# ตอนที่ 7
## อย่าไปไหนนะ
ตะกร้าไม้เตี้ยอยู่ในมือซ้าย เชือกเส้นสั้นพาดอยู่ที่ข้อมือขวา แต่ลูคัสยังยืนค้างตรงประตูหลังนานกว่าที่ควรเป็สำหรับงานที่จะออกไปดูไม้ข้างบ้านแค่ครู่เดียว
ของจำเป็ในบ้านร่อยหรอลงทุกวัน เสบียงที่แบกมาจากเมืองใกล้หมด ฟืนแห้งเหลือไม่พออีกหลายคืน ผ้าสะอาดกับภาชนะตื้นที่เหมาะกับแอชก็ควรมีเพิ่ม และถ้าไม่เริ่มคัดไม้แถวโรงนาไว้เสียแต่ตอนนี้ งานซ่อมเล็กๆ ในบ้านก็จะผัดไปไม่รู้จบ
เขาไม่ได้คิดจะออกั้แ่ลืมตา เขารอจนป้อนอาหารเช้า อุ่นน้ำ จัดรัง เติมฟืน เลื่อนเก้าอี้บังลม และปล่อยให้แอชขดตัวลงหลังอิ่มเหมือนทุกวันเสียก่อน แต่พอทุกอย่างพร้อมจริง เขากลับยังไม่ก้าวออกจากประตูอยู่ดี
เ้าตัวเล็กยังนอนหมอบอยู่ในรังผ้าข้างเตาผิง ปลายหางซุกใต้ตัว แต่ดวงตาไม่ได้ปิดสนิท มันมองเขาแทบทุกครั้งที่เขาขยับ เหมือนการเห็นว่าเขายังอยู่ตรงนั้นสำคัญพอๆ กับไฟในเตา
"ฉันจะออกไปดูไม้ข้างหลังบ้านหน่อย"
เขาพูดกับมันตามปกติ ในใจไม่ได้คิดว่านี่เป็เื่ที่ต้องอธิบายละเอียดมากนัก เพราะคำว่า "หน่อย" ในความหมายของผู้ใหญ่กับชีวิตที่เพิ่งลืมตาดูโลกได้ไม่กี่วัน มักไม่เท่ากันอยู่แล้ว
แอชเงยหน้าขึ้นเมื่อได้ยินเสียงเขา
ดวงตาสีเข้มจับจ้องอยู่ที่หน้าเขา
จากนั้นลูกัก็กะพริบตาช้าๆ และเริ่มซุกเท้าหน้าเข้าหาตัวเหมือนคิดว่าคงได้หลับต่อ
ลูคัสยิ้ม
"เดี๋ยวกลับมา"
เพื่อความแน่ใจ เขาจัดรังของแอชให้กระชับขึ้นอีกนิด เติมฟืนในเตาผิงให้เปลวไฟนิ่งพออยู่ได้สักพัก วางถ้วยน้ำตื้นไว้ในระยะที่ลูกัเอื้อมถึง แล้วดึงเก้าอี้มาไว้ใกล้รังอย่างที่เคย เพื่อให้มุมนี้ยังรู้สึกเหมือนมีอะไรคอยกั้นลมและโลกภายนอกไว้
เท่านั้นยังไม่พอ เขาเอาผ้าขี้ริ้วผืนเล็กผืนเดิมที่แอชชอบคาบมาวางไว้ตรงขอบรังด้านใน วางเศษไม้เรียบชิ้นหนึ่งไว้ใกล้ๆ เผื่อให้มันมีอะไรให้ดันเล่นเวลาเขาไม่อยู่ แล้วค่อยลากโต๊ะเตี้ยมาใกล้ขึ้นอีกนิดให้ดูเหมือนกำแพงเตี้ยๆ กั้นไว้อีกชั้นหนึ่ง
ในท้ายที่สุด เขาย่อตัวลงจนหน้าอยู่ระดับเดียวกับรังอีกครั้ง
"ฉันไปหลังบ้าน"
คราวนี้เขาพูดช้ากว่าเดิม และชี้นิ้วไปทางประตูหลังแม้ไม่แน่ใจว่าแอชจะตามมองหรือไม่
"เดี๋ยวกลับมา"
"อยู่ตรงนี้ก่อน"
แอชมองหน้าเขา
มองนิ้วที่ชี้ไปทางประตู
แล้วก็มองกลับมาที่เขาอีกครั้ง
ลูคัสไม่รู้ว่ามันรับรู้ได้มากแค่ไหน เขาจึงลูบเหนือหัวมันเบาๆ ปิดท้ายเหมือนทุกครั้ง แล้วค่อยลุกขึ้น
เ้าตัวเล็กเพียงดันหัวเข้าหานิ้วเขาเมื่อเขาลูบเหนือสันหัวอีกครั้ง แล้วหลุบตาลงครึ่งหนึ่งในท่าที่คุ้นเคย
"ไม่นาน"
ลูคัสย้ำโดยไม่ได้คิดมาก
จากนั้นจึงหยิบตะกร้าไม้เตี้ยๆ กับเชือกเส้นหนึ่ง เดินออกทางประตูหลังไปยังลานแคบด้านหลังครัว
