มีูเาที่แปลกตาอยู่ลูกหนึ่ง ท่ามกลางหุบเขาเขียวขจีของประเทศญี่ปุ่น เป็ูเาที่มีร่องรอยไหม้จางๆ เป็ตัวอักษรสลักอยู่ ราวกับเป็การประกาศชื่อของมัน
ในความมืดมิดของแมกไม้ด้านล่างูเา มีแสงสว่างจากดวงไฟเล็กๆ ของป้ายรถประจำทางที่เคยได้รับความนิยมเมื่ออดีต ในวันนี้ถูกปล่อยให้ซีดจางและทิ้งร้าง ม้านั่งยาวสีจืดถูกวางอยู่ข้างตู้จำหน่ายเครื่องดื่มอัตโนมัติที่ถูกกาลเวลาเปลี่ยนให้เป็สีเขียวอ่อนๆ โดยแสงแดด
รถประจำทางสีเหลืองซีดเที่ยวสุดท้ายค่อยๆ ฝ่าความมืดสู่ที่หมาย ข้อความโฆษณาด้านข้างรถที่ขาดการดูแลยังพอจะอ่านได้ว่า
“ยินดีต้อนรับสู่เทศกาลแห่งไฟ”
เด็กหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างประตูทางออกคว้ากระเป๋าเป้ใบใหญ่ขึ้นสะพายไหล่ และรอก้าวลงจากรถหลังจากที่จอดสนิท
เสียงที่เหมือนจะขอบคุณและข้อความที่ฟังไม่ได้ศัพท์ตามมาหลังจากจอดรถ
เพราะเป็ผู้โดยสารคนเดียว คนขับเลยรู้สึกว่าต้องชวนเขาคุยตลอดทาง แต่ก็นะ ถึงจะพยายามยังไงก็ฟังไม่รู้เื่นี่นา
เด็กหนุ่มทำได้แค่โน้มตัวลงเป็การโต้ตอบ นี่คือภาษาสากลของคำว่าขอบคุณที่เขาได้เรียนรู้จากที่นี่
ก้าวที่ลงจากรถเผยให้เห็นรูปลักษณ์ที่ไม่ได้สูงใหญ่นัก แต่ดูรวดเร็วและปราดเปรียว การแบกเป้ใบใหญ่ไว้ข้างหลังก็แสดงถึงความแข็งแรงได้เป็อย่างดี
เด็กหนุ่มมีผมสีดำขลับ สีเดียวกันกับคิ้วและดวงตา โดยเฉพาะั์ตาที่ดูจะมืดลึกราวกับห้วงเหวไร้ก้น
โครงหน้าดูซูบผอม แต่ผิวพรรณดูเปล่งปลั่งไร้รอยขีดข่วน ดวงตาโตเรียวยาวรับกับจมูก และริมฝีปากที่เหมือนจะไม่ได้ถูกใช้ขยับพูดมากนัก ให้อารมณ์เหมือนคนเอเชียที่เติบโตในโลกตะวันตก
เสื้อโค้ตยาวที่คลุมตัวไปจนถึงด้านล่าง ถูกรองรับอีกชั้นด้วยเสื้อกันความหนาวด้านในสีดำที่ยาวมาถึงคอและข้อมือ กางเกงออกกำลังกายที่พร้อมให้ขยับได้ทุกท่าทางคลุมอยู่เหนือข้อเท้า ก่อนจะเป็รองเท้าสีขาว หนึ่งในสีที่แตกต่างกับชุดที่เป็สีดำเฉกเช่นเดียวกับดวงตาทั้งหมด
อีกสีที่แตกต่างคือสีน้ำตาลเข้มเก่าๆ ของเครื่องหนังที่คาดอยู่รอบเอว ทางซ้ายใต้เสื้อโค้ตที่ถูกปิดอย่างมิดชิด มีบางสิ่งบางอย่างสวมอยู่ในอุปกรณ์ที่คล้ายกับฝักดาบที่ติดอยู่กับเครื่องหนังอย่างพอดี ด้ามจับของสิ่งนั้นที่โผล่ออกมาให้เห็นบ้างยามเสื้อพัดปลิว ดูลักษณะคล้ายกับก้อนหินที่มีรอยแตกร้าวบ้างตามกาลเวลา
“ฟู่” เด็กหนุ่มชุดดำที่ดูเหมือนเด็กมัธยมเป่าปาก
