บทที่18บุปผามายา
ตูมมมมม!
เปลวเพลิงสีแดงชาดแผดเผาขึ้นสู่นภากาศย้อมแผ่นฟ้ายามมู่ซื่อจนแดงฉานเหล่าทหารม้าเกราะทองนับห้าสิบถูกกระแสความร้อนถ่าโถมเข้าใส่จนต้องถอยร่นมิอาจรุกคืบบางนายถูกเปลวเพลิงแผดเผาเข้าใส่จนเกราะทองแปรเปลี่ยนเป็สีแดงและมีความร้อนลวกราวกับขุมอเวจีเผาไหม้เนื้อหนังจนบังเกิดเสียงชี่ว์ชี่ว์คละเคล้ากับเสียงร้องอันโอดโอยด้วยความเ็ป
เมื่อบุรุษชุดดำ ยอดยุทธ์เพลิงปราณสีแดงทั้งสองลงมือก็ยากมีผู้ใดจะต้านทานมันได้ความโกลาหลจึงบังเกิด เหล่าอาชาตัวพ่วงพีของเหล่าทหารเกราะทองต่างะโดีดขาหน้าขึ้นด้วยความตื่นตระหนกกระบวนทัพจึงแตกแยก คนของเฉินจือหานทั้งหมดจึงถือโอกาสหาทางหลบหนีไปคนละทิศละทาง และนั่นก็รวมถึงตัวของเฉินจือหานด้วย
เฉินจือหานอาศัย่ที่คนเกิดความโกลาหลตะเกียกตะกายลุกขึ้นแล้ววิ่งทะยานออกจากอาคารเพื่อหวังหลบหนีทว่ายังมิทันจะได้ก้าวออกจากปากประตู อวิ๋นเซ่อที่ยืนแอบฟังอยู่ผนังห้องเนิ่นนานพลันสะบัดข้อมือส่งแก้วน้ำชาในมือพุ่งใส่ข้อเท้าของเฉินจือหานอย่างรุนแรงคนล้มคะมำกุมข้อเท้าร้องเสียงโอดโอยด้วยความเ็ป แต่มันก็ยังพยายามฝืนลุกขึ้นด้วยขาอีกข้างอวิ๋นเซ่อก็ซัดก้อนหินขนาดเท่านิ้วหัวแม่มือเข้าใส่ข้อเท้าอีกข้างมันอย่างต่อเนื่องสร้างความเ็ปจนคนยากฝืนลุกเดินขึ้นมาได้อีก
เฉินจือหานรีบส่งสายตาอันตื่นกลัวคละเคล้าแววความอ้อนวอนไปที่ซินเหยียน
“ปล่อยข้าไป เ้าอยากได้อะไรข้าจะให้แก่เ้าทั้งหมด"
ซินเหยียนแย้มยิ้มน้อยๆ แล้วกล่าว“สิ่งที่ข้า้าคือความถูกต้อง" ก่อนนางจะโบกสะบัดมืออันขาวผ่องคราหนึ่งบนฟากฟ้าเหนือเปลวเพลิงสีแดงฉานของสองยอดยุทธ์เพลิงปราณสีแดงพลันปรากฎกลีบบุปผาสีส้มขนาดเล็กโปรยปรายลงมาเป็จำนวนมากเพียงกลีบเล็กๆ หนึ่งกลีบััลงยังเพลิงปราณสีแดง เสียงการแผดเผาก็ดังกระหึ่มไปทั้งบริเวณพร้อมกับเปลวเพลิงสีแดงที่ถูกกลีบบุปผาสีส้มกลืนกินไปที่ละน้อยจนในที่สุดก็สูญสลายหายไปสร้างความแตกตื่นแก่บุรุษชุดดำทั้งสอง จนพวกมันต้องหันควับกลับไปมองดรุณีสะคราญโฉมแห่งหอนางโลมอย่างมิอาจเชื่อสายตา
“นะนี่มัน เคล็ดวิชา มายาบุปผาโปรยปราย!”
“มะมะไม่จริงน่า นะนะนางคือ หนึ่งในเจ็ดยอดบุปผางามแห่งปฐี‘บุปผามายา’ มะมือปราบลำดับหก ซินเหยียน!”