อากาศข้างนอกสดและเย็นกว่าวันแรกที่เขามาถึง กลิ่นดินชื้นลอยขึ้นจากพื้นหญ้าที่เพิ่งแห้งหมอก ส่วนยอดไม้ไกลๆ รับแสงขาวบางของเช้าไว้จนดูเบากว่าปกติ ฟาร์มร้างทั้งผืนเงียบอยู่ก็จริง แต่ไม่เงียบอึดอัดเหมือนวันแรกอีกแล้ว
ลูคัสกวาดตามองแนวรั้วหลังบ้าน กองไม้ใกล้โรงนา และเศษฟืนเก่าที่ผุจนใช้ไม่ได้ เขาเริ่มคัดไม้ทีละท่อน เลือกชิ้นที่ยังตรงพอซ่อมกรอบหน้าต่างหรือทำชั้นเล็กๆ ในครัวได้ พร้อมรวบกิ่งแห้งขนาดพอดีสำหรับเตาผิงใส่ตะกร้าไปด้วย
เพราะเมื่อเริ่มทำงานจริง เวลาผ่านไปไวกว่าที่คิดอย่างเงียบๆ เขาต้องลองยกไม้ทีละชิ้น ดูรอยผุ ดูความชื้น ดูว่ามีปลวกหรือไม่ เสียงกิ่งแห้งหักกับไม้ถูกย้ายพาดกันเบาๆ กลบความคิดเื่เวลาไปทีละน้อย
ระหว่างนั้น เขาเผลอคิดถึงงานที่จะทำต่อ
ชั้นเล็กในครัว
ตะขอแขวนผ้า
ที่กั้นลมเพิ่มใกล้รังแอช
บางทีอาจทำลังตื้นอีกใบเผื่อเก็บผ้าสะอาดกับของใช้มันไว้ต่างหาก
ความคิดเหล่านี้เรียงตัวง่ายและสงบอย่างน่าประหลาด จนลูคัสเกือบจะเผลอรู้สึกว่าชีวิตหลังาแเก่าๆ ในใจอาจซ่อมกลับได้เหมือนหน้าต่างเก่าๆ หากลงมือทีละชิ้นอย่างอดทนพอ
แล้วเขาก็ได้ยินเสียง
ตอนแรกแ่มาก
บางจนเกือบถูกลมพัดกลืน
ลูคัสชะงัก มือที่กำลังยกไม้ค้างอยู่กลางอากาศ
เขาเงยหน้า ฟังอีกครั้ง
ไม่มี
มีเพียงลมเบากับเสียงยอดหญ้าเสียดกัน
เขาจึงก้มลงทำต่อ แต่ยังไม่ทันพ้นอึดใจ เสียงนั้นก็ดังขึ้นอีก คราวนี้ชัดกว่าเดิม
ครางแหลมสั้นๆ
แตกปลายด้วยความตื่น
มันไม่ได้ดังมาจากป่า
ไม่ได้ดังจากรั้ว
แต่มาจากตัวบ้าน
ลูคัสปล่อยไม้ในมือทันที
ใจเขาหายวาบลงไปถึงท้องก่อนสมองจะตามทันว่าเสียงนั้นคืออะไร
แอช
เขาก้าวเร็วขึ้นก่อน จากนั้นจึงกลายเป็วิ่งเกือบเต็มฝีเท้าผ่านลานหลังบ้าน พอใกล้ประตู เขาก็ได้ยินชัดขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่เสียงครางธรรมดา แต่เป็เสียงร้องสั้นๆ ถี่ๆ ที่เขายังไม่เคยได้ยินจากแอชมาก่อน
ไม่ใช่หิว
ไม่ใช่งอแง
ไม่ใช่จาม
ลูคัสผลักประตูครัวเข้าไปเกือบแรงเกินจำเป็ เสียงบานไม้กระแทกดังลั่น
ในห้องโถง แอชไม่ได้อยู่ในรังแล้ว
ลูกัตัวจิ๋วอยู่กลางพื้นไม้ห่างออกมาหลายก้าวจากเตาผิง ปีกสองข้างกางค้างอย่างไร้แรงควบคุม หัวส่ายไปมาเร็วเกินตัว ดวงตาเบิกกว้างจนสีเข้มแทบกลืนแสงทั้งหมด มันกำลังหมุนหาต้นเสียงทุกทิศอย่างตื่นตระหนก และทุกครั้งที่ไม่พบสิ่งที่้า เสียงร้องสั้นๆ นั้นก็จะหลุดออกมาอีก
รอบตัวมันมีร่องรอยการพยายามอย่างชัดเจน
รังผ้าถูกรื้อกระจาย
ชามน้ำตื้นเอียงจนหกเลอะผ้านิดหน่อย
เก้าอี้ข้างรังถูกชนจนขยับ