นับว่าเป็ระยะทางที่ไกลเหมือนกันในการเดินทางเข้ามาในป่าที่เงียบสงบแบบนี้
เด็กหนุ่มหยิบสมุดบันทึกเล่มกะทัดรัดที่มีหน้าปกสีแดงขึ้นมาพลิกดู พลางเหลือบตามองทั้งป้ายที่อ่านไม่ออก และร่องรอยตัวอักษรั์บนูเาสลับไปสลับมา
ก่อนจะพบว่าตัวอักษรที่เขาอ่านไม่ออกในสมุด กับตัวอักษรที่ถูกสลักไว้บนเขา มีรูปร่างเหมือนกัน
อย่างน้อยก็มาไม่ผิดที่ ในที่สุดเขาก็เจอสถานที่ของรายชื่อลำดับที่ 3 ในบันทึกสักที
แต่จะไปตามหายังไงล่ะ…
เด็กหนุ่มปิดสมุดลง แล้วเดินล้วงหาเศษเหรียญที่กระทบกันอยู่ในกระเป๋าเสื้อโค้ตยาว
นอกเหนือจากการโค้งคำนับ สิ่งที่เขาได้เรียนรู้อีกอย่างที่ประเทศนี้คือ เกาะเล็กๆ ทางตะวันออกแห่งนี้ มีชาเขียวที่อร่อยมาก
แต่ เหมือนเหรียญจะไม่พอแฮะ
เขาใช้นิ้วชี้นับวัตถุทรงกลมเล็กใหญ่ที่อยู่ในอุ้งมืออีกข้างไปมา
สงสัยต้องใช้บทเรียนที่ 3 ที่ได้เรียนรู้มาซะแล้ว นี่คือบทเรียนลับที่จะเปิดผนึกได้เมื่อยามจำเป็เท่านั้น!!
เด็กหนุ่มตัดสินใจ
เมื่อรู้ว่าสิ่งใดอร่อย ก็ต้องรู้ถึงวิธีในการ“ล่า” มันมา
และนั่นคือ การยอมมุดเพื่อหาเศษเหรียญใต้เครื่องยังไงล่ะ!!!
แต่ด้วยแสงไฟเล็กๆ เลยทำให้ภาพที่ออกมาเหมือนจะไม่น่าดูสักเท่าไหร่
เด็กหนุ่มสอดแขนเข้าไปควานหาอยู่นาน
ในที่สุด! เหรียญเปื้อนฝุ่นแต่ยังพอมีประกายก็มาอยู่ในมือถึง 3 เหรียญ วู้ฮู้ อย่างงี้ก็กดสองกระป๋องได้นะเซ่
“พี่ชายทำอะไรอยู่หรอคะ” เสียงหวานแต่เงียบเย็นดังขึ้นในขณะที่เขากำลังชูสองมือดีใจ
เด็กหนุ่มะโดีดตัวออกมาอยู่บนม้านั่ง พร้อมกับมือขวาที่จับวัตถุด้านเอวซ้ายไว้แน่น
“แงงงงง” เสียงร้องไห้จ้าตามมาจากเด็กอีกคนที่เหมือนจะล้มลงด้วยความใ ในขณะที่เด็กเ้าของเสียงรีบวิ่งไปประคองให้ลุกขึ้น
“แงงงงง ฮึก แงงง”
“แย่ล่ะ เวลาน้องหนูร้องไห้แล้วจะไม่ยอมหยุดง่ายๆ ซะด้วยสิ”
เด็กหนุ่มที่พึ่งจะรู้ตัว ค่อยๆ ขยับเข้าไปหาเด็กทั้งสอง
มันต้องเป็แบบที่เขาคิดแน่ๆ
“ยกเว้นว่า…. จะได้เครื่องดื่มร้อนๆ ซักกระป๋อง มาอุดปากให้เงียบล่ะนะ” เด็กสาวยิ้ม
นั่นไง โดนเด็กไถตังค์จนได้
เด็กหนุ่มมองกระเป๋าเงินที่ว่างเปล่า ทำไมเขาถึงไม่แลกเหรียญมาให้เยอะกว่านี้นะ
“ขอบคุณนะคะพี่ ซื้อให้ทั้งหนูทั้งน้องเลย” เด็กผู้หญิงผมยาวสวยในชุดกิโมโน ยกกระป๋องขึ้นดื่มหนึ่งครั้ง แล้วผลักตัวเองลงจากม้านั่งสีซีด
“ป่ะ พี่จะไปที่ไหน หนูจะพาไป”
ทั้งสามคนเดินแหวกว่ายท่ามกลางลมหนาว ผ่านทางเดินในหุบเขา...
