ใกล้วันปักปิ่นแล้ว จวนตระกูลหยวนต่างวุ่นวายกับการจัดเตรียมงานพิธีการปักปิ่นของคุณหนูทั้งสอง แม้จะไม่ใช่งานที่ยิ่งใหญ่ระดับเมือง แต่สำหรับห้าตระกูลย่อมถือว่าเป็หน้าเป็ตาไม่น้อย
คุณหนูใหญ่จื่อฮวาได้รับมอบหมายจากผู้เป็บิดา ให้ช่วยดูแลเื่การแต่งกายและปิ่นที่ใช้ในวันงานแก่คุณหนูแฝดทั้งสอง
เสมือนทำหน้าที่แทนผู้เป็มารดาที่จากไปแล้ว ซึ่งนางเองก็เต็มใจเป็อย่างยิ่งที่จะช่วยน้องสาวทั้งสอง
ทว่าเสี่ยวจูตัวอ้วนกลมกลับนั่งนิ่ง ไม่ร่าเริงสดใส เสี่ยวจูตัวน้อยที่ยามนี้มานั่งกับนายท่านหยวนอยู่ในห้องโถงของเรือน กลับสงบเสงี่ยมเกินทน ผู้อื่นเห็นจึงตั้งข้อสังเกต แต่มิกล้าถามออกไป
จื่อิ เป็อันใดไปหรือ หืม เหตุใดนั่งนิ่งเพียงนี้ มือหนาที่ค่อนข้างหยาบจากการทำการเกษตรมาค่อนชีวิต แตะไปยังหน้าผากของหลานชายตัวน้อย
นายน้อยอาจจะป่วย ต้องตามหมอหรือไม่เ้าค่ะ นายท่าน แม่นมของคุณหนูใหญ่จื่อฮวาที่บัดนี้ผันตัวมาเป็พี่เลี้ยงของนายน้อยของจวนเอ่ยขึ้นมาอย่างกังวล
‘ไม่ เขามิได้ป่วย’ สีหน้าอ่านยากปรากฎขึ้นมา ทว่าก็ไม่สามารถบอกผู้อื่นออกไปได้
‘ใช่แล้ว ข้าหยวนจื่อิผู้นี้มิได้ป่วย แต่กำลังเครียดต่างหาก หากท่านอาทั้งสองปักปิ่น ย่อมต้องถึงเวลาออกเรือน เช่นนั้นก็จะมีผู้แย่งสองสตรีงามของข้าไปนะสิ’
หยวนจื่อิ ไม่ได้ระลึกชาติได้ ไม่ใช่คนที่ข้ามภพมาเกิดใหม่ ไม่ใช่เทพเซียนที่ลงมาเวียนว่ายตายเกิด หากแต่เป็เด็กน้อยที่เฉลียวฉลาดมาก ในรอบหลายร้อยปีที่ถือกำเนิดขึ้นมา
เมื่อยามที่ลืมตา ก็ยังไม่เป็อันใดนัก ใครจะคาดคิดว่าแท้จริงแล้ว เขากลับมีความคิดความอ่าน ที่เติบโตเกินกว่าในเด็กวัยเดียวกันจะมีได้ ไม่ว่าจะเป็ตอนที่เขาอายุได้ 3 เดือน แล้วเผลอปล่อยหยกเนื้อดี ตกลงพื้นจนบิ่น
ยามที่ตาเฒ่าพ่อบ้านผู้นั้น มอบยกให้กับเขา แวบหนึ่งแววตาเป็ประกาย ความดูิ่ส่งไปยังมารดาของเขา
เพียงแค่คิดว่าตนเองต้องปล่อยมือ ร่างกายกลับตอบสนองได้ดีอย่างยิ่ง
แน่นอนว่า มารดาไม่สงสัย ท่านตาไม่ตำหนิ ทั้งยังส่งเสริมอยู่กลายๆ ผู้ใดบังอาจรังแกคนสกุลหยวนย่อมต้องจัดการ
และเมื่อเขาโตขึ้นเรื่อย ๆ เขาก็ พยายามทดสอบ ว่าสิ่งที่เขาคิดเป็ความจริงหรือไม่ ผลปรากฏว่าเขาสามารถรับรู้ คำพูดและการกระทำ เกินกว่าวัยได้จริงๆ
