ท่วงทำนองแห่งสวรรค์ ภาคที่ 1 วิญญาณอมตะ

    ตอนที่ 10 ผู้ครองคัมภีร์ในตำนาน - อัพ 12/07/2563

    ที่ส่วนลึกของถ้ำปริศนา ได้มีศพของนักผจญภัย 5 คน ค่อย ๆ สลายกลายเป็นแสงหายไปอย่างช้า ๆ ทิ้งเอาไว้เพียงคราบเลือดที่ฉีดกระจาย เปรอะไปทั่วผนังถ้ำ ไร้วี่แววของเสียงร้องคร่ำครวญเจ็บปวดบาดแผลของศพทั้งห้า บริเวณคอและร่าง ถูกฉีกกระชากอย่างสยดสยอง ทั้งลำไส้และสมองไหลทะลักเจิ่งนองไปทั่วบริเวณ
    “ตึกตึก ตึกตึก ตึกตึก” เสียงหัวใจของนักผจญภัยที่เหลืออีก 10 คนต่างเต้นแรง ภายในใจไม่อาจข่มสะกดความกลัวเอาไว้ได้ปีศาจค้างคาวตัวใหญ่ยักษ์สูงถึง 2 เมตร หลังค่อมงอมีปีกยืดยาว ทั้งใบหน้าและเนื้อตัวบ่งบอกได้ว่ามันคือค้างคาวไม่ผิดแน่
    มันค่อย ๆ เดินออกมาจากความมืดอย่างช้า ๆ เผยให้เห็นดวงตาสีแดงฉานทอประกาย หอบเอาความเย็นวูบ ลูบสัมผัสแผ่นหลังของทุกคน
    ท่อนขายาวใหญ่ เท้าคล้ายกับเท้าของเหยี่ยว เป็นกรงเล็บแหลมคมน่ากลัว แขนทั้งสองข้างเต็มไปด้วยมัดกล้ามและกรงเล็บที่นิ้วมือทั้งสาม
    มันย่างสามขุมเข้าหานักผจญภัย ในมือของมันยังคงกำหัวของศพของใครบางคนเอาไว้ มีสภาพบิดเบี้ยวเละเทะ เป็นรอยนิ้วบีบบู้บี้ แสดงให้เห็นถึงพละกำลังนิ้วมือของมันได้อย่างชัดเจน
    ปากของมันแยกเขี้ยวโค้งงอที่เต็มไปด้วยคราบเลือดสดใหม่ มองดูน่ากลัวและน่าสะอิดสะเอียนเป็นที่สุด มันแสยะยิ้มและใช้ลิ้นยาวเลียรอบริมฝีปาก ก่อนจะพุ่งตัวเข้าหาคนที่เหลือด้วยความเร็ว
    “รัศมีพุทธะ!!!” เสียงของสตรีร้องดังขึ้น พร้อมกับปรากฏแสงสีทองอ่อน ส่องสว่าง แผ่ขยายครอบคลุมคนทั้งสิบได้ทันเวลา
    “ตึ้มมม!!” เสียงดังก้องกังวาล เกิดจากเสียงกรงเล็บของปีศาจค้างคาว ฟาดกระแทกเข้ากับม่านป้องกันแสงของอีกฝ่าย ม่านแสงนี้ เมื่อถูกกระทบเข้าอย่างรุนแรง พลันแสงก็ส่องสว่างเจิดจ้าเป็นแสงสะท้อนออกไป ทำให้ปีศาจค้างคาวแสบตาจนต้องถอยร่นหนีห่างออกไปทันที
    “ดีมากเฉียวเอิน ทุกคนรวมตัวหลังชนกันไว้ มันกลัวแสงสว่าง อย่าออกจากม่านอาคมเด็ดขาด” เสียงของฟงหานสั่งการขึ้น “รัศมีพุทธะข้ามีเวลาจำกัด จะทำอะไรก็รีบทำเถอะ” เสียงของสตรีที่ชื่อเฉียวเอิน คนเดียวกับที่ใช้ทักษะก่อนหน้านี้เอ่ยเตือนอีกฝ่ายอย่างร้อนรน
    “ใครมีทักษะรัศมีพุทธะอีกบ้าง? ตอบหน่อย...” ฟงหานถามในทันที แต่เสียงที่ตอบกลับมามีเพียงแค่ความเงียบ
    “เราควรออกไปตั้งหลักด้านนอกถ้ำก่อนจะดีกว่า ที่นี่มืดมาก และมันก็แข็งแกร่งเกินไป พวกเราสู้ที่นี่ไม่ไหวหรอก” เสียงชายคนหนึ่งเอ่ยดังขึ้น ฟงหานไม่ยอมเสียเวลาคิดมาก รีบตอบตกลงและพากันถอยหลังออกไปในทันที
    “เร่งฝีเท้าเข้า ข้ายื้อเอาไว้ได้อีกไม่นานแล้ว” เฉียวเอินพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ดูอ่อนล้า
    “เร็วเข้าทุกคน คุ้มครองเธอให้ถึงที่สุ….” 
