ท่ามกลางความเงียบสงัด อาหญิงเรียกสติกลับมาได้ก่อน
กรีด! ร้องเสียงดังขึ้น “เหยาเอ๋อร์...”
สองสามีภรรยาพยายามช่วยบุตรรักที่คิดฆ่าตัวตายลงมา อาหญิงโอบกอดบุตรชาย ร่ำไห้ราวกับสายฝน อารองยืนอยู่เคียงข้าง ทอดถอนใจไม่หยุด
หลี่อี้เฉินมองดูญาติผู้น้องที่กําลังทําตัวไม่ถูกด้วยความเข้าใจ เื่กระอักกระอ่วนที่สุดของเด็กหนุ่มมีสามประการ ยามที่มือซ้ายหรือขวากําาลังโยกช้าๆ พ่อแม่พลันเปิดมาเห็นเข้า ขณะกําลังวิจารณ์อาจารย์ผู้หญิงว่าก้นใหญ่ กลับถูกจับได้คาหนังคาเขา เขียนนิยายเพ้อฝันแล้วถูกเอาไปประจาน ทุกอย่างล้วนน่าอับอายจนแทบจะแทรกแผ่นดินหนี
แม้ไม่ตายทางกายภาพ แต่ได้ตายทางสังคมไปแล้ว
ข้าได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี ไม่ว่าจะขบขันเพียงใดก็ไม่หัวเราะ....หลี่อี้เฉินยืนอยู่ด้านข้าง กลั้นหัวเราะจนมีเสียง “ฮี ฮี ฮี” ดังขึ้นในลําคอ
หลี่เหยาหันหน้ามา ถลึงตามองพี่ใหญ่อย่างตัดพ้อ ชี้ความผิดว่าเขากําลังยินดีในคราเคราะห์ของผู้อื่น หลี่หลิงอิน้าขอลูกกวาดจากพี่ชาย เมื่อเห็นภาพเช่นนั้นจึงไม่กล้าเอ่ยปาก หลี่เหยาสมกับเป็บัณฑิต มีความคิดเฉียบไว สามารถค้นหาวิธีรับมือได้อย่างรวดเร็ว ขายึดออก สองตาเหลือกขึ้น หมดสติไปในทันที
ภายในห้องเล็กของหลี่อี้เฉิน เขาถอดเสื้อผ้าออก แช่ตัวในอ่างอาบน้ำอ่างใหญ่ น้ำเย็นเฉียบััรูขุมขน รู้สึกปลอดโปร่งทั่วสรรพางค์กาย ร่างกายที่ฝึกยุทธ์ขั้นเก้าระดับสูงสุด สามารถทนหนาวได้เป็อย่างดี
เมื่อหลุดพ้นจากวิกฤตความตาย ในที่สุดเขาก็มีเวลาตั้งสติ ครุ่นคิดปัญหาด้านปรัชญาชีวิต
“เหตุใดจึงไม่มีความทรงจํา่ก่อนที่เ้าของร่างจะเสียชีวิตหรือหมดสติ?” หลี่อี้เฉินทราบว่าตนเองเสียชีวิตอย่างไร เชื่อว่าคงเป็เพราะพิษสุรา ทว่ากลับไม่มีความทรงจําเื่นี้ของเ้าของร่าง
ส่วนหลี่อี้เฉินที่ตายเพราะสุราเป็พิษ เกิดจากเขาได้เลื่อนขั้น ขึ้นเงินเดือน จึงดื่มมากเกินไป
หลังจากลาออกจากอาชีพตํารวจ เขาตัดสินใจเปิดกิจการของตนเอง ปีถัดมาเจอสังคมเล่นงาน ท่ามกลางความเ็ป จึงตัดสินใจเริ่มต้นจากพื้นฐาน
กลายเป็มนุษย์เงินเดือนผู้ขยันขันแข็ง
หลี่อี้เฉินได้เลื่อนขั้น หัวร่อเสียงดังก้าวออกจากประตู นัดเพื่อนหลายคนไปฉลองที่บาร์ ถึงอย่างไรชีวิตที่เหลืออยู่ก็พอจะคาดเดาได้แล้ว สามารถแบกรับหนี้ผ่อนบ้าน มีปัญญาจ่ายค่าสินสอด แต่งภรรยาให้กําเนิดบุตร...ขอแค่ข้างบ้านไม่เป็ชายชู้ เช่นนั้นก็คงมีชีวิตที่สุขสงบ
“เพียะ!”