เหมือนมันพยายามตามหาบางอย่างไปทั่วมุมเตาผิงด้วยร่างกายเล็กเกินจะไปได้ไกล
ลูคัสไม่ทันคิดอะไรทั้งนั้น
"แอช"
เพียงแค่ได้ยินชื่อของตัวเองออกจากปากเขา ลูกัก็หันขวับทั้งตัวเร็วเกินจังหวะ ปีกสั่น หัวเงยสูง แล้วมันก็พุ่งมา
ถ้าจะเรียกว่าพุ่ง ก็คือใช้แรงทั้งหมดที่มีไถตัวข้ามพื้นไม้จนเกือบลื่นล้มสองครั้ง แต่ก็ยังไม่หยุด จนกระทั่งมาถึงปลายรองเท้าเขา
ลูคัสย่อตัวลงแทบพร้อมกัน
แอชปีนขึ้นมือเขาโดยไม่เหลือท่าทีลังเลแม้แต่นิดเดียว มันแทบจะข่วนผ้าเสื้อเขาขณะไต่ขึ้นอก ร่างเล็กสั่นจนเขารู้สึกได้ผ่านแขน ปลายหางฟาดไร้จังหวะ และเสียงในลำคอยังหลุดออกมาเป็จังหวะสั้นๆ แบบที่ฟังแล้วเจ็บไปทั้งใจ
"โอเค"
ลูคัสช้อนมันขึ้นแนบอกทันที
"โอเค ฉันอยู่นี่"
แอชไม่สงบลงในทันที
ตรงกันข้าม มันยิ่งซุกแรงขึ้น เหมือนพยายามมุดผ่านผ้าเสื้อกับิัเขาเข้าไปให้ลึกที่สุดเท่าที่จะทำได้ ขาหน้าเล็กทั้งสองข้างเกาะเสื้อเขาแน่นเกินกำลัง ปีกบางๆ เสียดกับอกเขาเป็จังหวะสั่น และลมหายใจร้อนนิดๆ ก็ถี่จนแทบไม่ทัน
ลูคัสประคองสันหลังมันด้วยมือข้างหนึ่ง อีกข้างลูบเหนือหัวช้าๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
"ขอโทษ"
เขาพูดทั้งที่ยังไม่แน่ใจว่าควรพูดกับเด็กเพิ่งเกิดแบบนี้ไหม
"ฉันอยู่นี่"
"ไม่เป็ไรแล้ว"
แต่แอชยังไม่ยอมปล่อย
มันซุกหน้าเข้า่คอเสื้อเขาแน่นขึ้นอีก เหมือนแค่กอดยังไม่พอ ต้องมั่นใจทั้งจากกลิ่น จากความอุ่น และจากจังหวะหัวใจของเขาว่าเขากลับมาแล้วจริงๆ
ลูคัสยืนค้างอยู่กลางห้องโถง ปล่อยให้ตะกร้าไม้กับเชือกในมืออีกข้างตกลงข้างประตูโดยไม่สนใจ เขาแค่ยืนประคองน้ำหนักเล็กๆ ที่กำลังสั่นอยู่แนบอก พยายามปรับลมหายใจตัวเองให้ช้าลงเพื่อให้อีกฝ่ายจับได้ว่าทุกอย่างกำลังนิ่งลง
เวลาผ่านไปเท่าไรเขาไม่รู้
อาจไม่นาน
แต่อยู่ใน่ที่ยาวพอให้แอชค่อยๆ หยุดส่งเสียงร้องถี่
ก่อนจะเหลือเพียงเสียงครางต่ำสั้นๆ เป็ระยะ ทุกครั้งที่เขาเผลอขยับตัวคล้ายจะเดินห่างจากประตูมุมหนึ่งไปอีกมุมหนึ่ง มันจะเกาะเสื้อเขาแน่นขึ้นทันทีเหมือนเตือนว่าอย่าทำอย่างนั้นอีก
ลูคัสพามันกลับไปนั่งใกล้เตาผิงช้าๆ แล้วนั่งลงบนเก้าอี้โดยยังไม่ปล่อยให้ห่างจากตัวเลยแม้แต่นิด
แอชอยู่บนอกเขา
ไม่ใช่ในรัง
ไม่ใช่บนตัก
และไม่ใช่ในมือ
ลูคัสหลับตาลงชั่ววินาทีหนึ่ง
ภาพบางอย่างจากอดีตแล่นกลับขึ้นมาเอง
กรงโลหะ
กลิ่นยา
แววตาของสัตว์วิเศษที่ถูกย้ายจากคอกหนึ่งไปอีกคอกหนึ่งโดยไม่มีใครอธิบาย
เสียงที่เกิดขึ้นเมื่อพวกมันตื่นมาในที่แปลกๆ แล้วไม่เจอสิ่งเดียวที่เคยไว้ใจ
เขาพยายามไม่คิดถึงเื่พวกนั้นมานานแล้ว
แต่ความสั่นของแอชบนอกเขาดึงมันกลับมาทั้งหมดในวินาทีเดียว
