“พวกเ้าอย่าไปเชื่อเขา! ข้าไม่ได้ทำ!” เซียวหรันะโออกมาด้วยน้ำเสียงร้อนรน นางไม่คาดคิดว่าเจี่ยเจิ้งชูจะพูดอะไรเช่นนี้ “เขากำลังโกหก! ต้องเป็เซียวจิ่วเอ๋อร์...นางเป็คนบงการเขาแน่ๆ!”
เมื่อซูย่างได้ยินคำพูดนี้ สีหน้าของเขาก็หม่นหมองลงทันที
“ใครๆ ก็รู้ว่าถึงคุณชายเจี่ยจะโง่ แต่เขาไม่เคยโกหก เ้าต่างหากที่ต้องอธิบายความจริงให้ชัดเจน”
เขาสะบัดพัดในมือเบาๆ ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงเ็า “วันนี้ข้ามาที่นี่เพื่อแสดงความยินดีกับเ้า เื่ที่เ้าได้เลื่อนขึ้นเป็ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นห้า แต่ในเมื่อได้พบกันแล้ว ข้าก็ขอถือโอกาสบอกไว้ตรงนี้...เื่หมั้นหมายระหว่างเรา ั้แ่วันนี้เป็ต้นไปถือว่าสิ้นสุดลง”
“ไม่!!” เซียวหรันหน้าซีดเผือด นางปล่อยโฮออกมาจนน้ำตานองเต็มใบหน้า นางลุกจากเตียงอย่างทุลักทุเลก่อนจะทรุดตัวลงคุกเข่าตรงหน้าซูย่าง จับชายเสื้อของเขาไว้แน่น ลืมไปหมดสิ้นว่าสภาพตนเองในตอนนี้ไม่เหมาะสมเท่าไร
“พี่ย่าง! ข้าถูกใส่ร้าย! นี่ต้องเป็ฝีมือคนอื่นที่จงใจวางแผนเล่นงานข้า!”
ซูย่างก้มมองนางด้วยสายตาเ็า เขาใช้พัดในมือปัดมือของเซียวหรันที่จับชายเสื้อเขาออก ก่อนจะพูดเสียงเรียบแต่แฝงความเย้ยหยัน
“ถ้าอย่างนั้นเ้าก็ลองพูดมาสิว่าใครเป็คนวางแผนเล่นงานเ้า”
เซียวหรันกัดฟันแน่น น้ำตาไหลพราก “ต้องเป็เซียวจิ่วเอ๋อร์แน่ๆ! ข้ารู้ว่าเป็นาง!”
“นางไม่มีแม้แต่พลังิญญา นางต้องมีความสามารถมากเพียงใดกันจึงจัดการวางแผนในจวนแม่ทัพที่มีการป้องกันแ่าเช่นนี้ได้ เซียวหรัน เ้าว่าคำพูดนี้ของเ้า เ้าฟังแล้วเชื่อลงหรือไม่”
ซูย่างหันไปมองเซียวจื้อหยวนด้วยสีหน้าสงบนิ่งก่อนจะกล่าวต่อ “ท่านแม่ทัพใหญ่ ในเมื่อเซียวหรันชี้ตัวกล่าวหาเซียวจิ่วเอ๋อร์ เช่นนั้นไยไม่เรียกนางมา ให้ทั้งสองฝ่ายเผชิญหน้ากันเสีย”
เซียวจื้อหยวนสีหน้าดำทะมึน กำหมัดแน่นด้วยความโกรธ
สองวันมานี้เขาไม่คิดเลยว่าเกียรติของตนจะถูกทำลายต่อหน้าผู้คนถึงสองครั้ง!
เขากัดฟันแน่น ดวงตาเย็นเยียบจ้องเซียวหรันก่อนเอ่ยเสียงต่ำว่า “เมื่อวานนี้ข้าขับไล่เซียวจิ่วเอ๋อร์ออกจากจวนไปแล้ว ตอนนี้ไม่รู้ว่านางอยู่ที่ใด”
“หึ” ซูย่างหัวเราะเยาะในลำคอ สะบัดพัดพลางหันหลังกลับไปพูดอย่างเย้ยหยันว่า “แม่ทัพใหญ่ช่างทำหน้าที่ของตนได้อย่างเสมอภาคยิ่งนัก!”
