ค่ายกลรวบรวมลมปราณระดับสูงสามารถรวบรวมพลังปราณได้สิบเท่าถูกสร้างขึ้นแล้วเย่เทียนสามารถทุ่มเทฝึกฝนได้อย่างเต็มที่แล้วในขณะนี้ ความเร็วในการบ่มเพาะของเขาจะเพิ่มขึ้นถึงห้าเท่า!
เดิมทีความเร็วในการบ่มเพาะในค่ายกลรวบรวมลมปราณระดับกลางเพิ่มความเร็วขึ้นได้เพียงสามเท่าเท่านั้นในตอนนั้น การบ่มเพาะหนึ่งเดือนจะสามารถเพิ่มพละกำลังของเขาได้เก้าช้าง แต่ตอนนี้ ด้วยค่ายกลรวบรวมลมปราณระดับสูงภายใน 1 เดือน เขาจะสามารถเพิ่มพละกำลังได้ถึงสิบห้าช้าง!
พลัง 15 ช้างต่อเดือนคืออะไร?
“ภายในหนึ่งเดือนเราจะสามารถก้าวไปสู่ขีดจำกัดของระดับปรมาจารย์และมีคุณสมบัติที่จะทะลวงเข้าสู่ระดับราชาได้!” เย่เทียนพึมพำกับตัวเอง
ดังนั้นเย่เทียนจึงย้ายสถานที่ฝึกฝนไปยังห้องลับใต้ดินแห่งนี้
เขาไม่ได้บอกเย่หยูเกี่ยวกับห้องลับนี้เย่เทียนตั้งใจจะบอกเย่หยูก่อนที่เขาจะออกจากฐานทะเลมาร เพราะตอนนี้ค่ายกลรวบรวมลมปราณระดับกลางก็เพียงพอสำหรับเธอแล้วเธอเป็นนักรบผู้เชี่ยวชาญ การบ่มเพาะพลังเร็วเกินไปไม่ใช่เรื่องดี เธอควรฝึกฝนอย่างช้าๆและค่อยๆ ทำให้รากฐานมั่นคง
ด้วยการเพิ่มความเร็วในการบ่มเพาะถึงห้าเท่าเย่เทียนจึงทุ่มเทฝึกฝนอย่างบ้าคลั่ง
เยว่หลิงได้มาหาเย่เทียนในระหว่างที่เขากำลังฝึกฝนทั้งคู่พูดคุยกันเพียงไม่กี่คำ และเมื่อเยว่หลิงรู้ว่าเย่เทียนกำลังจะเดินทางไปยังฐานทัพจงไห่เธอก็เกิดความรู้สึกอิจฉาอยู่ลึกๆ
สำหรับเธอแล้ว เธอสามารถเป็นได้แค่ชนชั้นสูงของฐานทะเลมารไปตลอดชีวิตเท่านั้นหากโชคดี เธอก็จะสามารถก้าวไปสู่ระดับราชาได้ แต่หากโชคไม่ดีแล้วละก็ ทั้งชีวิตของเธอจะติดอยู่ในระดับปรมาจารย์ขั้นสูงสุด
นี่คือจุดจบของเธอ และยังเป็นจุดจบของอัจฉริยะมากมายในฐานทะเลมารด้วย
เย่เทียนรู้สึกหมดหนทาง แต่เขาก็ไม่ได้มีความคิดที่จะช่วยเหลืออะไรเธอ
สำหรับเย่เทียนแล้ว การที่จะพยายามช่วยเย่หยูยกระดับพรสวรรค์นั้นก็เป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญอยู่แล้วอีกทั้งเยว่หลิงก็เป็นคนนอก เธอไม่สามารถเทียบได้กับเย่หยูที่เป็นน้องสาวของเขา
แม้ว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาจะค่อนข้างดีแต่พวกเขาก็เป็นแค่เพื่อนกันเท่านั้น
“บางที การอยู่อย่างสงบสุขในฐานทะเลมารน่าจะเหมาะกับเธอมากกว่า!”