ทุกผู้ต่างได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าทั้งได้รับฟังเสียงของบุรุษชุดดำอย่างแจ่มชัด ผู้ที่ยังมิทราบถึงตัวตนที่แท้จริงของนางต่างก็ปากอ้าตาค้างด้วยความตื่นตะลึงเช่นเดียวกับอวิ๋นเซ่อและเฉินจือหานใครจะไปคาดคิดว่าสตรีหอคณิกานางหนึ่งแท้จริงจะเป็ถึงมือปราบติดลำดับแห่งราชวงศ์หลิงเป็หนึ่งในหกศิษย์สายตรงของท่านราชครูผู้ยิ่งใหญ่ ทั้งยังเป็สตรีที่ถูกยกให้เป็หนึ่งในเจ็ดยอดบุปผางามที่มีดีทั้งพลังฝีมือแลรูปโฉมในผืนปฐีแห่งนี้
ใครจะคาดคิดว่านามซินเหยียนของสตรีนางโลมผู้นี้ซึ่งเป็นามที่มีเกลื่อนกราดทั่วปฐีแท้จริงกลับเป็นามของตัวตนบุคคลชั้นสูง
อวิ๋นเซ่อจ้องมองซินเหยียนด้วยความตื่นตะลึงก่อนคนจะได้เข้าใจถึงจุดประสงค์ทั้งหมดที่นางกระทำในคืนวันนั้น ในเมื่อนางคือมือปราบเช่นนั้นนางก็ต้องไปปราบปรามความอยุติธรรมตอนนี้อวิ๋นเซ่อนับว่าได้กระจ่างแจ้งในคำถามที่มันมีต่อนางแล้ว อีกทั้งดูเหมือนว่าอู๋เฉาหยุนจะกลับกลายจากร้ายเป็ดีและตัวตนของอู๋เฉาหยุนก็ออกจะไม่ธรรมดาเลยแม้แต่น้อย
“นี่ข้าเอาตัวมาพัวพันเื่ยุ่งยากถึงเพียงนี้"
อวิ๋นเซ่อพึมพำขึ้นกับตนเอง พร้อมจ้องมองเพลิงปราณสีส้มอันขุ่นมัวที่ลุกโชนขึ้นบนกลีบบุปผาเข้าแผดเผาสองยอดยุทธ์เพลิงปราณสีแดงจนมอดไหม้เหลือเพียงเถ้าธุลีสีดำที่ร่วงโรยลงมา
“หวาดเสียว หวาดเสียว ข้ามิน่าไปตอแยสตรีผู้นี้เลยจริงๆ"
เมื่อสิ้นสองยอดยุทธ์เพลิงปราณสีแดง เหล่าทหารม้าเกราะทองก็ได้ตั้งหลักอีกครั้งทั้งยังได้เหล่าสตรีจากหอนางโลมที่ฝีมือเข้าช่วยคร่ากุมเหล่าคนของเฉินจือหานที่หลบหนีเป็พัลวัลสุดท้ายเหตุการณ์อันวุ่นวายค่อยจบลง เฉินจือหานและคนของมันต่างถูกจับกุมจนหมดสิ้น และได้ถูกนำตัวไปคุมขังที่คุกแห่งค่ายทหารวังหลวงเพื่อรอการสอบสวนไปถึงตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมด!