“ถ้าพี่จะไปที่วัด ก็ต้องไปตามทางลัดนี่แหละ”
เด็กสาวหยุดเดิน แล้วปีนไปบน ‘ทางลัด’ ที่เธอพูดถึง
เด็กหนุ่มสีดำตามไปอย่างรวดเร็ว จะเหลือก็แต่น้องชายในชุดยูกาตะซึ่งแตกต่างจากพี่สาวที่ใส่ชุดกิโมโนที่ดูสบายๆ ของเด็กผู้หญิง แต่ทั้งคู่ใส่รองเท้าเกี๊ยะเหมือนกัน
“อาณาเขตของเค้าสุดแค่นี้น่ะ” เสียงน่ารักแต่เรียบเย็นแบบที่เขาได้ยินตอนตามหาเหรียญไม่ผิดเพี้ยนดังขึ้น
“ไม่ระวังตัวเลยนะ ทั้งๆ ที่สื่อด้วยคลื่นจิตั้แ่แรก… ไม่งั้นเ้าจะเข้าใจภาษาที่ข้าพูดไปั้แ่แรกได้อย่างไร”
เด็กหนุ่มเลิกมองไปข้างหลังแล้วหันจ้องตรงหน้า พร้อมกับมือที่จับบริเวณเอวข้างซ้ายของตัวเองตลอดเวลามาั้แ่ออกเดินทาง
“จิโซน่ะ ร้องไห้ตัวสั่นด้วยความกลัวั้แ่นายพกดาบเล่มนั้นเข้ามาในเขตแล้ว ความจริงแล้วข้าก็หวั่นๆ ของพรรค์นั้นเหมือนกัน”
แม้แต่ใบไม้ก็ไม่เคลื่อนไหว บรรยากาศโดยรอบสงบลง สายลมสายหนึ่งค่อยๆ ก่อตัวใต้เท้าของเด็กหนุ่ม
สายตาเรียวภายใต้ผมสีดำหรี่ลงจับจ้องเป้าหมาย
จริงอยู่ที่เขาไม่ได้นึกระแวงั้แ่แรก แต่ก็ไม่ได้วางใจขนาดจะปล่อยมือจากอาวุธ
“เที่ยวเดินเอาดาบเทพอัสนี (ฟุตสึโนะมิทามะ) ข้ามเขตไปนู่นไปนี่ในญี่ปุ่นน่ะ อันตรายนะ”
เสียงเรียบเย็นกล่าวพร้อมชายตามองลงไปที่อาวุธ
"แล้วมาทำอะไรที่นี่ล่ะ ขนาดนี้แล้วก็น่าจะบอกกันได้แล้วมั้ง"
เด็กหนุ่มค่อยๆ คลายมือออกจากสิ่งที่เหมือนจะเป็ด้ามดาบสีดำ พร้อมกับสายลมที่คลายตัวลงจนเศษใบไม้บนพื้นปลิวไสว
“มา..”
“มาฆ่าคน”
“จริงหรอ งั้นก็เป้าหมายเดียวกับชั้นเลย ชั้นอินาริ เทพอินาริ”
เด็กสาวโค้งคำนับ แทนสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพ
“อยากจะให้นายช่วยฆ่าคนคนหนึ่งอยู่พอดีเลย”