เย่เทียนคิดเช่นนี้
ฐานทัพระดับสุดยอดนั้นอาจจะไม่ปลอดภัยไม่แน่ว่าการต่อสู้แข่งขันที่นั่นอาจจะโหดร้ายกว่าที่นี่มาก บางทีมันอาจถึงขั้นที่ต้องแลกด้วยความตาย
เยว่หลิงไม่เหมาะกับฐานทัพระดับสุดยอดแม้ว่าพรสวรรค์ของเธอจะเลื่อนเป็นระดับหลุดพ้นแล้ว เธอก็ไม่สามารถจะเป็นราชาที่แข็งแกร่งได้หากโชคดี เธออาจจะได้ไปอยู่ในฐานทัพระดับสุดยอด
แต่ถ้าเธอไม่แข็งแกร่งพอ เธอก็ไม่จำเป็นต้องฝืนทำให้ตัวเองลำบาก
การที่เย่เทียนกระตือรือร้นที่จะเดินทางไปยังฐานทัพระดับสุดยอดก็เพราะเขามีความสามารถในการคัดลอกพรสวรรค์มิฉะนั้นเขาคงไม่รีบร้อนเช่นนี้
40 วันผ่านไป
เย่เทียนเก็บตัวฝึกฝนเป็นเวลา40 วันแล้วนอกจากการกินและนอน เขาก็หมกตัวอยู่ในห้องลับใต้ดินตลอดเวลา
และวันนี้
เขาก็บรรลุถึงขีดจำกัดของระดับปรมาจารย์แล้ว
“พละกำลังทางกายภาพ100 ช้าง แม้ว่าเราจะมีรากฐานที่สมบูรณ์แบบ แต่นี่ก็เป็นขีดจำกัดของร่างกายแล้วเว้นเสียแต่ว่าเราจะทำลายคอขวดและเลื่อนเป็นระดับราชา”
“ระดับปรมาจารย์ฝึกฝนเส้นลมปราณส่วนระดับราชานั้นจะฝึกจุดชีพจร ร่างกายมนุษย์มีจุดชีพจรหลักอยู่ 365 จุด ถ้าเปิดจุดชีพจรหลัก 365 จุดได้ก็สามารถเข้าสู่จุดสูงสุดของระดับราชาซึ่งจะมีพละกำลังถึง 10,000 ช้าง แต่ขั้นตอนนี่นั้นยากเย็นแสนเข็ญ!”
นี่คือสิ่งที่เย่เทียนรู้มาจากราชาจวี้เฟิง
ในความเป็นจริง การทะลวงจุดชีพจรหลัก365 จุดนั้นยากเกินไประดับราชาจำนวนมากสามารถทะลวงจุดชีพจรได้เพียง 300 จุดเท่านั้นและไม่สามารถทะลวงจุดต่อไปได้ ซึ่งมันไม่ได้เป็นเพียงเพราะพรสวรรค์ไม่ดีพอเท่านั้นแต่ยังเป็นเพราะทรัพยากรด้วย
การทะลวงจุดชีพจรแต่ละจุดต้องใช้ทรัพยากรมหาศาลแม้จะฝึกฝนจนครบอายุขัยก็ยากที่จะไปถึงขีดจำกัดของระดับราชาได้ ในฐานทะเลมารจึงมีเพียงหยุนเมิ่งหลีคนเดียวที่บรรลุถึงระดับราชาขั้นสูงสุดได้
ซึ่งเป็นเพราะเขาได้รับการสนับสนุนจากตระกูลหยุนที่เป็นตระกูลใหญ่อันดับหนึ่งของทะเลมารและเขาได้ใช้ทรัพยากรส่วนใหญ่ของตระกูลหยุนเพื่อเลื่อนเป็นระดับราชาขั้นสูงสุด แต่เขาก็ยังใช้เวลาไปเกือบหกถึงเจ็ดสิบปี
แล้วผู้ฝึกยุทธ์ระดับราชาทั่วไปจะมีทรัพยากรมากมายขนาดนั้นได้อย่างไรกัน?