    ฟงหานยังกล่าวไม่ทันจบ ม่านอาคมก็จางหายลง พร้อมกับมีเสียงหวีดแหลมดังขึ้น ทำให้ทุกคนปวดหูจนต้องหยุดวิ่งแล้วเอามือปิดหูด้วยความทรมาน
    ในช่วงชุลมุนนั้นเอง เสียงของเฉียวเอินก็ร้องดังขึ้น ก่อนที่ทุกคนจะหันไปมองและเห็นปีศาจค้างคาวพุ่งโฉบร่างของเธอขึ้นไปกลางอากาศ
    “แย่แล้ว!!” ฟงหานเห็นดังนั้นก็รีบตั้งสติบอกทุกคนทันที
    “ทุกคนโจมตี รีบช่วยเธอกลับมาให้ได้”
    “ไอ้โง่ ไม่เห็นหรือไงว่าที่นี่มันมืดมาก ขืนโจมตีมั่วซั่ว มีหวังเธอได้ตายก่อนแน่!!!”
    ฟงหานได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกโมโห รีบหันไปมองหาผู้พูด แต่ก็ไม่รู้ว่าเป็นใครกันแน่ เพราะทุกคนเอาแต่ส่ายหน้าปฏิเสธกันหมดในขณะเดียวกันก็มีเสียงกรีดร้องขึ้นดังสนั่น เป็นเสียงของเฉียวเอินดังขึ้นอย่างโหยหวน ทำให้ทุกคนที่ฟังหัวใจหล่นไปอยู่ที่ตาตุ้ม
    “กรี๊ดดดดดดดด”
    ทุกคนหยุดยืนฟังด้วยท่าทีลังเล ไม่รู้ว่าตนจะต้องหันกลับไปช่วยเธอต่อ หรือว่าจะรีบพากันหนีออกไปดี
    “เฉียวเอิน!!” ฟงหานตะโกนเรียกด้วยความตกใจ ดวงตาเบิกโพล่ง แต่เมื่อตั้งสติได้ เขาก็รีบพูดกับทุกคนว่า“ทุกคนรีบหนีออกไป ผมจะไปช่วยเธอเอง”
    สิ้นเสียงทุกคนก็พากันเร่งฝีเท้า ใช้ท่าร่างทุกอย่างที่มี รีบโกยอ้าวไม่หันกลับมามองอีกเลย ทิ้งให้ฟงหานวิ่งกลับเข้าไปช่วยเหลือเธอคนเดียว“สายฝนใบไม้ผลิ!!” 
    ฟงหานตะโกนก้อง พร้อมกับชักกระบี่ขึ้นมา พุ่งตัวเข้าไปแล้วกวาดบี่ไปทางด้านหน้า เกิดเป็นประกายสายฝนหิมะพร่างพรายเป็นวงกว้าง กลายเป็นแสงจาง ๆ ทำให้มองเห็นสตรีที่สวมชุดสีชมพูได้อย่างเลือนลาง
    สภาพอาการบาดเจ็บของนางที่เห็นด้วยตาเปล่านั้นค่อนข้างสาหัส ที่หัวไหล่ของเธอเป็นรูขนาดใหญ่และแผลที่แขนเหวอะหวะ เลือดใหลเจิ่งนองไปทั่ว ซึ่งเกิดจากกรงเล็บของปีศาจ ฉกฝังลงบนร่างตอนที่เธอถูกพาตัวมา จากนั้นมันก็จับเธอมาโยนเอาไว้ที่ด้านในถ้ำ
    ที่ด้านหน้าของเธอ ฟงหานพบเห็นร่างของปีศาจค้างค้าวอีกครั้ง มันหันหน้ากลับมาจ้องตนเองด้วยประกายตาสีแดงน่ากลัว สลับกับที่หันไปมองสตรีตรงหน้าที่นั่งผิงพนังถ้ำ เนื้อตัวสั่นเทา ใบหน้าซีดเผือก
    “เฉียวเอิน ผมมาช่วยคุณแล้ว!!”
