บทที่ 13
ความสำเร็จของฮันเตอร์หนุ่ม
ระหว่างที่ทุกคนในโบสถ์กำลังอิ่มเอมกับมันเผาอันหอมหวานอยู่นั้น เจสันกำลังเดินทางในป่าสน บนเส้นทางหลักของเหล่าผู้ประกอบอาชีพฮันเตอร์ทั้งหลาย
ไม่นานนักชายหนุ่มก็เบี่ยงออกไปยังทางที่มุ่งไปแหล่งล่าสัตว์ของตนเอง ชายหนุ่มใช้เวลาใน่ที่ยังมีแสงแดดบ้าง ทำบ่วงดักสัตว์ตามเส้นทางหาอาหารของเหล่าสัตว์เล็กทุกแห่งที่เห็น ในใจค่อนข้างคาดหวังว่าจะมีกระต่ายน้อยที่ยังหิวโซมาติดกับดักดังกล่าว เพื่อเพิ่มเสบียงให้เด็ก ๆ ที่โบสถ์มีเนื้อกระต่ายนุ่มอยู่ในมื้ออาหารบ้าง
ลำน้ำใสสะอาดในป่าใหญ่ให้ความรู้สึกสดชื่นและปลอดโปร่งเหมือนเคย ฤดูนี้เป็ฤดูที่มีปลาตัวเขื่องว่ายทวนกระแสน้ำมาวางไข่ที่ต้นน้ำค่อนข้างมาก ลำธารสาขาย่อยให้หุบเขาจึงมีปลาแน่นขนัด ส่วนใหญ่พวกมันจะกลายเป็อาหารของหมี เพราะนักล่าไม่คิดที่จะกินเนื้อปลาเหม็นคาวพวกนี้นอกจากจะอดอยาก หรือไม่มีหนทางอื่นจริง ๆ เท่านั้น
ฮันเตอร์หนุ่มไม่เข้าใจเหมือนกันว่าความเชื่อประหลาดที่ไม่ทราบต้นตอเช่นนี้ แพร่หลายออกไปโดยไม่มีการตรวจสอบได้อย่างไร
แต่เจสันรู้แล้วว่าปลาเหล่านี้กลายเป็อาหารอันโอชาได้ขนาดไหน ชายหนุ่มจึงเริ่มปลดสัมภาระออก สร้างจุดหลับนอนในบริเวณใกล้เคียงก่อนจะก่อกองไฟเพื่อให้ความอบอุ่น เสื้อผ้ายาวรกรุงรังถูกถอดออกเพื่อให้คล่องตัวและพร้อมกับการลงไปในลำน้ำเย็นจัด ไม้ด้ามยาวที่ตัดมาจากต้นเบิร์ชอ่อนบริเวณใกล้เคียงถูกเหลาเป็เงี่ยงเพื่อใช้ในการจับปลา จากนั้นร่างกำยำเปลือยเปล่าก็ลงหาของกินในสายน้ำอย่างขะมักเขม้น
อาหารเย็นคงจะเป็ปลาย่างตัวใหญ่เหมือนเคย โชคดีที่เ้าเด็กคนเก่งหยิบยื่นใบกระเทียมแห้งติดไม้ติดมือมาด้วย ปลาย่างยัดผักประหลาดโรยด้วยเกลือเล็กน้อยจึงส่งกลิ่นหอมจนเขาน้ำลายไหล