เื่ราวราชโองการและโทษฐานการกบฎต่อแผ่นดินของของเฉินจือหานได้ถูกแพร่กระจายไปทั่วเมืองฉานตงและเมืองใกล้เคียงราวไฟลามทุ่งการที่ทางการปล่อยข่าวให้แพร่สะพัดเช่นนี้ก็เพื่อเป็การข่มขู่และทำให้เห็นว่ามิควรเอาเป็เยี่ยงอย่างเพราะสุดท้ายแล้วไม่มีใครได้ดีจากการประพฤติชั่วทั้งสิ้น
ภายใต้ข่าวคราวที่อื้อฉาวก็ยังมีข่าวที่เป็มงคลอยู่บ้างนั่นคือข่าวคราวการคืนกลับสู่ตำแหน่งนายทหารของอู๋เฉาหยุนที่สร้างเสียงฮือฮาแก่ผู้คนมิน้อยใครจะคาดคิดว่าบุรุษขี้เมาแห่งเมืองฉานตงที่มีดีแค่เมาอาละวาดไปวันๆ จะมีเื้ัเป็ถึงนายทหารแห่งราชวงศ์หลิงผู้มีอนาคตไกลเช่นนี้และการกลับคืนสู่ตำแหน่งนี้เอง ทำให้ที่หอคณิกาหมื่นบุปผาได้มีงานเลี้ยงฉลองใหญ่ขึ้นให้แก่นายทหารผู้ยึดมั่นในความเที่ยงธรรมเหล่าสหายที่เป็ทหารร่วมรุ่นของมัน รวมถึงแม่ทัพ นายกองที่ชื่นชมในความห้าวหาญแลเก่งกาจของมันก็ต่างมาร่วมแสดงความยินดีอย่างเนืองแน่นจริงอยู่ที่งานนี้จัดขึ้นเพื่อฉลองให้แก่อู๋เฉาหยุน ทว่าตัวเอกของงานอย่างอู๋เฉาหยุนกลับมิได้รื่นระเริงยินดีกับงานที่เหล่าสหายจัดให้ซักเท่าใดนักมันจึงหลบมุมมายืนถือจอกสุราพูดคุยกับบุรุษคล้ายสตรีอย่างเคร่งเครียดที่ระเบียงชั้นสามของหอคณิกาหมื่นบุปผานี้แทน
อู๋เฉาหยุนกระดกดื่มสุราในจอก แล้วกล่าววาจา
“ข้ามิคิดว่าคนอย่างเฉินจือหานจะทำอะไรที่สลับซับซ้อนขนาดนั้นได้ด้วยตัวคนเดียวและข้าก็ไม่คิดว่าการส่งอาวุธชั้นเลิศไปที่ชนเผ่านอกแผ่นดินใหญ่จะเป็เพียงเพื่อการแลกเปลี่ยนค้าขายเท่านั้น"
บุรุษคล้ายสตรียังยืนนิ่งเงียบ ส่วนอู๋เฉาหยุนยังกล่าวสืบต่อ“ชนเผ่าด้านนอกฟ้าเมตตาให้มันมีแร่อัญมณีชั้นเลิศราคาสูง มีค่ามีราคาในแผ่นดินใหญ่แต่ฟ้าก็มิได้เมตตาให้มันมีแร่โลหะหรือทรัพยากรชั้นดี รวมถึงสติปัญญาที่เพียงพอต่อการหล่อหลอมก่อสร้างอาวุธชั้นเลิศ…..มีของดีก็ส่วนหนึ่ง ไร้ซึ่งทรัพยากรชั้นดีก็ส่วนหนึ่ง แต่สิ่งที่น่าวิตกกังวลมากที่สุดของพวกมันคือทรัพยากรในด้านจำนวนคนซึ่งนับวันก็ดูจะเพิ่มพูนขึ้นอย่างมหาศาล หากวันหนึ่งมีชนเผ่าใดชนเผ่าหนึ่งรวบรวมแผ่นดินชนเผ่าได้เป็หนึ่งเดียวรวมถึงได้อาวุธชั้นเลิศที่ใช้ฟันแทงเหล่าผู้มีพลังลมปราณสูงกว่าจากผู้มีสติปัญญาและทรัพยากรกองทัพพวกมันจะยิ่งใหญ่เกรียงไกรเพียงไหน และถ้าหากคิดเล่นๆ ว่าใครในแผ่นดินใหญ่คิดหยิบยืมกองกำลังหรือแลกเปลี่ยนผลประโยชน์เพื่อยึดครอง........”