    ฟงหานรู้ดีว่ากระบวนท่าสายฝนใบไม้ผลินี้อยู่ได้ไม่นาน ดังนั้นเขาต้องการแค่ระบุตำแหน่งศัตรูและหญิงสาวให้ได้ แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว
    ฟงหานยอมเสียสละตนเอง ใช้เคล็ดวิชาลับที่ชื่อว่า ชีพจรสะบั่นจันทร์ เป็นการฝืนเปิดลมปราณจนเกินขีดจำกัดของตน เพื่อทำให้พลังของเขาพุ่งสูงขึ้นเป็นเท่าตัว ก่อนจะหมุนตัวควงกระบี่เป็นลูกข่างเข้าใส่ปีศาจทันที ทำให้มันต้องรีบถอยกายหนีอย่างเสียมิได้
    “กีซซซ”
    ฟงหานมาหยุดตัวอยู่ที่ด้านหน้าของเฉียวเอินแล้วพูดว่า “เธอรีบหนีไปก่อน ผมจะรั้งมันไว้เอง”
    “เจ้า...” เฉียวเอินเงยหน้าขึ้นมองด้วยความซาบซึ้ง 
    เธอไม่คิดเลยว่าในช่วงเวลาที่ลำบากเช่นนี้จะมีคนยอมเสียสละและยอมเสี่ยงชีวิตเข้ามาช่วยเธอ เธอรู้ดีว่าโลกแห่งนี้นั้น สำหรับนักผจญภัยอย่างฟงหาน ความตายก็เป็นเพียงแค่การพักผ่อนตื่นหนึ่ง ไม่นานพวกเขาก็จะกลับมาคืนชีพได้อีกครั้ง 
    แต่ทว่าสำหรับผู้คนบนโลกแห่งนี้อย่างเช่นตัวเธอ เมื่อตายไปก็คือจบสิ้นทุกสิ่งอย่าง ไม่สามารถกลับมาคืนชีพได้อีกครั้ง มันทำให้เธอนั้นซาบซึ่งและนับถือฟงหานอยู่ในใจ สัมผัสได้ทั้งความสง่าผ่าเผยและความมีน้ำใจของเขาเป็นอย่างมาก
    “ฉั๊ววะ” ในจังหวะที่ทั้งคู่ต่างจ้องมองซึ่งกันและกัน ภาพตรงหน้าตอนนี้ กลายเป็นกรงเล็บแหลมคมเสียบทะลุท้องของฟงหาน ทำให้เลือดสาดกระเซ็นเต็มใบหน้าของเฉียวเอิน จนเธอรู้สึกสมองพร่ามัวไปชั่วขณะ
    “....ไม่นะ” เฉียวเอินเอ่ยพึมพำด้วยความสะเทือนใจ ไม่มีเสียงจะเปล่งออกมา
    ในตอนนั้นเองเธอก็รู้ถึงชะตากรรมของตนเองทันที ว่าเธอเองก็คงจะไม่รอดเช่นกัน เพราะถ้าหากเทียบพลังฝีมือแล้ว ฟงหานนับว่าเป็นยอดฝีมือและเก่งกาจเป็นอันดับต้น ๆ ในหมู่นักผจญภัยด้วยกัน ซึ่งคนประเภทนี้พลังฝีมือก็ต่างจากคนระดับเธอถึงเท่าตัวแล้ว และนั่นก็หมายความว่าปีศาจตนนี้แข็งแกร่งจนเกินรับมือ
    ร่างของฟงหานที่กำลังเบิกตากว้าง ก็ถูกปีศาจค้างคาวคว้าตัวไปกัดกินเพื่อดื่มเลือดของเขา ก่อนที่ร่างของฟงหานจะค่อย ๆ สลายกลายเป็นแสงหายไป หญิงสาวเองก็ไร้เรี่ยวแรงจะขัดขืนและวิ่งหนี จึงหลับตาปลงใจ ยอมรับความตายตรงหน้า แม้ในใจกลับรู้สึกไม่ยินยอมพร้อมตายเลยสักนิด
    ในใจนางหวนคิดไปถึงอาจารย์ ศิษย์พี่ศิษย์น้องในสำนักและบิดามารดาของตนเอง น้ำตาทั้งสองข้างใหลรินเป็นทางยาว เนื้อตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวจับใจ แต่ทว่าในตอนนั้นเอง ก็มีแสงส่องสว่างขยายไปทั่วภายในถ้ำ เมื่อเธอเงยหน้าขึ้นมอง เห็นเป็นลาง ๆ ว่าเป็นแสงที่เกิดจากลูกแก้วลูกหนึ่ง กำลังร่วงหล่นลงมาหาตนเอง พร้อมกันนั้นปีศาจค้างคาวก็รีบใช้มือปิดบังสายตาอย่างไม่ทันตั้งตัว และถูกใครบางคน พุ่งตัวลงมาจากด้านบน พร้อมกับชกไปที่ลิ่นปี่ของมันเสียก่อน
    “ตุบ” เสียงหนักทึบดังกระทบเข้ากับร่างของปีศาจ จนตัวของมันปลิวไปชนกับผนังถ้ำถล่ม ลงมาในทันที
    “ครืนนนน!!!!”