ตามความเข้าใจของเย่เทียนยอดฝีมือระดับราชาในฐานทะเลมารเปิดจุดชีพจรได้เพียงสองร้อยจุดเท่านั้น ระดับราชาที่ทะลวงจุดชีพจรได้สามร้อยจุดมีไม่ถึงห้าคนส่วนราชาเยว่หลิงเป็นระดับราชาที่อ่อนแอที่สุด เขาเพิ่งทะลวงจุดชีพจรได้เพียงแค่สามจุดเท่านั้นหากไม่ใช่เพราะเขาได้รับหญ้าวิญญาณเพลิงในครั้งก่อน ทำให้เขามีพรสวรรค์ด้านเปลวเพลิงระดับรองไม่เช่นนั้นในตอนนี้เขาคงเป็นหนึ่งในผู้ฝึกยุทธ์ระดับราชาที่อ่อนแอที่สุดในฐานทะเลมาร
ถ้าเย่เทียนยังคงอยู่ในฐานทัพทะเลมารแม้ว่าจะมีห้องฝึกฝนที่มีค่ายกลรวบรวมลมปราณระดับสูงและมีพรสวรรค์ระดับดารา เขาก็ไม่สามารถเลื่อนขั้นเป็นระดับราชาขั้นสูงได้ภายใน10 ปี ซึ่งมันเป็นสิ่งที่เขาไม่สามารถทนได้
“ตอนนี้เรามาถึงขีดจำกัดของระดับปรมาจารย์แล้วเหลือเพียงแค่ต้องทะลวงจุดชีพจรเพื่อเลื่อนขั้นเป็นระดับราชา จุดที่สำคัญที่สุดในการทะลวงจุดชีพจรคือการเหนี่ยวนำพลังปราณในเส้นลมปราณทะลวงจุดชีพจรเพื่อเปิดพื้นที่จุดชีพจรนั้นๆจุดชีพจรของมนุษย์นั้นถูกปิดกั้นอยู่ทั่วร่างจึงจำเป็นต้องทะลวงเพื่อเปิดมัน เหตุผลที่ผู้มีพรสวรรค์ในการบ่มเพาะระดับสูงสุดยากที่จะเลื่อนขั้นเป็นระดับราชาก็เพราะว่าพวกเขายากที่จะทะลวงจุดชีพจรได้อัตราความสำเร็จต่ำเกินไป และถ้าเปิดจุดชีพจรล้มเหลว รากฐานของพวกเขาจะถูกทำลายจนไม่สามารถเข้าสู่ระดับราชาได้อีก!”เย่เทียนครุ่นคิด
เขาไม่กังวลว่าการทะลวงจุดชีพจรของเขาจะล้มเหลวสักนิดเขาเพียงแค่ใช้วิชากายาโลหิตม่วงเหนี่ยวนำลมปราณภายในร่างเข้าทะลวงจุดชีพจร
“วิชาชีพจรโลหิตม่วง!”
นี่คือเทคนิคการบ่มเพาะที่บันทึกไว้ในวิชากายาโลหิตม่วง
เย่เทียนนั่งขัดสมาธิและดื่มเลือดสัตว์อสูรระดับราชาไปเป็นจำนวนมากจากนั้นเขาก็จดจ่ออยู่กับร่างกายของเขาและเริ่มโคจรวิชาชีพจรโลหิตม่วง
ทันใดนั้น พลังปราณปฐมฟ้าดินจำนวนมากก็ไหลเข้าสู่ร่างกายของเย่เทียน
เลือดสัตว์อสูรระดับราชาและปราณปฐมแห่งฟ้าดินกลายเป็นพลังปราณบริสุทธิ์เมื่อเคล็ดวิชาชีพจรโลหิตม่วงเริ่มทะลวงจุดชีพจรหยุนเหมินซึ่งนี่เป็นจุดชีพจรแรกที่วิชาชีพจรโลหิตม่วงจะต้องทะลวงเปิด
ตูม!!!!