ไม่แปลกใจเลยที่ชาวบ้านต่างดูแคลนเซียวจิ่วเอ๋อร์ ถึงขนาดที่แม้แต่ขอทานข้างถนนยังกล้าเอ่ยปากล้อเลียนนาง
ขนาดบิดาแท้ๆ ยังปฏิบัติกับนางเช่นนี้ แล้วจะหวังอะไรกับคนอื่นได้เล่า
“ท่านพ่อ! พี่ย่าง! ข้าบริสุทธิ์จริงๆ! ข้ามิได้ทำเื่เช่นนั้น! หากไม่เชื่อท่านสามารถให้คนมาตรวจสอบข้าได้เลย!”
เซียวหรันที่น้ำตานองหน้าคุกเข่าลงต่อหน้าซูย่างและเซียวจื้อหยวน พยายามแก้ต่างให้ตัวเองสุดชีวิต
เซียวหรันร่ำไห้ร้องขอความเห็นใจ คุกเข่าทรุดลงกับพื้นด้วยความสิ้นหวัง ทว่ากลับไม่อาจทำให้ซูย่างใจอ่อนแม้แต่น้อย
เขาเดินออกจากห้องไปโดยไม่เหลียวหลังพร้อมกับข้ารับใช้ที่ติดตามมุ่งตรงไปยังวังหลวง
ไกลออกไป เซียวจิ่วเอ๋อร์ที่อุ้มซิงซิงขึ้นไปนั่งพักผ่อนบนต้นไม้กำลังมองเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นเบื้องล่างไม่วางตา
นางเห็นซูย่างเดินออกมาจากเรือน ตามด้วยเจี่ยเจิ้งชูที่ถูกโยนออกมาเหมือนหมูตัวหนึ่ง จากนั้นก็เห็นเซียวจื้อหยวนเดินออกมาด้วยสีหน้าดำทะมึน
“จิ่วเอ๋อร์ เ้าถอนหายใจทำไม” ซิงซิงได้ยินเสียงถอนหายใจจึงแหงนหน้าถามอย่างสงสัย
“ข้าถอนหายใจให้กับละครเื่นี้ที่เล่นได้สนุกนัก แต่กลับไม่มีผู้ชมมากเท่าที่ควร...เอาเถอะ เวลายังมีอีกมาก โอกาสยังมีอีกเยอะ!”
ยิ่งไปกว่านั้น ผลลัพธ์จากเหตุการณ์ครั้งนี้ก็เกินความคาดหมาย นางไม่เชื่อว่าเมื่อซูย่างเห็นเื่ราวน่าอับอายเช่นนี้แล้วจะยังคงแต่งงานกับเซียวหรันต่อไป
เซียวจิ่วเอ๋อร์ยิ้มอย่างพึงพอใจ ก่อนจะอุ้มซิงซิงออกจากจวนสกุลเซียวมุ่งหน้าไปยังถนนการค้าที่คึกคักที่สุดทางทิศใต้ของเมือง เดินกินเที่ยวอย่างมีความสุข
ยังไม่ทันที่พระอาทิตย์จะลับขอบฟ้า ข่าวลือเื่เซียวหรันกับเจี่ยเจิ้งชูก็แพร่สะพัดไปทั่วเมือง
“เ้ารู้ข่าวหรือยัง คุณหนูสามแห่งตระกูลเซียวไปนอนกับไอ้บ้าตระกูลเจี่ยเมื่อคืนนี้!”
“คุณหนูสามแห่งตระกูลเซียวอย่างนั้นหรือ คนที่หมั้นหมายกับคุณชายซู?”
“ใช่แล้ว! นางนั่นแหละ!”