"ฉันรู้"
คำพูดหลุดออกมาเบากว่าที่ตั้งใจ
แอชขยับหูเล็กๆ ตรง่คอเสื้อเขา เหมือนได้ยิน
ลูคัสลืมตาอีกครั้ง มองกองรังที่ถูกรื้อจนยุ่ง ชามน้ำเอียง และพื้นไม้เส้นทางสั้นๆ ที่ลูกัตัวเล็กพยายามไถตัวตามหาเขาจากมุมเตาผิงมาจนถึงกลางห้อง
ภาพนั้นทำให้เขารู้สึกผิดขึ้นมาจริงๆ
ไม่ใช่เพราะออกไปหลังบ้านไม่กี่นาที
แต่เพราะเขาลืมคิดว่าคำว่า "เดี๋ยวกลับมา" ย่อมไม่มีความหมายอะไรสำหรับเด็กที่เพิ่งรู้จักโลกผ่านมือเขาได้ไม่กี่วัน
ลูคัสถอนหายใจยาวช้าๆ แล้วเริ่มลูบหัวแอชเป็จังหวะเดิม
หนึ่ง
สอง
พัก
หนึ่ง
สอง
พัก
ไม่นาน ความสั่นใต้มือเขาก็ค่อยๆ เบาลงอีก
แอชยังไม่ยอมเงยหน้า
ยังไม่ยอมปล่อยกรงเล็บจากเสื้อ
แต่แรงเกาะเปลี่ยนจากตื่นตระหนกเป็แน่นแบบกันหายแทน
ลูคัสปล่อยให้เงียบนั้นอยู่กับทั้งคู่อยู่พักใหญ่ ก่อนจะพูดขึ้นเบาๆ โดยไม่แน่ใจนักว่ามันจะเข้าใจมากน้อยแค่ไหน
"ฉันแค่ออกไปหลังบ้าน"
เขาหยุด
ประโยคนั้นฟังกลวงั้แ่ยังไม่จบ
จึงส่ายหัวเล็กน้อยกับตัวเอง แล้วลองใหม่
"ฉันคิดว่ามันแป๊บเดียว"
"แต่สำหรับนายคงไม่ใช่"
แอชขยับน้อยๆ เหมือนตอบรับเพียงส่วนที่เป็น้ำเสียง
ลูคัสมองมันนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง
เขาอยากพูดว่าฉันจะไม่ไปไหนเลย
อยากพูดว่าไม่ต้องกลัวแล้ว
อยากพูดสัญญาใหญ่ๆ ที่ทำให้เ้าตัวเล็กบนอกสบายใจทันที
แต่เขาไม่ใช่คนพูดอะไรที่ตัวเองไม่แน่ใจว่าจะทำได้จริง
บ้านยังต้องซ่อม
เสบียงยังต้องหา
วันหนึ่งเขาย่อมต้องออกจากห้อง ออกจากบ้าน หรืออาจออกจากฟาร์มไปหมู่บ้านด้วยซ้ำ
เขาไม่สามารถสัญญาแบบไร้ขอบเขตได้
ความจริงข้อนั้นไม่ใจดี แต่จำเป็
ลูคัสจึงเลือกสิ่งที่ทำได้แทน
เขาใช้นิ้วเกลี่ยตรงโคนเขาเล็กๆ ของแอชอย่างเบาที่สุด แล้วพูดช้าๆ ชัดๆ
"ฟังนะ"
ลูกัขยับนิดหนึ่ง แต่ยังซุกอยู่เหมือนเดิม
"ฉันอาจต้องออกไปทำงานบ้าง"
"อาจต้องไปเอาฟืน ไปดูรั้ว หรือไปหาของกิน"
เขาหยุดให้ถ้อยคำแต่ละคำวางตัวลงก่อนพูดต่อ
"แต่ฉันจะบอกนายก่อนทุกครั้ง"
กรงเล็บเล็กๆ บนเสื้อเขาเกร็งขึ้นนิดหนึ่ง
ลูคัสลูบซ้ำช้าๆ
"ฉันจะไม่หายไปเฉยๆ"
คราวนี้แอชเงยหน้าขึ้นช้าๆ เป็ครั้งแรกหลังเขากลับมา
ดวงตาสีเข้มยังชื้นความตื่นอยู่ แต่ไม่ลนลานเท่าเมื่อครู่แล้ว มันมองหน้าเขาตรงๆ เหมือนพยายามทำความเข้าใจกับน้ำเสียง มากกว่าคำพูด
ลูคัสมองกลับโดยไม่หลบ
"ฉันจะบอกก่อน"
"ทุกครั้ง"
คำสัญญานั้นไม่ใช่คำใหญ่โต
แต่หนักแน่นในแบบที่เขาให้ได้จริง
แอชนิ่งอยู่สองอึดใจ ก่อนค่อยๆ ดันหัวมาชนใต้คางเขาเบาๆ แล้วซุกกลับลงมาใหม่ แรงเกาะเสื้อยังไม่คลายทั้งหมด แต่ไม่บีบแน่นอย่างตื่นกลัวอีกแล้ว