ไม่น่าเชื่อว่าต้นหญ้าที่เจอได้ทั่วไปในผืนป่า จะถูกนำมาปรุงแต่งอาหารให้เลิศรสได้ขนาดนี้ เจสันรู้สึกอิ่มหนำกับอาหารมื้อเย็นมากกว่าเก่าแม้ว่าเขาจะกำลังอยู่ในป่าอันมืดมิดก็ตาม ปลาสองตัวที่จับมาทำให้เขาอิ่มจนพุงกาง แถมยังมีเศษก้างและหัวเหลือกองไว้
“ถ้าปลาในลำน้ำเยอะขนาดนี้ คงไม่ต้องเสียเวลาล่ากระต่ายหรอก...” นักล่าหนุ่มวางแผนในใจ วันรุ่งขึ้นเขาจะจับปลาพวกนี้ให้ได้จำนวนมากที่สุด แล้วจะรีบแบกกลับไปให้เ้าหนูคิทกับซิสเตอร์ทั้งสองได้ใช้ประโยชน์จากพวกมัน
สิ้นฤดูหนาวจะได้ไม่มีเด็กป่วยตายจนต้องมีการทำศพอีก คงจะเป็ฤดูใบไม้ผลิที่วิเศษไม่น้อย
หลังจากใส่ฟืนลงในกองไฟเพื่อให้เปลวสีส้มลุกติดต่อเนื่องจนเพิ่มความอุ่นทั่วที่พักแรม เขาก็ตรวจสอบจุดที่เตรียมกิ่งไม้แห้งเอาไว้ว่ามีจำนวนมากพอสำหรับคืนนี้ จากนั้นเจสันก็หลับไปบนที่นอนซึ่งทำจากมอสส์แห้งแสนนุ่มแล้วหลับไปอย่างเหน็ดเหนื่อย
หลังจากพักผ่อนมาได้ครึ่งคืน เสียงขอผู้บุกรุกก็ดังขึ้น
แซ่ก... แซ่ก... ตุบ...
สัตว์ที่เคลื่อนตัวผ่านใบไม้แห้ง่กลางดึกทำให้เจสันตื่นตัว หัวใจเขาเต้นรัวแต่ก็ยังพยายามขยับอย่างเชื่องช้าเพื่อไม่ให้สัตว์ป่าใกล้เคียงใจนโจมตีเข้ามา
(ตัวอะไรกันนะ อยู่ไม่ไกลด้วย...) มือพยายามเอื้อมไปหยิบอาวุธประจำกาย ก่อนจะคว้าไปหาลูกศรมาขึ้นลำ แสงไฟริบหรี่พร้อมอากาศหนาวจัดจนลมหายใจเป็ไอกลับไม่สามารถทำให้ร่างกายอันร้อนรุ่มเพราะความกลัวปนตื่นเต้นเย็นลงได้
หลังจากละทิ้งที่พักให้ห่างจากแสงไฟ ชายหนุ่มก็หมอบต่ำตามแนวหญ้าใกล้เคียงเพื่อพรางตนเองไม่ให้หาเจอได้ง่ายนัก โชคดีที่ก่อนละทิ้งกองไฟออกมา เจสันใช้เท้าเขี่ยกิ่งไม้แห้งใส่เข้าไปเพื่อเพิ่มแสงสว่างให้มากขึ้น เขาได้แต่หวังว่าเปลวไฟที่ลุกโหมจะช่วยไล่สัตว์ร้ายที่กล้าย่างกรายเข้ามาโจมตีมนุษย์ให้เตลิดไปได้
แต่เขาคาดการณ์ผิดไป...