กระทั่งยังรู้อีกว่า เขาผู้นี้เกิดมาไม่มีบิดา จนมารดาผู้เป็ที่รักได้ฉายาไปว่าสตรีม่ายแห่งหยางโจว
แน่นอนว่าไม่มีใครพูดต่อหน้ามารดา ท่านน้าหรือกระทั่งท่านตา แต่เมื่อเหล่าข้ารับใช้อยู่กันตามลำพัง และคิดว่าเขาเป็เพียงเด็กทารกไร้เดียงสา จะกล่าวอันใดออกมาก็ได้ จึงจับกลุ่มนินทากัน
จึงได้ความว่า ั้แ่เขาอยู่ในท้องจนถึงยามนี้ สตรีม่าย และบุตรชายไร้บิดา ยังคงเป็เื่เล่า ในเมืองหยางโจว ทุกวันไป
“อืม นั้นสิ หรือจะตามท่านหมอกู้มาดีกันนะ” แววตาวิตกกังวลจ้องไปยังหลานชายตัวน้อย
ท่านตาคนดีของเขา ทำท่าจะเห็นด้วยกับแม่นมคนโปรด หยวนจื่อิ จึงส่งเสียงร้องออกมาคำหนึ่ง
“แอ่”
เพื่อบ่งบอกให้รู้ว่าตนเองสบายดีมิได้เป็อันใด หยวนจื่อเซี่ยมองมา จึงพยายามส่งยิ้มให้ ที่แม้จะมิเต็มใจ แต่ก็น่ารักน่าชังมากในสายตาของผู้อื่น
หากจะบอกว่าแม่นมทำหน้าที่ของตนเองได้ดีแล้ว ผู้เป็ท่านตาก็ทำหน้าที่ของตนเองได้ดีกว่า
ยามเมื่อเห็นเ้าตัวน้อยส่งยิ้มมา เพียงแวบเดียว ก็เข้าใจความหมายแล้วว่า เสี่ยวจูตัวอ้วนน้อยของตนเองสบายดี จึงได้หันไปใส่ใจในเื่ของพิธีการ ในวันปักปิ่นของบุตรสาวสองคน ที่คุยกับพ่อบ้านและแม่นมค้างอยู่ต่อ
หลังจากนั้นไม่นานนัก เ้าตัวน้อยก็เผลอหลับไปในอ้อมกอดของท่านตา ด้วยความที่ตอนนี้เป็ยามบ่ายแล้ว หยวนจื่อเซี่ยที่เห็นเช่นนั้นจึงปล่อยเด็กน้อยให้แก่แม่นม นำกลับไปพักยังเรือนของตนเอง
“เหตุใดจึงได้สลบมาเช่นนั้นกันเล่า แม่นม”
“เป็เพราะนั่งฟังเื่ราวของผู้ใหญ่มากเกินไปเ้าค่ะ ศีรษะน้อยๆ จึงเพลียไปบ้าง”
“หืม เช่นนั้นท่านนำเขาเข้าไปนอนเถิด ไว้เสร็จจากตรงนี้ ข้าจะเขาไปกล่อมเขาอีกที”
“เ้าค่ะ คุณหนู”
เปลือกตานิ่มขยับเล็กน้อย คล้ายกับ้าลืมขึ้นมาเพื่อดูว่ามารดาทำอันใด แต่สัญชาตญาณของเด็กน้อยช่างรุนแรงยิ่งนัก ยังมิสามารถควบคุมร่างกายได้เท่าที่้า ยากที่จะฝืนขึ้นมามองหน้ามารดาคนงามและท่านน้าทั้งสอง
เปลือกตาบางจึงหย่อนลงมาปิดดวงตาเอาไว้ หากแต่หูยังคงได้ยินว่ามารดาจะตามเข้ามา หัวน้อยๆ ของเขาก็เผลอคิดไปมากมายนัก
มารดาของเขา ช่างเป็สตรีที่งดงาม พูดจาอ่อนหวาน ราวกับเทพธิดาไม่ปาน ทั้งยังมีความสามารถด้านศาสตร์ทั้งสี่เป็เลิศ ท่านตาก็ร่ำรวย เป็เพราะบิดาเฮงซวยผู้นั้น ที่ทำให้มารดาของเขาต้องมีชื่อห้อยท้ายเช่นนั้น
คอยดูเถิด ข้าจะตามหาท่านและจัดการหาสามีใหม่ให้นางเสีย