ครั้งก่อนตอนที่นางแต่งกับไหวอี้ตี่ คิดอยากจะเลิกผ้าม่านแอบมองถนนหนทาง ซินอี้กลับให้นางรีบปิด พอครั้งนี้ก็อยากให้นางเปิดออกดูชาวบ้านชาวช่องเสียอย่างนั้น
หญิงสาวตระหนักรู้ในใจว่าเนื้อเื่ในเกมน่าจะไม่เป็ไปในรูปแบบเดิมไปเสียทุกอย่าง สิ่งที่นางกังวลใจยังคงเป็เื่ของไหวอี้ตี่ นางเสียหัวใจไปอีกดวงเพื่อแลกกับการเข้าไปช่วยเขาเชียวนะ!
การแต่งงานกับเวยหวังหย่งก็น่าห่วงตัวเองไม่น้อย ครั้งนี้ไม่รู้จะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นในห้องหออีกบ้าง จะมีฉากวาบหวามหรือไม่? พี่ชายท่านนี้ไม่อ่อนโยน นางจะยอมแต่โดยดีหรือจะหาทางหลบหลีกไม่เข้าหอ หญิงสาวได้แต่เฝ้ารอลุ้นระทึกอยู่ฝ่ายเดียวในใจ
..........
ห้องหอจวนแม่ทัพเวย
“คุณหนู ท่านกลับมานั่งให้เรียบร้อยเถิดเ้าค่ะ หากผู้ใดมาเห็นเข้าจะไม่งามนะเ้าคะ” ซินยี่ขอร้องนายหญิงของตนเป็รอบที่หนึ่งร้อยแปด
ไม่รู้ว่าคุณหนูไปกินยาอะไรผิดมา ั้แ่ท่านเขยมาส่งนางไว้ในห้องหอ นางก็เอาแต่แนบหูไว้กับประตูคอยฟังเสียงพูดคุยด้านนอก บางครั้งก็สลับมาถอดสลักกลอนหน้าต่างออกจนหมด แง้มดูนอกหน้าต่างแล้วปิดกลับซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่เช่นนั้น
“พวกเ้าได้ยินเสียงพลุ เสียงประทัดบ้างหรือไม่ หรือหูข้าเป็อะไรไปแล้วเหตุใดข้างนอกจึงได้เงียบเชียบเหลือเกินเล่า มาช่วยกันตั้งใจฟังให้ดีๆ หน่อยสิ” หญิงสาวเข็ดขยาดกับพลุและประทัดจริงๆ แม้จะคิดว่าเป็ไปไม่ได้ที่จะเกิดเหตุการณ์แบบเดียวกันกับการเลือกคู่ครั้งที่สามของนาง แต่ความสมจริงของเกมมันทำให้นางกลัว
“ไม่มีเลยเ้าค่ะ จวนแม่ทัพเวยผู้ใดจะกล้ามาเล่นอะไรแผลงๆ เช่นนั้นเล่าเ้าค่ะ หากจะจุดก็จุดกันั้แ่หน้าประตูจวนไปแล้ว เวลานี้พวกเขาดื่มกินกันอย่างสงบเป็ระเบียบเรียบร้อยดีเ้าค่ะ”
หยูจินเซียงสูดหายเ้าเข้าลึกๆ เพื่อควบคุมสติก่อนจะกลับมานั่งที่เตียงอย่างว่าง่าย
“พวกเ้าห้ามออกไปไหนนะ ต่อให้เราสามคนหิวจนไส้ขาดตายในห้องนี้ก็ห้ามออกไปเด็ดขาด”
“คุณหนู!! ท่านอย่ากล่าวคำไม่เป็มงคลสิเ้าคะ” ซินอี้ร้องเตือนเสียงหลง
ฝ่ายหยูจินเซียงก็รีบตบปากตัวเองเบาๆ คิดจะถ่มน้ำลายถอนคำพูดก็คิดว่าน่าเกลียดเกินไป พื้นห้องภายในห้องหอแห่งนี้มีทั้งพรมทั้งดอกไม้โรยอยู่เต็มไปหมด
ผ่านไปนานเท่าใดไม่รู้ แต่ที่แน่ ๆ ทุกวินาทีที่หายใจเข้าออกหญิงสาวก็วิตกกังวลจนแทบคลั่ง ไม่ว่าจะเื่เหตุการณ์ไม่คาดฝัน และเื่ตัวของเ้าบ่าวหน้าตึงของนาง
หยูจินเซียงกำผ้าปูเตียงสีแดงสดเอาไว้แน่น เหงื่อเม็ดโตผุดขึ้นบนหน้าผากและใบหน้างามใต้ผ้าคลุมสีแดง เมื่อเสียงฝีเท้าของคนหลายคนดังใกล้เข้ามา
เสียงพูดคุยกระซิบกระซาบเบาๆ ด้านนอกบ่งชี้ว่าคนที่กำลังมาถึงเป็บุรุษและย่อมเป็เวยหวังหย่ง คนที่เหลืออาจจะเป็สหายหรือบ่าวรับใช้ของเขาที่เดินมาส่งเ้าบ่าวก็เป็ได้
“เ้าสองคนออกไปได้แล้ว” น้ำเสียงเข้มอย่างชายชาติทหารของเวยหวังหย่งดังขึ้นเมื่อเขาก้าวเข้ามาในห้องหอได้สองก้าว
ซินอี้และซินยี่หันมามองนายหญิงของตนแวบหนึ่ง ก่อนจะค้อมตัวถอยหลังออกจากห้องพร้อมทั้งปิดประตูให้คู่บ่าวสาวได้อยู่กันตามลำพัง
“จินเซียงข้าขอโทษ ข้าต้องทำผิดต่อเ้าแล้ว อภัยให้ข้าด้วย” เวยหวังหย่งก้าวมายืนอยู่เบื้องหน้าหญิงสาวในระยะประชิด เอ่ยคำออกมาโดยที่ยังไม่ได้เปิดผ้าคลุมหน้าเ้าสาวออกเลยด้วยซ้ำ
“ท่าน!! ย..ย..อย่าบอกนะว่า!” หยูจินเซียงไม่กล้ากล่าวประโยคต่อไป หรือว่าเวยหวังหย่งคิดจะสังหารนางั้แ่วันแรกที่แต่งงานกัน!!