ลูคัสผ่อนลมหายใจออกเงียบๆ
บางทีนี่อาจเป็การตอบรับ
หรืออย่างน้อยก็เป็การยอมให้ความสั่นเริ่มผ่านไป
เขาไม่รีบขยับ
ไม่รีบวางแอชกลับรัง
ไม่รีบเก็บของจากประตู
เพียงนั่งอยู่ตรงนั้น ปล่อยให้ความสงบค่อยๆ กลับคืนทีละน้อยในจังหวะที่ลูกัรับไหว
กว่าที่แอชจะยอมคลายกรงเล็บออกจากเสื้อเขาจริงๆ ก็ผ่านไปนานพอสมควร ลูคัสค่อยๆ เลื่อนมือรองใต้ท้องมัน เปลี่ยนจากอกมาสู่ตักอย่างระวังที่สุด แอชเงยหน้าตามทุกการขยับ ราวกับต้องแน่ใจตลอดเวลาว่านี่ไม่ใช่จังหวะที่เขาจะเดินหายไปอีก
"ยังอยู่"
ลูคัสพูดทุกครั้งที่ขยับ
"ยังอยู่ตรงนี้"
"ไม่ไปไหนตอนนี้"
คำว่า "ตอนนี้" อาจเป็รายละเอียดเล็กมาก แต่เขาเลือกใช้มันเพราะไม่อยากโกหกทั้งตัวเองและแอช
และแปลกดีที่แม้จะไม่ได้เป็คำสัญญาใหญ่โต มันกลับทำให้น้ำเสียงของเขาจริงกว่าเดิม
เมื่อในที่สุดแอชยอมลงไปนอนบนตักเขาได้ ลูคัสก็เอื้อมมือหยิบผ้าห่มผืนบางมาคลุมหลังให้ มันยังไม่ยอมลงรังเอง จึงได้แต่นอนกึ่งซุกกึ่งเฝ้าอยู่ตรงนั้น ดวงตาไม่หลับเต็มที่ คอยมองหน้าเขาเป็ระยะทุกครั้งที่เขาเอนตัวหรือขยับไหล่
ลูคัสใช้เวลา่สายที่เหลืออยู่ใกล้เตาผิงแทนการออกไปไหน เขาเก็บไม้ที่หอบกลับมาไว้ข้างประตูหลัง เผื่อบ่ายหรือพรุ่งนี้ค่อยจัดต่อ ส่วนตะกร้าก็ถูกวางไว้ใต้โต๊ะโดยไม่ต้องคิดซ้ำ
งานข้างนอกเลื่อนได้
อย่างน้อยวันนี้ก็เลื่อนได้
เพราะสิ่งสำคัญกว่าในตอนนี้ คือทำให้ลูกับนตักเชื่ออีกครั้งว่าโลกจะไม่หายไปทุกครั้งที่มันเผลอหลับ
ลูคัสนึกแล้วจึงหยิบสมุดบันทึกมาเปิด เผื่อว่าการเขียนเงียบๆ คงไม่ทำให้แอชตื่นกลัวเหมือนการลุกขึ้นเดิน เขาจดสั้นๆ ไว้ด้วยลายมือเรียบเป็ระเบียบ
ตื่นตระหนกหนักเมื่อไม่เห็นฉันในระยะมอง
รื้อรังและพยายามตามหา
ตอบสนองต่อคำพูด "ฉันอยู่นี่" อย่างชัดเจน
ยังรับการแยกห่างไม่ได้ แม้เพียง่สั้น
ใต้บรรทัดเ่าั้ เขาหยุดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเขียนต่อช้ากว่าเดิม
สำหรับแอช ตอนนี้บ้านยังหมายถึงฉัน มากกว่าสถานที่
ลูคัสอ่านบรรทัดนั้นซ้ำอีกครั้ง
มันตรงเกินไป
ตรงจนทำให้บางอย่างในอกเขานิ่งลงอย่างไม่อาจเลี่ยง
เขาไม่ได้อยากเป็ที่พึ่งของใครอีกง่ายๆ
ไม่ได้อยากให้ชีวิตตัวเองกลับไปผูกกับความอยู่รอดของสิ่งมีชีวิตอื่นในระดับนี้อีก
แต่แอชไม่ได้ถามว่าเขาพร้อมไหม
มันแค่เลือกเขา
แล้วก็มอบความไว้ใจทั้งหมดที่มีให้อย่างไม่เหลืออะไรสำรอง
ลูคัสปิดสมุดลงเบาๆ ไม่ใช่เพราะไม่อยากคิดต่อ แต่เพราะคิดต่อไปตอนนี้คงไม่มีประโยชน์กว่าการอยู่ตรงนี้เงียบๆ กับสิ่งมีชีวิตบนตัก
หลังจากนั้นเขาไม่ได้รีบปล่อยให้วันเดินต่อทันที