ความหิวโหยของสัตว์ที่หาอาหารได้ไม่เพียงพอจะจำศีลรับหน้าหนาว ทำให้พวกมันดุร้ายกว่าที่ควรเป็หลายเท่า หมีสีน้ำตาลตัวใหญ่ที่มีขนอกสีขาวเป็รูปจันทร์เสี้ยวส่งเสียงคำรามกึกก้องทั่วป่าแถบนั้น ่ตัวของมันที่เหยียดขึ้นตรงสูงกว่าสามเมตรระหว่างคำรามทำให้เจสันหวาดกลัวจนขยับไม่ได้ไประยะหนึ่ง แต่หลังจากที่มันวิ่งเข้ามาหมายปลิดชีวิต เขาก็ตั้งสติได้
แขนกำยำขึ้นลำธนูสองดอกในมือสุดแรง ก่อนจะปล่อยมันออกไปได้ถึงสองรอบ
พรจากเทพแห่งนักรบ... พร้อมกับการฝึกฝนฝีมือมาตลอด ทำให้ศรทั้งสี่ดอกเข้าเป้าอย่างแม่นยำ
ดอกหนึ่งปักเข้าไปในดวงตาของหมีตัวใหญ่ ส่วนอีกสามดอกเสียบทะลุเข้าไปตามลำตัวของมัน น่าเสียดายที่การโจมตีทั้งสองครั้งไม่ถูกจุดสำคัญอย่างหัวใจหรือกระดูกสันหลัง เ้าสัตว์หน้าขนตัวั์จึงหยุดชะงักไปเพียงครู่เดียวก่อนจะวิ่งตรงมายังศัตรูผู้บุกรุกอาณาเขตอีกครั้ง
“ฉิบหายเอ๊ยยย...” เจสันพยายามหยิบธนูอีกดอกเพื่อยิงมันออกไป ลูกศรดอกที่ห้าน่าจะปักเข้าไปยังปอดของเป้าหมาย มันร้องโหยหวนและหอบเหนื่อยอย่างรวดเร็ว
ว่ากันว่า... วาระสุดท้ายของชีวิตสัตว์ป่า จะทำให้พวกมันบ้าคลั่งและมีพละกำลังมหาศาล แต่เจสันไม่เคยเจอประสบการณ์เช่นนี้มาก่อน ทั้งยังไม่มีอาจารย์คอยถ่ายทอดความรู้ด้านการล่าเหมือนคนอื่น ๆ เขาจึงประมาทไปชั่วขณะ ร่างกายที่กำลังตื่นเต้นผ่อนแรงลงและเผยช่องว่างออกไปโดยไม่รู้ตัว
ร่างหมีั์ที่ชุ่มไปด้วยเืลุกขึ้นอย่างกะทันหันก่อนจะตะปบกรงเล็บคมกริบไปที่ศัตรูของมันอย่างรุนแรง ก่อนจะสิ้นลมหายใจ มันยังใช้แรงเฮือกสุดท้ายฝังคมเขี้ยวเข้าหัวไหล่ของศัตรูจนเือาบ
แม้ว่าผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่เป็ใหญ่ในท้ายที่สุด แต่มันก็สมปรารถนาแล้วที่ได้ฝังรอยแค้นเอาไว้ให้อีกฝ่าย
“อ๊ากกก....” เจสันร้องโหยหวนด้วยความเ็ปเมื่ออะดรีนาลีนไม่ได้สูบฉีดจนตื่นเต้นเหมือนเมื่อครู่ มือสั่นเทาคว้าไปยังกรามขนาดั์ของหมีร้ายก่อนจะง้างมันออก เผยให้เห็นไหล่ที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อซึ่งมีแผลฉกรรจ์ ความเ็ปแล่นไปทั่วแขนซ้ายจนชายหนุ่มต้องกัดฟันกรอด
เขาไม่เคยได้รับาเ็หนักขนาดนี้ อารมณ์โกรธทำให้เขาเตะเข้าไปที่สีข้างของหมีั์เพื่อระบายมันออกไป แผลจากกรงเล็บที่พาดยาวผ่านหน้าอกลงไปยังท้องไม่สาหัสมากนัก แต่ก็มีรอยถลอกที่ลึกจนเืซึมออกมาหลายจุด พรจากเทพแห่งนักรบทำให้เขาแข็งแกร่งเกินคนธรรมดา โชคดีเท่าไหร่แล้วที่เขาไม่มีกระดูกแตกหรือถูกทำให้เป็อัมพาตขยับไม่ได้
น้ำสะอาดถูกตักมาล้างแผลอย่างแ่เบา เจสันขบกรามจนมันปูดโปนทุกครั้งที่น้ำเย็นััแผลเพื่อพยายามข่มความเ็ปเอาไว้ ผ้าผืนสะอาดที่พอจะใช้งานได้ถูกฉีกออกเพื่อนำมาใช้มาปฐมพยาบาลชั่วคราวอย่างทุลักทุเล