บุรุษคล้ายสตรีกล่าววาจาตัดบท
“เ้าควรระวังปาก สิ่งใดที่ยังไม่แน่ชัดก็ให้สงบปากสงบคำเอาไว้เพราะวาจามักนำพาหายนะมาสู่ตนเสมอ เ้าก็น่าจะเข้าใจดี”
“ข้าเป็ทหารมีหน้าที่รักษาปกป้องผืนแผ่นดินหากมีสิ่งใดรุกรานหรือเป็ภัยก็ต้องระวังตัวเป็พิเศษ”
“มิใช่ว่าเ้าจะเอาเื่ความแค้นมาปนกับเื่งาน"
“แม้ข้าจะโกรธแค้นเฉินจือหานที่ทำลายครอบครัวข้าแต่ว่ามันตอนนี้นับได้ว่ารับผลกรรมที่หนักอยู่ นี่ก็พอชะล้างความแค้นในจิตใจข้าได้บ้างแต่ทว่าคนที่อยู่ด้านหลังมันยังมิได้รับ”
“ความจริงก็คือความจริงอยู่วันยังค่ำซักวันก็ต้องปรากฏ"
“หากมันปรากฏในวันที่แผ่นดินล่มสลายเล่าข้าแม้ต้องตกตายยังมิแค้นใจเท่าเห็นแผ่นดินนี้ต้องลุกเป็ไฟ”
“เ้าคิดว่าข้าจะยินยอมให้เป็เช่นนั้นหรือ”
“ข้ารู้ เช่นนั้นเื่ที่เหลือจึงต้องฝากเ้า”
บุรุษคล้ายสตรีจ้องมองไปยังอวิ๋นเซ่อที่ตอนนี้ชายหนุ่มกำลังยืนขวางทางมือปราบลำดับหกดรุณีสะคราญโฉมนามซินเหยียนอยู่ ทุกครั้งที่มันมองอวิ๋นเซ่อเสมือนว่ามันกำลังมองเงาร่างของคนผู้นั้นซ้อนทับอยู่ก็ปานเนิ่นนานปากคนจึงพึมพำขึ้นแ่เบา
“ข้าต้องสานต่อปณิธานของมันจนสำเร็จลุล่วงอย่างแน่นอน"
กล่าวจบบุรุษคล้ายสตรีก็ก้าวเดินจากไปโดยมิหันหลังกลับไม่มีใครรู้ว่ามันจะไปยังที่ใด ไม่มีใครรู้ว่ามันมีปณิธานใดที่แบกรับในจิตใจ แต่ั์ตาอันคมวาวเป็ประกายของมันที่มองไปเบื้องหน้ามีแต่ความเด็ดเดี่ยวแน่วแน่พร้อมที่จะฝ่าฟันทุกอุปสรรคเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของตน หรือแท้จริงอาจเป็เป้าหมายของผู้อื่น
เสียงสังสรรเฮฮาดังคละเคล้าไปกับเสียงมโหรีที่ขับกล่อมเหล่านายทหารสหายของอู๋เฉาหยุนได้มาลากเอาตัวของอู๋เฉาหยุนไปร่วมวงร่ำสุราและนารีอีกครั้งผู้อื่นต่างสนุกเฮฮาทว่าอวิ๋นเซ่อกลับหลบออกมายืนขวางทางอยู่เบื้องหน้าซินเหยียน
ซินเหยียนยกยิ้มอย่างซุกซน“หรือเ้า้ามาอ้อนวอนขอข้าตบแต่ง แม้ข้าจะชื่นชอบในตัวเ้า แต่ข้ายังมิพร้อมออกเรือนหรอกนะ”
อวิ๋นเซ่อมีสีหน้าจริงจัง “ข้า้าให้ท่านช่วย"
“ข้าขอปฏิเสธ”
“ท่านยังมิฟังคำถาม"
“ทุกผู้ล้วน้าให้ข้าช่วย และข้าขอตอบว่าไม่มีทางอาจารย์ไม่รับศิษย์ทางลัด หากไม่มีโชคชะตาต่อกันต่อให้เ้าเลิศภพมาจากไหนก็ยากที่จะทำให้ท่านเหลียวแลยิ่งเ้าสามัญธรรมดาไร้พร์ถึงเพียงนี้ยิ่งยากที่จะผ่านการทดสอบ"
“ไม่มีทางใดเลยหรือ”
“หมดดูน้อย ข้าขอแนะนำเ้าด้วยความหวังดีสิ่งที่เ้ามีอยู่ตอนนี้คือสิ่งที่จะนำพาอันตรายมาสู่เ้า จงอย่าได้แสดงมันออกมาอีกหรือแพร่งพรายที่ไหนจงใช้ชีวิตอย่างปกติสุขเถอะ เ้ายังโชคดีที่เ้าเจอพวกข้าก่อน หากเป็ศิษย์ยานุศิษย์ขององค์เทพอัคคีป่านนี้เ้ามีอีกสิบชีวิตก็มิอาจรักษาได้"
“ทำไม?”