ตรงกันข้าม ลูคัสตัดสินใจลองทำสิ่งที่ตัวเองเพิ่งสัญญาไว้แบบง่ายที่สุดในทันที เขาวางสมุดลง ชี้ไปทางโต๊ะเตี้ยห่างจากเก้าอี้ไม่ถึงสองก้าว แล้วพูดให้ชัดช้าๆ
"ฉันจะเอาผ้า"
แอชเงยหน้าขึ้นมาทันที
ลูคัสจึงลูบหัวมันหนึ่งครั้ง ก่อนค่อยๆ เอื้อมตัวไปหยิบผ้าผืนบางจากโต๊ะเตี้ย แล้วกลับมานั่งในจุดเดิมโดยไม่ปล่อยให้เวลาว่างเปล่านานเกินไป
แอชยังมองอยู่
แต่ไม่ร้อง
ไม่ปีนขึ้นมาเกาะเสื้อ
ลูคัสจึงพูดต่อ เหมือนกำลังสอนทั้งตัวมันและตัวเองไปพร้อมกัน
"ฉันหยิบของ"
"แล้วฉันก็กลับมา"
เขาไม่รู้ว่าคำพูดแบบนี้จะช่วยได้มากแค่ไหน แต่เมื่อเห็นแอชผ่อนหางลงทีละน้อย เขาก็รู้ว่ามันมีความหมายบางอย่างแน่
ครั้งถัดมา เขาลองลุกขึ้นยืนข้างเก้าอี้เพียงชั่วอึดใจ
"ฉันยืนตรงนี้"
แอชตึงขึ้นอีกครั้ง แต่ยังไม่ถึงกับตื่นตระหนก
ลูคัสจึงนั่งกลับลงทันที
"โอเค"
"แค่นี้ก่อน"
เขาไม่ได้คิดจะฝืนให้มากกว่านี้ในวันเดียว เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเช้ายังสดเกินไป การพยายามพิสูจน์อะไรเร็วเกินไปคงมีแต่ทำให้เ้าตัวเล็กกลับไปกลัวหนักกว่าเดิม
ดังนั้นทั้งคู่จึงอยู่กับการซ้อมแบบเล็กมากอยู่พักหนึ่ง
ลูคัสบอกก่อนจะเอื้อม
บอกก่อนจะลุก
บอกก่อนจะหันไปเปิดลิ้นชักโต๊ะ
แล้วก็กลับมาในจังหวะที่แอชยังรับไหว
ทุกครั้งหลังเขากลับมา ลูคัสจะวางนิ้วไว้ใกล้ๆ ให้แอชแตะ
ทุกครั้งที่แตะ เขาจะพูดคำเดิม
"ฉันอยู่นี่"
มันไม่ใช่เวทมนตร์
ไม่ใช่วิธีแก้ที่ทำให้ความกลัวหายไปทันที
แต่เป็สะพานเล็กๆ ที่ทั้งคู่กำลังค่อยๆ ต่อขึ้นมาทีละแผ่น ระหว่างความตื่นตระหนกกับความไว้ใจ
ใน่หนึ่ง แอชถึงกับลองปล่อยให้เขาเดินไปถึงโต๊ะเตี้ยได้โดยไม่ส่งเสียงร้อง มันนั่งตัวตึงอยู่บนผ้าห่ม ดวงตาตามเขาไม่กะพริบ แต่เพียงแค่ลมหายใจเร็วขึ้นเล็กน้อยเท่านั้น
พอลูคัสหันกลับมาหาแล้วพูดว่า "ฉันกลับมาแล้ว" เ้าตัวเล็กก็ถอนหายใจออกแรงๆ เหมือนตัวเองเพิ่งผ่านเื่หนักมาครั้งหนึ่ง
ลูคัสย่อตัวลง ขำไม่ออกแต่ยิ้มอ่อนๆ ได้
"เก่งมาก"
"นายเก่งมากแล้ว"
แอชดันหัวเข้ามาแตะนิ้วเขาทันที
สำหรับคนอื่น มันอาจเป็ก้าวเล็กจนแทบมองไม่เห็น
แต่สำหรับเด็กตัวหนึ่งที่เพิ่งรู้จักโลกไม่นาน และเพิ่งค้นพบว่าคนที่เป็ทั้งบ้านทั้งโลกของมันหายไปได้จริง ก้าวเล็กแค่นี้ก็ใหญ่พอแล้ว
ลูคัสมองมันอยู่ครู่หนึ่ง แล้วนึกขึ้นอย่างเงียบๆ ว่าการเลี้ยงดูอาจไม่ใช่เื่การทำให้ไม่กลัวเลย
แต่มันอาจเป็การอยู่ข้างๆ จนอีกฝ่ายเชื่อว่า ต่อให้กลัวขึ้นมา ก็ยังมีคนกลับมาเสมอ
ความคิดนั้นพาให้เขาลองอีกครั้งในระยะที่ไกลขึ้นเพียงนิดเดียว
คราวนี้เขาชี้ไปทางประตูครัวที่ห่างออกไปไม่กี่ก้าว
"ฉันจะไปตรงนั้น"