    หญิงสาวลืมตาเงยหน้าขึ้นพร้อมกับประกายความหวังในใจอีกครั้ง พลันรู้สึกได้ว่าตนเองกำลังถูกบุรุษผู้หนึ่งโอบอุ้มร่างตนเองขึ้นมา ก่อนจะพาเธอวิ่งออกไปยังทางออกของถ้ำ แต่มันก็ทำให้ตัวเธอต้องแปลกใจเป็นอย่างมาก เพราะความเร็วที่ชายคนนี้เคลื่อนที่ในขณะที่กำลังอุ้มร่างของเธอไปด้วย มันเร็วเสียยิ่งกว่าใครที่เธอเคยพบเห็นมาก่อนเสียอีก เพราะเพียงแค่ไม่กี่อึดใจ พวกเขาทั้งสองก็ออกมาจนถึงปากทางเข้า ก่อนที่บุรุษผู้นี้จะใช้วิชาตัวเบาแบกร่างของเธอไต่หน้าผาที่สูงชันเกือบ 10 เมตรขึ้นมาได้ในพริบตา
    “วิชาตัวเบาสูงส่งนัก” เฉียวเอินลอบตื่นตระหนกอยู่ภายในใจ
    เมื่อทั้งคู่ขึ้นมาถึงบริเวณหน้าผา ชายหนุ่มก็ทำการวางร่างของเธอลงอย่างแผ่วเบา ให้เฉียวเอินนอนตรงนั้น ก่อนจะล้วงขวดยาจากในเสื้อและเทมันป้อนใส่ปากให้กับหญิงสาว
    จากนั้นไม่นาน ชายหนุ่มก็หันหลังกลับไปเผชิญหน้ากับปีศาจค้างคาวที่บินตามออกมา ต่างฝ่ายต่างพุ่งปะทะเข้าใส่กันจนเกิดเป็นภาพติดตา เห็นได้ชัดว่าความเร็วของทั้งคู่เหนือกว่ามนุษย์ไปไกลมาก 
    เฉียวเอินที่นอนหลับตาพักอยู่ ยังได้ยินเสียงลมคำราม ซึ่งเกิดจากการเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วของทั้งสอง ทุกทางที่ทั้งคู่พุ่งผ่านล้วนทำให้ต้นไม้พังราบเป็นหน้ากลองทั้งสิ้น
    “โคร้มม!!!! ตู้มมมม!!!!! หวืดดด!!!!”