“เหตุผลบางประการมิจำเป็ต้องรับรู้จะประเสริฐที่สุดแต่ที่สำคัญนั้นจงอย่าใช้มันหรือลืมสิ่งที่เ้ารับรู้มาได้จะยิ่งดี”
“ถ้าข้าไม่ใช้มันข้าจะใช้สิ่งใดป้องกันตัวเล่าเพลิงปราณข้าก็ไม่รู้จัก หรือท่านจะสอนข้า"
“ข้ายังมีภารกิจมากมายนัก หากมีวาสนาพวกเราอาจมีโอกาสได้พบกันอีกแต่จงอย่าลืมคำเตือนของข้าซะละ เื่บางเื่ เหตุการณ์บางเหตุการณ์ หรือคนบางคนถ้าลืมได้ก็ลืมให้หมดหากเ้ายังไม่แข็งแกร่งพอ”
เสียงสุดท้ายมาพร้อมกับร่างกายที่เลือนหายไปอวิ๋นเซ่อได้แต่ยืนมองเงาร่างของนางจากไป ในหัวก็ครุ่นคิดว่าเหตุใดคนเหล่านี้ดูเหมือนรู้จักกับบุรุษพิการที่ตกทอดทั้งพลังและอาวุธให้แก่ตนนักทั้งยังคอยกำชับมิให้ตนแสดงพลังธรรมชาติเหล่านี้รวมถึงมิให้กล่าวถึงตัวตนของมันผู้นั้นบุรุษพิการเป็ใคร มีความสำคัญใดกับปฐีแห่งนี้ หรือทั้งหมดจะเกี่ยวข้องกับปณิธานสุดท้ายที่มันมอบให้กับตน
“หรือว่าเราพาตัวเองมาพัวพันกับเื่ที่ไม่ควรยุ่งอีกแล้วความแค้นของตนก็ยังไม่เห็นหนทาง ยังจะต้องมาพัวพันเื่ยุ่งยากกับความแค้นของผู้อื่นอีกหรือ…..ท่านราชครูเอ๋ย ทำอย่างไรข้ากับท่านจึงจะได้มีวาสนาต่อกัน หรือในปฐีแห่งนี้ยังมีที่ใดอีกที่สามารถตอบสนองต่อปณิธานของข้ามากกว่าการเป็มือปราบติดลำดับได้”
ในหัวของอวิ๋นเซ่อบังเกิดความคิดที่สับสนปนเปกันไปมายากจับใจความสุดท้ายจึงได้คิดถึงคำพูดประโยคหนึ่งก่อนจากลาของซินเหยียนที่ว่า เื่บางเื่เหตุการณ์บางเหตุการณ์ หรือคนบางคน ถ้าลืมได้ก็ลืมให้หมดหากเ้ายังไม่แข็งแกร่งพอ
อวิ๋นเซ่อกำหมัดแน่น ไม่ว่าจะโลกแห่งนี้หรือโลกแห่งความฝันสิ่งที่จะทำให้คนอยู่รอดปลอดภัยหรือจะทำอะไรก็ได้ดั่งใจคิด นั่นก็คือมันผู้นั้นต้องแข็งแกร่งกว่าทุกผู้นี่คือสัจธรรมความเป็จริง เช่นนั้นชายหนุ่มจึงตัดสินใจว่าจนกว่ามันจะไปถึงจุดนั้นมันจะต้องปกปิดตัวตนของพลังธรรมชาติและบุรุษพิการลึกลับผู้นั้นไว้ ความตั้งใจหรือปณิธานของใครก็ต้องหยุดไว้ก่อนสิ่งสำคัญประการแรกที่ต้องกระทำคือการไขว่คว้าหาพลังที่แข็งแกร่งและเป็ไปตามครรลองของโลกแห่งนี้โดยผู้เดียวที่จะทำให้มันไปถึงจุดนั้นได้ มันเฝ้าครุ่นคิดแล้วก็ยังมองไม่เห็นใคร นอกเสียจากท่านราชครูผู้ยิ่งใหญ่แห่งราชวง์หลิงเพียงผู้เดียว
“ข้าจะต้องแข็งแกร่ง ข้าจะต้องแก้แค้นและคงมีแต่ท่านที่จะช่วยข้าได้”