แอชเงยหน้าขึ้นทันที ปีกบางตึงนิดหนึ่งตามสัญชาตญาณ
ลูคัสจึงพูดต่อโดยไม่ปล่อยให้เงียบนานเกินไป
"แล้วฉันจะกลับมา"
เขาลุกขึ้นช้าๆ เดินไปเพียงถึงกรอบประตู ไม่หายพ้นสายตา ไม่เร่ง ไม่หยุดนาน แล้วหันกลับมาตามสัญญา
แอชยังอยู่ที่เดิม
ตัวตึง
ดวงตาจับอยู่ที่เขา
แต่ไม่ร้อง
ลูคัสเดินกลับมา ย่อตัวลงตรงหน้า แล้ววางนิ้วไว้ข้างเท้าหน้ามันเหมือนให้เครื่องหมายว่ารอบนี้จบแล้ว
แอชแตะนิ้วเขาทันที จากนั้นจึงค่อยๆ คลายไหล่ออกทีละน้อย
ลูคัสเผลอหัวเราะเบาๆ ครั้งหนึ่งด้วยความโล่งใจ
"เห็นไหม"
"ฉันกลับมา"
เ้าตัวเล็กเอนหัวมาซบปลายนิ้วเขาอีกนิด เหมือนกำลังเก็บบทเรียนนี้เข้าที่เข้าทางในแบบของตัวเอง
ลูคัสจึงยกมือลูบหัวมันช้าๆ เป็รางวัล
บางทีวันพรุ่งนี้มันอาจยังกลัวอีก
วันถัดไปอาจยังร้องตามเมื่อเขาลุก
และกว่าจะทำให้คำว่า "เดี๋ยวกลับมา" มีความหมายจริงสำหรับแอช อาจต้องใช้เวลาอีกมาก
แต่ตอนนี้ อย่างน้อยที่สุด พวกเขามีวิธีเริ่มต้นแล้ว
ไม่ใช่ด้วยการฝืน
ไม่ใช่ด้วยการปล่อยให้ร้องจนชิน
แต่ด้วยการบอกก่อน
กลับมาตามคำ
และทำซ้ำจนหัวใจเล็กๆ ตัวหนึ่งค่อยๆ เชื่อเองว่า การหายไปชั่วคราวไม่เท่ากับการถูกทิ้ง
ลูคัสเอนหลังพิงเก้าอี้ช้าๆ ปล่อยให้บ่ายคลี่ตัวลงรอบห้องโถงอย่างเงียบงัน มือหนึ่งยังวางอยู่ใกล้แอชตามเดิม ส่วนอีกมือแตะขอบโต๊ะเบาๆ เหมือนย้ำกับตัวเองว่าจากนี้ไป เื่เล็กแค่ไหนก็อาจกลายเป็เื่ใหญ่ได้ ถ้าหัวใจของอีกฝ่ายยังเล็กขนาดนี้
แอชซบอยู่กับนิ้วเขาอีกครู่หนึ่ง ก่อนค่อยๆ หลับตาลงทีละน้อย
ครั้งนี้มันยังหายใจลึกไม่เท่าตอนหลับสนิทจริง
ยังมีจังหวะเผลอขยับหูทุกครั้งที่ลูคัสเอนตัว
แต่ก็สงบกว่าเช้ามาก
ลูคัสมองอยู่เงียบๆ แล้วพูดคำเดิมอีกครั้ง ทั้งที่รู้ว่าเ้าตัวเล็กอาจกำลังเคลิ้มจนไม่เข้าใจถ้อยคำแล้ว
"ถ้าฉันจะไปไหน"
"ฉันจะบอกนายก่อน"
เขาไม่ได้พูดเพื่อทบทวนให้แอชคนเดียว
เขาพูดเพื่อผูกตัวเองไว้กับคำนี้ด้วย
เพราะั้แ่วินาทีที่ลูกัตื่นขึ้นมาแล้วร้องหาเขาจนสุดแรง ลูคัสก็รู้แล้วว่า ต่อให้บ้านหลังนี้ยังเต็มไปด้วยปริศนาและงานค้างมากเพียงใด สิ่งแรกที่เขาต้องเรียนรู้ให้ดี ไม่ใช่แค่การเลี้ยงั
แต่คือการไม่ทำให้ชีวิตเล็กๆ ที่เลือกไว้ใจเขา ต้องเรียกหาอยู่ตามลำพังอีก
่บ่ายใกล้มาเยือนทีละน้อย แสงผ่านหน้าต่างอุ่นขึ้นอีกระดับ ลมด้านนอกเบาลงจนได้ยินแม้เสียงนกเกาะรั้วไกลๆ ลูคัสเห็นว่าแอชเริ่มผ่อนแรงลงเรื่อยๆ จากการตื่นตระหนกเมื่อเช้า จึงลองขยับอย่างระมัดระวังที่สุด เขาเอื้อมมือไปหยิบชามน้ำมาวางใกล้ตัก แล้วแตะนิ้วจุ่มให้มันเลียตามได้โดยไม่ต้องลุก
แอชยอมดื่มนิดหน่อย
ยอมกินเนื้ออุ่นจากปลายนิ้วอีกสองสามคำ