    ในจังหวะต่อมา ทั้งคู่ก็หยุดยืนมองประจันหน้ากัน แต่สภาพของชายหนุ่มแลดูเหนื่อยหอบ ต่างจากปีศาจค้างคาวที่บาดเจ็บเพียงเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้แสดงอาการผิดปกติใด ๆ สักนิด นั่นหมายความว่าถึงแม้ชายหนุ่มตรงหน้าจะมีฝีมือเก่งกาจ แต่เทียบเรื่องพละกำลังแล้ว คาดว่าจะด้อยกว่าปีศาจอยู่ไม่น้อย 
    ปีศาจค้างคาวกางแขนทั้งสองออกกว้าง ปากขยับร่ายมนต์บริกรรมคาถาบางอย่าง จนเกิดเป็นวงอักขระเขตแดน กางขึ้นครอบคลุมด้านบนของทั้งสอง เขตแดนดังกล่าวส่องแสงสีแดงครอบคลุมไปรอบบริเวณ ขณะเดียวกันขนาดของอักขระยังขยายใหญ่ขึ้นและบีบวงแคบเข้าใกล้ชายหนุ่มเช่นกัน
    ส่วนด้านชายหนุ่มเองก็ไม่ได้ประมาท ตั้งท่าควบคุมพลังเตรียมทุ่มตัวจู่โจมอีกฝ่ายอย่างเต็มกำลัง หวังปิดบัญชีให้เร็วที่สุด บริเวณพื้นที่ชายหนุ่มยืนอยู่เริ่มปริแตกออกจากกัน คล้ายถูกค้อนที่มีพลังมหาศาลทุบลงบนพื้นจนแตกกระจายเป็นวงกว้าง 
    ชายหนุ่มกระทืบเท้าซ้ายลงคราหนึ่ง ทำให้เศษหินและดินที่แตกกระจายรอบกายของเขาพุ่งขึ้นสูง พร้อมกับเปิดชีพจรเดินพลัง เกิดเป็นพลังไร้สภาพออกมา จนเสื้อผ้าหน้าผมของชายหนุ่มปลิ่วสบัด 
    เฉียวเอินที่เริ่มรู้สึกดีขึ้นมาก และพอจะลืมตาและพยุงตัวขึ้นมาได้ พลันสัมผัสถึงรัศมีพลังของชายหนุ่มที่ปล่อยออกมา ทำให้หญิงสาวที่อยู่ห่างออกมาเกือบ 20 เมตรยังรู้สึกอึดอัดหายใจไม่ออก
    ชายหนุ่มตั้งท่าง้างหมัดขวาไปทางด้านหลังและรวบรวมพลังเอาไว้ที่หมัด จนเธอสามารถเห็นเป็นลมหมุนขนาดย่อม ล้อมรอบตัวของชายหนุ่มอย่างรุนแรง ก่อนเขาจะบิดเอวชกหมัดขวาและปล่อยคลื่นพลังมหาศาลออกไป จนเกิดเป็นเสียงพยัคฆ์คำรามดังกึกก้อง
    “โฮกกก!!!” 
    คลื่นพลังรุนแรงก่อเกิดเป็นรูปร่างคล้ายพยัคฆ์ขนาด 1 เมตร พุ่งตรงออกไปหาปีศาจค้างคาวที่ยืนอยู่ห่างออกไป ตลอดทางที่คลื่นพลังพุ่งผ่าน ทำให้ต้นไม้ใบหญ้าถูกฉีกกระชากแหวกเป็นทาง จนแม้แต่พื้นดินเองก็ถูกแหวกเป็นร่องลึก
    ปีศาจค้างคาวเห็นเช่นนั้น พลันรอยยิ้มที่มีก็หุบลงไปทันใด พร้อมกับปล่อยอักขระเข้าปะทะกับชายหนุ่มทันที
    “ตู้มม!!!”
    แรงปะทะพลังระหว่างทั้งคู่ระเบิดจนเกิดเสียงสนั่นไปทั่วบริเวร แต่ร่างพยัคฆ์ลมปราณของชายหนุ่มเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ถูกทำลายลงอย่างง่ายดาย
    ชายหนุ่มเบิกตากว้าง ร่างกระเด็นกลิ้งหมดสภาพและชนกับต้นไม้ล้มเป็นทางยาว ก่อนจะหยุดลงนอนกระอักเลือดคำโต ในเวลาเดียวกันปีศาจค้างคาวพุ่งตัวเข้าหาชายหนุ่ม ไม่ปล่อยให้ชายหนุ่มได้พักหายใจต่อ
    เฉียวเอินเห็นเช่นนั้นก็เป็นห่วง จึงได้พยายามใช้เรี่ยวแรงที่เหลือจะลุกขึ้นจะไปช่วยเขา แต่ในทันใดนั้นทุกคนก็ได้ยินเสียงฟ้าร้องคำรามดังขึ้น ก่อนจะเกิดเป็นภาพสายฟ้าแลบแปลบปลาบ ผ่าลงดักหน้าปีศาจค้างคาวเอาไว้ได้
    “คะซ่าา  เปรี๊ยงง!!!”