แผนที่วางไว้พังหมดสิ้นเพราะเ้าหมีตัวเดียว แม้จะได้อาหารจากเนื้อของมันและส่วนต่าง ๆ ที่มีค่ามหาศาล เขากลับได้าแร้ายแรงซึ่งอาจสร้างผลเสียระยะยาวมาแทน สายตาพลันมองไปเห็นเศษปลาที่กินเหลือก่อนจะสบถด่าตนเองอย่างไม่น่าให้อภัย
หนุ่มนักล่าลืมจัดการเศษอาหารเ่าั้ เขาลืมว่าสัตว์ป่าเหล่านี้ต้องตามรอยกลิ่นอันแสนอร่อยเพื่อเติมเต็มความอดอยากจากการหาอาหารไม่ทัน... แล้วเขาก็เจอแจ็คพอตจริง ๆ ได้หมีจันทร์เสี้ยวหนึ่งตัวมาเป็รางวัลพร้อมบทเรียนแห่งชีวิต
สมุนไพรแก้ปวดที่พกติดตัวมาถูกกรอกใส่ปากอย่างรวดเร็ว ความขมฝืดขอแผ่กระจายอย่างช้า ๆ จนมันเริ่มออกฤทธิ์ หนุ่มนักล่าไม่พักผ่อนให้เสียเวลา เขารีบหาไม้ท่อนยาวมาขัดเป็แคร่ลากของเพื่อขนย้ายหมีตัวใหญ่โดยเร็วที่สุด
ไม่มีใครรู้ว่ามีสัตว์ร้ายในป่ากี่ชนิด และเขาก็ไม่อยากพบเจอพวกมัน กลิ่นเืหมีจากการต่อสู้จะทำให้พวกมันตื่นตัวและออกล่าเหยื่อมากขึ้น เขาต้องรีบนำรางวัลหนนี้ออกจากป่าให้เร็วที่สุดเพื่อความปลอดภัยของตัวเอง
เืหมีถูกดื่มกินตามธรรมเนียมนักล่า หลังจากฝืนกลืนเือุ่น ๆ ที่คาวสุดขีดลงไปในท้องอย่างทรมาน เขาก็ออกเดินทางต่อได้อีกระยะหนึ่ง ไม่นานนักท้องฟ้าก็เริ่มเปลี่ยนสี แสงสว่างริบหรี่เผยให้เห็นเส้นทางที่ชัดเจนขึ้น ชายหนุ่มจึงลากสัมภาระของตนเองไปตามเส้นทางของหุบเขาอย่างทุลักทุเล
แผลที่หัวไหล่และแผ่นอกปวดตุบเพราะความหนาว เขารู้สึกว่าตนเองเหมือนจะมีไข้อ่อน ๆ สมองเริ่มมึนงงจากความเ็ป ระหว่างทางที่ต้องใช้สมาธิอย่างยิ่งยวดเพื่อลากซากหมีก็ทำให้เขาอ่อนล้าเต็มที
เมื่อออกมาจากชายป่าร่างกำยำก็อยู่ในสภาพที่สะบักสะบอมยิ่งนัก
ชายหนุ่มตาปรือเงยหน้ามองดวงตะวันเพื่อคาดคะเนเวลา...
เขาควรจะหันหน้ากลับบ้านเพื่อไปขอให้หมอยาทำแผล หรือ กลับไปยังโบสถ์อันแสนอบอุ่นเพื่อขอความช่วยเหลือดี?
เมื่อนึกถึงทางเลือกที่มี เจสันก็ตัดสินใจหันหน้าไปยังโบสถ์ใหญ่เพื่อหวังพึ่งพาพลังฟื้นฟูของซิสเตอร์ลิซ่าอย่างเคย
ครั้งนี้เขาฝืนตัวเองไปจริง ๆ หมีจันทร์เสี้ยวเปรียบได้เป็ดังความซวยสุดขีด แต่ถ้าเขามีชีวิตรอดก็อาจเปลี่ยนเป็โชคลาภมหาศาล เนื้อจำนวนมากคงจะทำให้เด็ก ๆ มีกินตลอดหน้าหนาวโดยที่เขาสามารถไปพึ่งพาฝากท้องได้อย่างไม่รู้สึกผิด
สองเท้าก้าวไปตามทางขึ้นเนินเขาอย่างสั่นเทา นักล่าหนุ่มแทบไม่มีสติเหลืออยู่มากนักตลอดเส้นทางมาโบสถ์ ไม่นานนักเขาก็ได้ยินเสียงเด็กหัวเราะอย่างมีความสุขลอยมาตามสายลม พร้อมกับกลิ่นหอมหวานบางอย่าง
ไม่รู้ว่าทำไมมันถึงกลายเป็เสียงโวยวายอย่างเอิกเกริกหลังจากนั้น...
