอย่างในทันที
เมื่อฉีซื่อหลงกำลังจะพูดบางอย่างสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน เขามองขึ้นไปบนฟ้าและกล่าวด้วยดวงตาที่เปล่งประกายว่า“ไม่ทราบว่าสหายเก่าคนใดที่มายังหลงกวง เมืองของข้ายินดีต้อนรับ!”
ดวงตาทุกคู่ในตระกูลมู่หรงต่างก็มองขึ้นไปบนฟ้า
แม้กระทั่งเย่อู๋เชวียซึ่งก้าวออกไปแล้วก็ยังหยุดเดินและมองขึ้นไปข้างบนเช่นกัน!
ในเวลาเดียวกันเสียงที่ดูเหมือนมาจาก์ทั้งเก้าก็ดังก้องไปทั่วสนามประลอง!
“เย่อู๋เชวีย ไม่ได้พบเ้ามาสิบปีแล้วผู้คนเล่าลือกันว่าเ้ากลายเป็คนพิการแต่ตามที่ข้าเห็นดูเหมือนจะไม่เป็เช่นนั้น”
หลังจากคำพูดนี้จบลงอสูรวิหคขนาดใหญ่ก็ปรากฏตัวขึ้นบนท้องฟ้าโดยมีคนกลุ่มหนึ่งนั่งอยู่บนหลังของพวกมัน
ชายชราในชุดคลุมสีเหลืองหญิงสาวร่างบอบบางที่มองเห็นใบหน้าไม่ชัดเจนและชายหนุ่มในชุดคลุมสีเขียวปักลวดลายเมฆมงคล
แน่นอนว่าคำพูดนี้มาจากชายหนุ่มเสื้อคลุมสีเขียวกลิ่นอายที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากร่างของเขาน่าเกรงขามเป็อย่างมาก!
เย่อู๋เชวียหันไปมองชายหนุ่มชุดคลุมสีเขียวด้วยดวงตาที่เปล่งประกายสดใส
“เ้านั่นเอง จวินซานลี่”