เขาใช้ฝ่ามือตบลงบนน้ำจนแตกกระจาย กล่าวอย่างมี โทสะว่า “อุตส่าห์ได้เป็ชนชั้นกลางกับเขาแล้ว เพียงพริบตากลับถูกลดระดับอย่างรวดเร็ว ถูกเนรเทศมายังสังคมศักดินา...ไม่เคราะห์ร้าย เกินไปหรือ”
“ในบัตรเอทีเอ็มยังเหลือเงินมัดจําบ้านอยู่หกแสนเหรียญ เื่น่ารันทดที่สุดในโลกก็คือคนยังอยู่ แต่เงินทองหมดสิ้น ไม่ ไม่ใช่ ต้อง เป็คนตายแล้ว แต่เงินทองยังอยู่..."
“แล้วไปเถอะ ถือว่าเป็มรดกให้กับพ่อแม่ ไม่รู้ว่าภาษีมรดกสูงแค่ไหน...”
“ยังไม่ได้ดูจอนวิคภาคสุดท้ายเลย...ทีมฟุตบอลจีนยังไม่ได้แชมป์ รู้สึกตายตาไม่หลับ...อา เื่นี้ก็แล้วไปเถอะ”
“แย่แล้ว เหล่าภรรยาในฮาร์ดดิสก์หนึ่งร้อยยี่สิบกิกในคอม ยังไม่ทันได้ลบ...”
ถ้าคุณพ่อรู้เข้า เราคงได้ตายทางสังคมอย่างแน่นอน!
หลี่อี้เฉินหลับไปโดยไม่รู้ตัว เมื่อตื่นขึ้นมา ก็พบว่าเป็เวลาพลบค่ำแล้ว
ร่างกายแช่น้ำจนซีด นิ้วเหี่ยวย่น หลี่อี้เฉินสวมชุดแห้งสะอาด ยืนมัดผมอยู่หน้าคันฉ่อง คันฉ่องสะท้อนภาพเด็กหนุ่มคนหนึ่ง คิ้วเข้มหนา แววตาคมกล้า เพราะฝึกยุทธ์มาเป็เวลานาน จึงมีโครงหน้าแข็งกระด้าง
"แม้จะมีเสน่ห์สู้ แจ็คสัน หวัง ไม่ได้ ถึงจะด้อยกว่า หวังอี้ป๋อ แต่ก็นับว่าไม่เลวนัก...”
หลี่อี้เฉินพยักหน้าเบาๆ ที่สําคัญคือร่างกายแข็งแรงกว่าชาติก่อนหลายเท่า ถึงอย่างไรก็เป็ผู้ฝึกยุทธ์
“แต่ก็ไม่แน่ว่าจะเป็เื่ดี ข้ายินดีทะลุมิติไปยังยุคโบราณจริงๆ ที่ทุกคนล้วนมีฝีมือต่อสู้ไม่สูงมากนัก ยังดีเสียกว่า ไม่เหมือนที่แห่งนี้ มียอดฝีมือมากมาย อาจศีรษะหลุดจากบ่าได้โดยไม่ทันรู้ตัว”
โลกใบนี้นอกจากมีเผ่ามารแล้ว ยังมีผู้ฝึกวิชาต่างๆ มากมาย นอกจากผู้ฝึกยุทธ์ ยังมีผู้ใช้ทักษะ มีลัทธิหยู ลัทธิเต๋า และศาสนาพุทธ พ่อมด ผู้ใช้พิษ
หกร้อยปีก่อน ต้าฉินสถาปนาแผ่นดิน หัวหน้าสํานักซือเทียนเจี้ยนรุ่นแรก ได้จัดระดับสายต่างๆ เอาไว้
หลี่อี้เฉินอยู่ในระดับผู้ฝึกกายธาตุ เป็ระดับที่เก้าซึ่งอยู่ต่ำสุด อารองอยู่ระดับผู้ฝึกปราณอยู่ระดับที่แปด ระดับที่เจ็ดคือผู้ฝึกจิต สูงกว่า ระดับที่เจ็ดหลี่อี้เฉินก็ไม่ทราบแล้ว
แต่เื่ของผู้ใช้ทักษะของสํานักซือเทียนเจี้ยน หลี่อี้เฉินกลับทราบไม่น้อย