หลังจากทะลวงไม่กี่ครั้ง จุดหยุนเหมินก็ถูกเปิดออกและเริ่มขยายใหญ่ขึ้นอย่างช้าๆจนกลายเป็นพื้นที่จุดชีพจร
พื้นที่จุดชีพจรในตอนแรกไม่ใหญ่มากนักแต่ด้วยการที่เย่เทียนปรับแต่งพื้นที่จุดชีพจรอย่างต่อเนื่อง พื้นที่จุดชีพจรก็เริ่มมีความเสถียรมากขึ้น
......
ตั้งแต่กระบวนการทะลวงจุดชีพจรจนถึงการทำให้จุดชีพจรมีความเสถียรต้องใช้เวลาหลายวันเย่เทียนไม่กินหรือดื่มเป็นเวลาหลายวันและใช้เวลาไปกับการปรับแต่งพื้นที่จุดชีพจรอย่างต่อเนื่อง
สำหรับเขาที่กำลังจะก้าวเข้าสู่ระดับราชาการไม่กินหรือดื่มเป็นเวลาหนึ่งเดือนก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร แม้แต่การไม่กินหรือดื่มเป็นเวลาหนึ่งปีก็เพียงแค่ทำให้รู้สึกไม่ค่อยสบายใจเท่านั้นถึงอย่างไรเมื่อมาถึงระดับนี้ได้ พลังงานในร่างกายก็จะสามารถใช้พลังปราณทดแทนได้ เพียงแต่ว่าคนเรานั้นไม่ใช่สิ่งของยังคงต้องกินอะไรบ้าง นี่เป็นความเคยชินอย่างหนึ่ง
สามวันผ่านไป
จุดชีพจรหยุนเหมินของเย่เทียนถูกเปิดขึ้นอย่างสมบูรณ์พลังปราณในร่างกายของเขาเริ่มไหลเข้าสู่จุดชีพจรหยุนเหมิน และค่อยๆ เติมเต็มมัน
พลังปราณของระดับราชาไม่เพียงแต่ถูกเก็บไว้ในจุดตันเถียนเท่านั้นแต่ยังสามารถเก็บไว้ในจุดชีพจรได้ ดังนั้นพลังปราณระดับราชาจึงมากกว่าระดับปรมาจารย์นับสิบเท่าพวกเขาแทบจะไม่มีสถานการณ์ที่พลังปราณในร่างหมดลง เว้นเสียแต่ว่าจะเป็นการต่อสู้ที่ยาวนาน
ด้วยเหตุนี้ การต่อสู้ระดับราชาจึงยาวนานกว่าปรมาจารย์มาก
หลังจากจุดหยุนเหมินเต็มไปด้วยพลังปราณจุดชีพจรแรกของเย่เทียนก็เสร็จสมบูรณ์แล้ว ในตอนนั้นเอง การเปลี่ยนแปลงก็เริ่มต้นขึ้น!
ตูม!!!!
พลังปราณที่ไม่อาจนับได้ไหลทะลักเข้าสู่ร่างกายของเย่เทียนและเริ่มขัดเกลาทุกส่วนของร่างกาย ทําให้ร่างกายของเขาวิวัฒนาการไปสู่ระดับราชา ตลอดกระบวนการนี้เย่เทียนสามารถรู้สึกถึงส่วนต่างๆของร่างกายที่กำลังวิวัฒนาการ มันเป็นการวิวัฒนาการของชีวิต
การเพิ่มพลังไม่ใช่เรื่องหลักแต่พลังชีวิตในร่างกายของเขานั้นกลับเพิ่มขึ้นอย่างบ้าคลั่ง
ภายใต้สถานการณ์ปกติ ปรมาจารย์สามารถมีชีวิตยืนยาวได้200 ปี และระดับราชาสามารถมีชีวิตอยู่ได้500 ปี แต่เย่เทียนมีรากฐานที่สมบูรณ์แบบ และในตอนที่เขาเข้าสู้ขอบเขตปรมาจารย์เขาก็มีอายุขัยถึง 300 ปีแล้ว
ตอนนี้เขาอยู่ในระดับราชาแล้วอายุขัยของเขาย่อมมากกว่า 500 ปีอย่างแน่นอน