แต่ตลอดเวลานั้น ถ้าเขาขยับตัวห่างเกินไปเพียงคืบเดียว ดวงตาสีเข้มจะเงยขึ้นมาทันทีราวกับมีเส้นด้ายบางๆ ผูกอยู่ระหว่างกัน
ลูคัสจึงพูดทุกครั้ง
"ฉันเอาน้ำ"
"ฉันหยิบผ้า"
"ฉันยังอยู่"
และทุกครั้งหลังคำเ่าั้ แอชจะยอมคลายท่าทางตึงลงทีละนิด
มันไม่ใช่การแก้ปัญหาในวันเดียว
แต่เป็จุดเริ่มต้น
่เวลาหนึ่งใกล้บ่าย ลูคัสลุกไปเปิดหน้าต่างบานข้างเตาผิงเพียงรอยแคบเพื่อให้ลมอากาศใหม่เข้า โดยก่อนลุกเขาพูดชัดเจน
"ฉันจะไปที่หน้าต่าง"
"อยู่ตรงนี้"
แอชนั่งอยู่บนผ้าห่มบนตักเขาเมื่อครู่ พอมันได้ยินก็เงยหน้าตามการขยับอย่างระวัง แต่ไม่ร้อง ไม่พุ่งตาม และไม่ตื่นตระหนกแบบเช้าอีก
ลูคัสเปิดหน้าต่างเพียงนิดเดียว แสงเทาบางสาดเข้ามาพร้อมลมอ่อน เขาหันกลับมามองเพื่อเช็กแอชทันที และในจังหวะนั้นเอง สายตาเขาก็เลยผ่านแนวรั้วหน้าบ้านไปไกลกว่านั้นชั่วครู่
มีเงาคน
ไกลมาก
เป็เพียงเงาตั้งสีเข้มเลือนๆ อยู่ในหมอกตรงแนวรั้วด้านหน้า ราวกับใครบางคนยืนมองมาทางบ้านอยู่ก่อนแล้ว
ลูคัสชะงัก
เขาก้าวเข้าใกล้หน้าต่างโดยไม่รู้ตัวอีกนิด แต่พอหมอกขยับผ่าน เงานั้นก็หายไป
ไม่มีเสียงฝีเท้า
ไม่มีการเคลื่อนไหวของรั้ว
มีเพียงลมกับความว่างเปล่าตรงที่เดิม
ลูคัสยืนมองอยู่อึดใจ
เงาที่เห็นอาจเป็เพียงต้นไม้บิดเบี้ยวในหมอก
อาจเป็คนจริง
อาจเป็ใครสักคนที่เคยมาดูฟาร์มนี้ก่อนหน้าเขา
หรืออาจเป็ชาวบ้านที่เริ่มสังเกตเห็นควันจากปล่องไฟแล้ว
ความคิดเ่าั้เพิ่งเริ่มรวมตัว แต่เสียงครางเบาๆ ด้านหลังทำให้เขาหันกลับทันที
แอชนั่งตัวตึงขึ้นมองมาจากเก้าอี้ ท่าทางยังไม่ถึงกับกลัว แต่ก็ชัดว่าเริ่มไม่พอใจที่เขาเงียบไปนานเกินสองสามจังหวะ
ลูคัสจึงกลับไปหาในทันที
"ฉันอยู่นี่"
พอได้ยิน แอชก็ผ่อนตัวลงอีกครั้ง
ลูคัสช้อนมันขึ้นมาตามเคย แล้วปล่อยให้ตัวเองมองผ่านหน้าต่างไปยังแนวรั้วอีกครั้งจากมุมใหม่
ไม่มีใครแล้ว
อย่างน้อยตอนนี้ก็ไม่มี
เขาปิดหน้าต่างลงเพียงครึ่งหนึ่งให้ลมยังเข้าได้ แล้วกลับมานั่งที่เดิมพร้อมแอชในอ้อมแขน
ภาพเงาคนนั้นยังติดอยู่ในใจ
แต่ไม่หนักพอจะกลบเสียงหายใจเบาๆ ของลูกับนอกเขา
ปริศนาภายนอกเริ่มขยับเข้ามาก็จริง
แต่ปัญหาที่อยู่ในอ้อมแขนเขาตอนนี้สำคัญกว่ามาก
ลูคัสลูบหัวแอชช้าๆ อีกครั้ง
"จำไว้นะ"
เขาพูดกับมันเบาๆ ท่ามกลางห้องที่กลับมานิ่งแล้ว
"ถ้าฉันจะไปไหน"
"ฉันจะบอกนายก่อน"
แอชซุกหน้าเข้า่อกเขาอีกนิด
ลูคัสปล่อยให้ความเงียบอุ่นนั้นโอบทั้งคู่อีกครั้ง
ข้างนอก หุบเขาเมฆายังคงกว้างและเต็มไปด้วยหมอกบาง
ข้างใน แอชไม่ขยับหนีอีก
ปลายเล็บเล็กๆ ของมันเกี่ยวเสื้อเขาไว้หลวมๆ แล้วค่อยๆ คลายลงตามจังหวะหายใจ