เป็เพราะสํานักซือเทียนเจี้ยน คือสายของผู้ใช้ทักษะของราชวงศ์ ในสายทักษะ ระดับที่เก้าคือหมอ ระดับที่แปดคือผู้สองปราณ ระดับที่เจ็ดคือนักฮวงจุ้ย ระดับที่หกคือนักเล่นแร่แปรธาตุ สูงกว่านั้น หลี่อี้เฉินก็ไม่ทราบเช่นกัน
ส่วนสายอื่นๆ หลี่อี้เฉินที่ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหลวงแต่เล็ก ย่อมทราบอย่างจํากัด
สตรีสวมชุดกระโปรงเขียวคนหนึ่งเดินผ่านประตูเข้ามา นางคือหญิงรับใช้ใกล้ชิดของอาหญิง มีชื่อว่าลวี่เอ๋อร์
“คุณชายใหญ่ นายท่านให้มาตามท่านไปรับประทานอาหาร” หางคิ้วของลวี่เอ๋อร์แฝงความยินดี ทว่าดวงตากลับฉายความเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า
นางถูกขายให้ตระกูลหลี่ั้แ่อายุสิบปี มีหน้าที่รับใช้อาหญิง เมื่อตระกูลหลี่ประสบเคราะห์ภัย บ่าวไพร่ต่างแยกย้ายกันไป นางกําลังกลัดกลุ้มถึงชีวิตในวันข้างหน้า นึกไม่ถึงว่าผ่านไปเพียงห้าวัน ตระกูลหลี่กลับพลิกฟื้นมาอีกครั้ง ได้ยินคุณหนูใหญ่เล่าว่าผลงานของคุณชายใหญ่
หญิงรับใช้งดงามหมดจดอายุสิบแปดปี ยามยืนอยู่ต่อหน้าหลี่อี้เฉิน กลับแฝงความเอียงอายอย่างเห็นได้ชัด
“เอ่อ....อย่าได้เรียกข้าว่าคุณชายใหญ่เลย” หลี่อี้เฉินมีท่ากระอักกระอ่วน
“แต่คุณชายใหญ่ก็คือคุณชายใหญ่” ลวี่เอ๋อร์กล่าวอย่างร้อนใจ
ทั้งสองคนเดินผ่านลานบ้าน เข้าสู่จวนสกุลหลี่
ลวี่เอ๋อร์ลังเลครู หนึ่งก่อนกล่าวว่า “เมื่อครู่ นายท่านกับฮูหยินมีปากเสียงกัน”
“เกิดอะไรขึ้น?” หลี่อี้เฉินเอ่ยถาม
“ดูเหมือนฮูหยิน้าทราบว่าเงินภาษีถูกสับเปลี่ยนอย่างไรเป็ฝีมือของผู้ใด แต่นายท่านตอบไม่ได้ ไปๆ มาๆ จึงมีปากเสียงกัน”
ลวี่เอ๋อร์กล่าวเบาๆ ว่า “คุณชายใหญ่คงทราบกระมัง”
ระหว่างเดินทางกลับมา หลี่อี้เฉินได้บอกเล่าต่ออารองว่า เงินภาษีมิได้ถูกปล้นชิง แต่ถูกคนสับเปลี่ยน ในเวลานั้นอาหญิงมิได้กล่าวสิ่งใด ที่แท้ยังคงจดจําอยู่ในใจ
หลี่อี้เฉินเพิ่งก้าวข้ามธรณีประตู ก็ได้ยินเสียงร้องไห้ดังลั่น เ้าตัวน้อยหลี่หลิงอิน กางแขนเล็กๆ สองข้างไปด้านหลัง โน้มตัวไปข้างหน้า แหงนศีรษะส่งคลื่นเสียงแสบหูโจมตีใส่มารดา
อารองดื่มสุราอย่างสงบ หลี่หลิงเยวี่ยก้มหน้ารับประทานอาหาร หลี่เหยาทําให้ผู้คนต่างผิดหวัง ยังไม่สามารถเรียกสติกลับมา ก้มหน้ารับประทานอาหารอย่างเงียบงัน
ท่านอาหญิงยกมือตบหน้าผาก ทําท่าราวกับปวดศีรษะ เมื่อเห็น ลวี่เอ๋อร์เข้ามา จึงรีบกล่าวว่า “พาออกไปๆ!”