    แสงสายฟ้าแลบแปลบปลาบ ทิ้งเป็นภาพติดตาเอาไว้ ก่อนที่จะเกิดเป็นระเบิดขนาดย่อม ทำเอาพื้นดินสั่นสะเทือนไปทั่วเกาะ และร่างของปีศาจค้างคาว ก็สลายหายไปพร้อมกับสายลม เหลือเพียงแค่กลิ่นเหม็นไหม้คละคลุ้งไปทั่วบริเวณ
    พริบตาต่อมาก็ ณ จุดที่สายฟ้าผ่าลงมา ตอนนี้ได้กลายเป็นหลุมลึกประมาณหัวเข่า พร้อมกับปรากฏเป็นร่างเงาของสตรียืนอยู่ใจกลางหลุมลึก
    ชายหนุ่มและเฉียวเอินเบิกตากว้าง จ้องมองด้วยความตกใจ เห็นเป็นเบื้องหลังของสตรีผู้หนึ่งที่สวมชุดสีเหลืองทอง เกศายาวดำแกมเขียวงดงาม ยืนเด่นเป็นสง่าด้วยท่าทีเรียบง่าย ก่อนนางจะหันกายกลับมามองชายหนุ่มอย่างช้า ๆ
    “นี่มัน…!!!??” เฉียวเอินจ้องมองใบหน้าของหญิงปริศนาด้วยความตื่นตะลึง ราวกับเวลาบนโลกทั้งใบถูกหยุดเวลาเอาไว้
    สตรีชุดเหลืองผู้นี้ มีผมยาวดำแกมเขียว ถูกมัดรวบมวยเป็นก้อนไว้บนศรีษะด้านหลังและปักด้วยปิ่นไม้ธรรมดาอันหนึ่ง เผยให้เห็นดวงตากลมโตสีเดียวกับเส้นผม ประกอบกับขนตางามงอนช่วยขับเน้นให้ดวงตาของเธอดูอ่อนหวานชวนมอง ราวกับว่าดวงตาคู่นี้มีมนต์สะกดบางอย่างแฝงอยู่ นางมีคิ้วเรียวยาวสวย จมูกโด่งเป็นสัน บริเวณหน้าผากช่วงระหว่างคิ้วมีรูปหยดน้ำสีเลือดติดอยู่ ใบหน้าเรียวสวยและรูปปากทรงกระจับมีเลือดฝาด ที่หูทั้งสองข้างมีต่างหูหยกจักรพรรดิ์ขนาดเท่าเล็บนิ้วก้อย เสริมให้นางดูโดดเด่นไร้ที่ติเป็นอย่างมากเมื่อตัดกับผิวพรรณสีขาวอมชมพูที่ดูสดใสเปล่งปลั่งแล้ว ทำให้กลายเป็นรูปโฉมที่เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ลึกลับน่าค้นหา ยิ่งดูก็ยิ่งน่ามอง ทำให้ยากจะถอนสายตาออกไปได้
    ทันทีที่กระแสลมโดยรอบ พัดพาเอากลิ่นเนื้อเหม็นไหม้จากไปจนหมดสิ้น ต่อมาทั้งคู่จึงได้กลิ่นหอมจาง ๆ โบกโชยมาตามแรงลม ทำให้ผู้คนที่ได้สูดดมรู้สึกเคลิบเคลิ้มไม่อาจต่อต้าน เป็นกลิ่นหอมจำเพาะยากจะเปรียบ ทำให้ชายหนุ่มลืมความเจ็บปวดหรือแม้กระทั่งสตรีด้วยกันยังต้องงุนงงหลงใหล
    ในทันใดนั้น เฉียวเอินที่ดูเหมือนจะตั้งสติและจำความบางอย่างขึ้นมาได้กระทันหัน มันเป็นภาพที่เธอนั้นจดจำได้ขึ้นใจ เพราะเป็นภาพที่อยู่ในห้องโถงลับของสำนักของเธอ เป็นภาพของสตรีผมสีเขียวที่มีใบหน้างดงามราวกับเทพธิดา และที่สังเกตุได้ชัดเจนคือที่กลางหน้าผากของสตรีผู้นั้นก็มีหยดน้ำสีเลือดอยู่ตรงกลางหน้าผากที่ระหว่างคิ้วเช่นกัน
    ในใจของเฉียวเอินแตกตื่นไม่อาจควบคุม ปากจึงก็เอ่ยถามด้วยความตื่นเต้นไปว่า
    “ทะ ทะ ท่านคือ...เทพธิดาเกศาหยก...ผู้ครองมหาคัมภีร์ในตำนาน??”