เขาแค่อยากงีบหลับกลางแสงแดดยามบ่ายบนผืนหญ้าแห้งหน้าโบสถ์เท่านั้นเอง
......
บ่ายวันที่สองหลังจากเจสันเข้าป่าไป คิทยังคงร่ำเรียนกับสองซิสเตอร์อย่างขยันขันแข็ง จริง ๆ แล้วมันเป็แค่การฟังเื่เล่าในตำนานของทวยเทพแต่ละองค์ หรือไม่ก็จดจำเนื้อหาในหนังสือเล่มใหญ่ที่ทางโบสถ์มีเก็บเอาไว้ั้แ่วันก่อตั้งเมื่อหลายปีก่อน
เจมส์กับแอนนาทำงานเสร็จั้แ่่สาย จึงอยู่ดูแลน้อง ๆ ทั้งหลายอย่างเคย พี่ชายคนโตเอาหัวมันหวานออกมาจากป่าเป็วันที่สองแล้ว... กิจกรรมอบมันเผาอันแสนอร่อยก็ถูกจัดขึ้นอีกครั้ง
หลังจากเอาพวกมันไปให้คุณแม่ทั้งสองและน้องชายที่กำลังร่ำเรียน เด็ก ๆ สิบกว่าคนก็นั่งกินหัวมันอุ่นหน้าโบสถ์ใหญ่อย่างร่าเริง แต่เสียงสนุกสนานดังได้ไม่นานนัก เมื่อมีเ้าอีธานตัวเล็กร้องบอกพี่ใหญ่ว่ามีคนกำลังลากของบางอย่างมายังที่พักของพวกเขา
ถนนที่ยังว่างเปล่าทำให้เจมส์สับสนกับคำพูดของน้องชายคนนี้ชั่วครู่ แต่เพียงไม่กี่อึดใจร่างในชุดคลุมขนกระต่ายก็โผล่ให้เห็นด้วยท่าทางติดขัดไม่คุ้นตา
“นั่นมัน! ชุดคลุมของพี่เจสันนี่ เขาแบกอะไรมาด้วยค่ะพี่เจมส์” สาวน้อยจอมแก่นอย่างลินกระตุกชายกางเกงของพี่ใหญ่รัว ๆ จนเขาต้องรีบคว้าไว้ก่อนมันจะหลุด จากนั้นก็รีบสาวเท้าไปทักทายเมื่อเจสันก้าวเท้าเข้ามาในสนามหญ้า
“พี่เจสัน กลับมาเร็วจังเลยครับ หืม...” เจมส์หยุดพูดเมื่อได้กลิ่นคาวเืลอยมา “พี่... เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า”
คนตัวโตในชุดคุมปุกปุยยังคงยืนนิ่งไม่ตอบสนองจนเจมส์รู้สึกว่ามันผิดปกติ...
จากนั้นร่างใหญ่ก็ล้มคว่ำหน้าลงบนสนามหญ้าหน้าทางเข้าโบสถ์ เจสันสลบไสลไม่ได้สติ ตัวร้อนจัดเพราะพิษไข้...
แอนนาวิ่งไปหาแม่ชีทั้งสองอย่างรวดเร็วเมื่อเจมส์ะโบอกขอความช่วยเหลือ
แม้แต่คิทเอง... ก็ตื่นตะลึงไปชั่วขณะ แผลเหวอะหวะน่ากลัวขนาดนี้ พี่ชายนักล่ายังมีโอกาสรอดอีกหรือ