“เป็ไปได้ยังไง เ้าได้ข่าวมาจากที่ไหนกัน เซียวหรันเป็คนที่สายตาสูงส่งนัก ไฉนเลยจะชายตามองไอ้บ้าตระกูลเจี่ยได้”
“ข่าวข้านี่น่าเชื่อถือสุดๆ แล้ว! ญาติห่างๆ ของข้าคนหนึ่งทำงานอยู่ในจวนสกุลเซียว เขาเล่าเื่นี้ให้ข้าฟังด้วยตนเอง! เขาบอกว่าเซียวหรันตั้งใจใช้เจี่ยเจิ้งชูเพื่อป้ายสีเซียวจิ่วเอ๋อร์จึงยอมอยู่กับเขาหนึ่งคืน แต่ไม่คาดคิดเลยว่าทั้งสองกลับนอนหลับสนิทจนเกินไป! สุดท้ายเช้าวันนี้กลับถูกคุณชายซูจับได้คาหนังคาเขาบนเตียง!”
“โห! เื่มันชวนตื่นเต้นถึงเพียงนี้เชียวหรือ!”
“นั่นน่ะสิ! ได้ยินมาว่าหลังจากคุณชายซูออกจากจวนสกุลเซียว เขาก็มุ่งหน้าไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้ทันที ข้ามั่นใจแปดในสิบว่าเขาคงไปขอถอนหมั้นแน่ๆ!”
เซียวจิ่วเอ๋อร์นั่งอยู่ในมุมหนึ่งของโรงน้ำชา จิบชาระหว่างฟังบทสนทนาที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะคิกคักของผู้คนรอบข้าง ในใจนางอยากไปดูโฉมหน้าเซียวหรันที่บัดนี้คงเต็มไปด้วยความอับอายขายหน้าเสียเหลือเกิน ทว่าคืนนี้นางมีแผนการอื่นที่ต้องจัดการต่อ
ความมืดมิดปกคลุมท้องฟ้า เซียวจิ่วเอ๋อร์นั่งอยู่หน้าโต๊ะที่มีขวดโหลใบเล็กๆ วางเรียงราย เตรียมจะเปลี่ยนใบหน้าอีกครั้งสำหรับคืนนี้
จู่ๆ ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น
“ใคร” เซียวจิ่วเอ๋อร์ขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนเอ่ยถามด้วยเสียงเ็า
“ซูย่าง”
เซียวจิ่วเอ๋อร์ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนลุกขึ้นเดินไปเปิดประตู พอเห็นผู้มาเยือนนางก็ตั้งท่าระแวดระวัง พลางเอ่ยถาม
“คุณชายมาเยือนถึงที่นี่ยามดึกดื่นเช่นนี้มีธุระอันใดหรือ”
“ไม่เชิญข้าเข้าไปนั่งคุยหน่อยหรือ”
“ไม่ล่ะ หากถูกใครเห็นเข้า เกรงว่าคงจะกลายเป็เื่ใหญ่โตอีกครั้ง”
ซูย่างยิ้มบางๆ เอียงคอน้อยๆ ก่อนพูดขึ้นอย่างไม่ยี่หระ
“ข้าอุตส่าห์เข้ามาทางประตูหลัง ระวังตัวอย่างดีเลยนะ แต่ถ้าเ้าปล่อยให้ข้ายืนอยู่หน้าประตูแบบนี้ เกรงว่าอีกไม่นานจะมีคนเดินมาเห็นเข้าจริงๆ ถึงตอนนั้นต่อให้พูดยังไงก็คงแก้ตัวไม่ขึ้น”
การมาของซูย่างทำให้เซียวจิ่วเอ๋อร์ไม่ทันตั้งตัว และไม่อาจคาดเดาเจตนาของเขาได้ นางลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหลีกทางให้เขาเดินเข้ามาในห้อง
เมื่อซูย่างเข้ามาแล้ว เขากวาดตามองไปรอบๆ ห้อง จนสายตามาหยุดที่ร่างเล็กๆ บนเตียง จากนั้นก็นั่งลงบนเก้าอี้ พลางพูดขึ้น “ข้าได้ยินมาว่าเ้ามีลูกชายเลยแวะมาดูเสียหน่อย”