ใช่ว่านางจะดูไม่ออกว่าเ้าบ่าวของนางไม่ได้เต็มใจเข้าพิธีแต่งงานกับตนเท่าใดนัก สาเหตุนั้นมาจากเื่ใดนางไม่รู้ แต่ที่แน่ ๆ เวลานี้นางรู้สึกได้ถึงรัศมีอันเย็นเยียบที่แผ่ออกมาจากร่างฝ่ายตรงข้ามอย่างชัดเจน
หญิงสาวลุกพรวดขึ้นจากเตียงก้าวถอยหลังไปยังมุมหนึ่งของห้องหอ พยายามหาที่กำบัง
“ใช่ ข้าต้องทำเช่นนั้นจริงๆ” ไม่พูดเปล่าเวยหวังหย่งก้าวตามหญิงสาวที่หวาดกลัวจนร่างสั่นพร้อมกับดึงมือนางหมายจะให้หยูจินเซียงกลับมานั่งพูดคุยกันดีๆ
“กรี๊ด!!” หยูจินเซียงแตกตื่นใอย่างหนัก นางไขว่คว้าหาสิ่งของรอบกายไปทั่ว แต่ผ้าคลุมหน้าที่ตนสวมใส่อยู่เวลานี้เป็ผ้าคนละชนิดกับเมื่อครั้งที่เข้าพิธีกับไหวอี้ตี่ นางไม่สามารถมองเห็นสิ่งใดได้ชัดเจน มองเห็นเพียงปลายเท้าของอีกฝ่ายที่เข้ามาใกล้ตนยิ่งกว่าเดิม
“จินเซียง!! เ้าไม่ต้องกลัว ข้าไม่อยู่ เยว่ฉีก็ยังอยู่ ท่านพ่อท่านแม่ข้าก็ดูแลเ้าได้เช่นกัน” เวยหวังหย่งดึงร่างเล็กที่กำลังออกแรงดิ้นรนมากอดไว้แนบอกพยายามปลอบขวัญให้หญิงสาวคลายความวิตกกังวล
“ข้าจะไม่ตายหรือ?”
“ข้าไม่อยู่เพียงคนเดียว เ้าจะตายได้อย่างไรกัน เมื่อครู่ข้าก็บอกแล้วว่าท่านพ่อท่านแม่ และเยว่ฉีก็จะอยู่เป็เพื่อนเ้าได้ไม่ใช่หรือ”
เวยหวังหย่งไม่รู้ว่าเ้าสาวของเขาคิดไกลไปถึงไหนต่อไหนแล้ว เห็นหญิงสาวที่ตนมองว่าเป็น้องสาวคนหนึ่งกำลังเสียขวัญเขาก็ได้แต่ปลอบประโลมนางให้ใจเย็นลง
ชายหนุ่มจับหัวไหล่สองข้างที่ไหวสั่นของหยูจินเซียงให้นั่งลงบนเตียงด้วยความรู้สึกปวดใจ
เขาเปิดผ้าคลุมหน้าเ้าสาวของสตรีร่างเล็กออกช้าๆ ดวงตาดุจผลเมล็ดซิ่งใสบริสุทธิ์ของนางเอ่อล้นไปด้วยน้ำตา ขอบตาสองข้างแดงก่ำ จนชายหนุ่มอดใช้นิ้วมือหยาบกร้านของตนเช็ดน้ำตาบนใบหน้างามแ่เบาด้วยความระมัดระวังไม่ได้