หลี่อี้เฉินมองดูน้องสาวคนเล็กที่กําลังแหกปากร้องไห้ กล่าวด้วย สีหน้าอ่อนโยนว่า “เกิดอะไรขึ้น?”
“ท่านแม่หลอกลวงผู้คน ท่านแม่บอกว่าหากได้กลับบ้าน จะพาข้าไปหอจันทร์ประดับ” เ้าตัวน้อยร้องไห้โฮขึ้นอีกครั้ง “เมื่อครู่ท่านพ่อ ก็เอ่ยถึงหอจันทร์ประดับ”
หอจันทร์ประดับเป็เหลาสุรา ผู้ที่เข้าออกล้วนเป็ขุนนางใหญ่ฐานะสูงส่ง ไม่ต้อนรับชาวบ้านหรือพ่อค้าทั่วไป
เด็กโง่เขลาที่จําชื่อพี่ชายพี่สาวไม่ได้ กลับจดจําชื่อหอจันทร์ประดับได้ นั่นเป็เพราะนางเคยไปรับประทานอาหารที่นั่นครั้งหนึ่ง นั่นหมายความว่าเด็กผู้นี้มิได้โง่เขลา แต่ใช้พร์ผิดทาง
“ยามนั้นเพียงกล่าวหยอกล้อต่อเ้า....” อาหญิงถอนหายใจ
“แม้แต่เด็กน้อยยังหลอกลวง ท่านอาหญิงไม่รักษาสัจจะ” หลี่อี้เฉินกล่าวไปตามสัญชาตญาณ ทําเอาหญิงงามโกรธจนทรวงอกกระเพื่อมขึ้นลง
“พี่ใหญ่ พี่ใหญ่พาข้าไป!” เมื่อเห็นหลี่อี้เฉินใจดียอมเอ่ยปากแทนนาง เ้าตัวน้อยก็วิ่งมาหาหลี่อี้เฉินด้วยความยินดี ดึงกางเกงของเขาแล้ว ปีนขึ้นไป
หอจันทร์ประดับ ทุกคนต้องจ่ายก่อนหนึ่งตําลึงเงิน..หลี่อี้เฉินกล่าวเสียงหนักๆ ว่า “ลวี่เอ๋อร์ พานางออกไป”
เ้าตัวน้อยถูกพาออกไปแล้ว อาหญิงถีบสามีที่หนึ่ง ลอบปุ๋ยปากไปทางหลี่อี้เฉิน อารองรู้สึกเสียหน้าอยู่บ้าง มองดูบุตรชายที่กระหายในความรู้มาตลอด น่าเสียดายที่ชีวิตทางสังคมของเขาจบสิ้นแล้ว คนตายไม่อาจกล่าววาจาได้ ทําได้เพียงรับประทานอาหาร
อาหารมีรสชาติธรรมดา เป็เพราะไม่มีน้ำแกง ถึงอย่างไร ทุกคนก็เพิ่งกลับมาถึง หลี่อี้เฉินรับประทานอาหารราวกับเคี้ยวเทียนไข หันไปมองญาติผู้น้องคนงาม กล่าวเสียงแข็งว่า “หลิงเยวี่ย ไฉนจึง เอาแต่ลอบมองข้า”
ผู้ฝึกยุทธ์ ผู้ใช้ทักษะ สายนักปราชญ์ (ลัทธิหยู)
ระดับที่ 9 ผู้ฝึกกายธาตุ แพทย์ เบิกวิถี
(ต่ำสุด)
ระดับที่ 8 ผู้ฝึกปราณ นักส่องปราณ บําเพ็ญกาย
ระดับที่ 7 ผู้ฝึกญาณ นักฮวงจุ้ย ???
ระดับที่ 6 ??? นักเล่นแร่แปรธาตุ ???
ระดับที 5 ??? ??? ธรรมจรรยา
ระดับที่ 4 ??? ??? ลิขิตชะตา
ระดับอื่นนึกได้ค่อยบอกนะครับ