“เห็นลูกข้าแล้วใช่ไหม เช่นนั้นก็เชิญกลับไปได้แล้ว” เซียวจิ่วเอ๋อร์ยืนกอดอกมองเขาด้วยความรำคาญ
“รีบไล่ข้าขนาดนี้เชียว หรือเ้ากำลังรู้สึกผิด?” ซูย่างจ้องมองเซียวจิ่วเอ๋อร์ด้วยรอยยิ้มบางๆ พร้อมเอ่ยถามเสียงนุ่ม “เซียวจิ่วเอ๋อร์ เ้าไม่มีอะไรจะพูดกับข้าเลยหรือ”
“ไม่มี” เซียวจิ่วเอ๋อร์สบตากับซูย่างอย่างไม่เกรงกลัว
ท่าทางเรียบนิ่งของนางทำให้ซูย่างหลุดหัวเราะออกมา
“ในเมื่อเ้าทำเป็ไขสือ เช่นนั้นข้าจะพูดตรงๆ แล้วกัน” ซูย่างนั่งไขว่ห้างก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเ้าเล่ห์ “เมื่อคืนเ้าทำเื่อะไรไว้”
ดวงตาของเซียวจิ่วเอ๋อร์สะท้อนประกายเล็กน้อย นางแสร้งทำเป็สงบ “คุณชาย ข้าไม่เข้าใจสิ่งที่ท่านพูด”
“หืม? ไม่เข้าใจ?” ซูย่างเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ก่อนเอ่ยต่อ “ถ้าอย่างนั้นข้าจะพูดให้ชัดเจนขึ้น ข้าเห็นคนพาเจี่ยเจิ้งชูไปที่จวนสกุลเซียวเมื่อคืนนี้”
ห้องตกอยู่ในความเงียบ เซียวจิ่วเอ๋อร์กัดฟันแน่น พยายามนึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืน แต่ก็ไม่พบจุดที่นางพลาดเลยแม้แต่น้อย
นางทำเื่ทุกอย่างอย่างรอบคอบ ไม่ควรจะมีเหตุให้ถูกจับได้โดยที่นางไม่รู้ตัว แต่หากซูย่างกำลังโกหก แล้วเขามาหลอกนางด้วยจุดประสงค์ใด
เซียวจิ่วเอ๋อร์คิดทบทวนไปมา ความระมัดระวังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ถ้าซูย่างเห็นจริงๆ แต่เซียวจิ่วเอ๋อร์ไม่รู้ถึงการมีอยู่ของเขา นั่นก็หมายความว่าความสามารถของเขาอยู่เหนือกว่านางมาก
เซียวจิ่วเอ๋อร์จำได้ว่าซูย่างเป็เพียงผู้ฝึกยุทธ์ขั้นห้า หรือว่า...เขากำลังแสร้งทำเป็อ่อนแอ?
“เห็นก็เห็นไป แล้วคุณชายมาหาข้าด้วยเื่อันใดหรือ” เซียวจิ่วเอ๋อร์ปฏิเสธเสียงแข็ง
“อย่าตึงเครียดนักเลย ข้าไม่ได้มาหาเื่ มาขอบคุณต่างหาก” ซูย่างหัวเราะเบาๆ เพิกเฉยต่อท่าทีระวังตัวของนาง
“ข้าไม่ได้ทำสิ่งใด ท่านไม่จำเป็ต้องขอบคุณข้า”
“เื่หมั้นหมายนี้รบกวนข้ามานาน ข้าหาทางแก้ไขไม่ได้เสียที คาดไม่ถึงว่าท้ายที่สุดเ้ากลับช่วยข้าไว้” ซูย่างยิ้มอย่างจริงใจ แต่ทำให้เซียวจิ่วเอ๋อร์อ่านไม่ออก
นางจ้องตาเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ที่คุณชายหมายถึงคือ ท่านรู้ว่าข้าจัดการเื่เซียวหรัน แต่ท่านกลับไม่ขัดขวาง ซ้ำยังใช้โอกาสนี้เพื่อตัดขาดพันธะของตัวเอง?”