ภายในห้องโถง บรรยากาศยังคงอึมครึมมืดครึ้ม ไม่มีใครกล้าเอ่ยวาจา อวี้จิ้งปลายสายตาเ็ามองภรรยาที่นั่งหน้าซีดอยู่ข้างกาย
"เ้า! ช่างดีนัก หึ"
เซิ่งซื่อที่เห็นสามีมองนางด้วยสายตาเ็าและดุดันก็พลันหน้าถอดสี ร่างบางสั่นสะท้านเล็กน้อย รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจจนน้ำตาคลอ นางเม้มริมฝีปากแน่น ดวงตาแดงก่ำเต็มไปด้วยความเศร้าหมอง มองอีกฝ่ายอย่างตัดพ้อ ก่อนจะเบือนสายตาหันมาทางอวี้หลันด้วยสีหน้าราวกับรู้สึกผิดอย่างถึงที่สุด
"เป็แม่ที่เลอะเลือน มองคนไม่ออก ปล่อยให้บ่าวชั่วพวกนั้นล่วงเกินหลันเอ๋อร์ถึงเพียงนี้"
เซิ่งซื่อเอ่ยเสียงสั่นเครือเจือสะอื้นแ่เบา ยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นเช็ดหางตาที่มีน้ำตาเอ่อคลอ ราวกับคนที่ะเืใจอย่างสุดซึ้ง
"แม่ผิดต่อหลันเอ๋อร์แล้ว"
สีหน้าของเซิ่งซื่อเต็มไปด้วยความเศร้าสลด หากใครมองเพียงผิวเผินก็คงหลงนึกว่านางเสียใจจริงๆ
เหอะ เลอะเลือน มองคนไม่ออก หญิงนางนี้ช่างกล้าพูดได้อย่างไม่อายปาก
เป็นาง ที่จงใจส่งคนพวกนั้นมาจับตามองเรือนฮวาหงั้แ่แรกไม่ใช่หรอกหรือ
แล้วอีกอย่าง ใครเป็ลูกของนางกัน ลูกของนางนั่งโง่งมอยู่ตรงนั้นต่างหาก
อวี้หลันปรายตามองอวี้เหมยและอวี้คุนที่นั่งหน้าซีดตัวสั่นไม่กล้าเอ่ยวาจาออกมาแม้แต่ครึ่งคำ ก่อนทั้งสองจะพากันขอตัวกลับเรือนตัวเอง เพราะไม่อาจทนต่อบรรยากาศกดดันได้ไหว ทิ้งมารดาของตนให้เผชิญกับโทสะของบิดาเพียงผู้เดียวเสียอย่างนั้น
อวี้หลันหันกลับมาสบตากับมารดาของพวกเขานิ่ง แววตาของนางไม่เผยความรู้สึกใดๆ มีเพียงรอยยิ้มบางเบาที่ประดับอยู่บนใบหน้า ราวกับกำลังชมดูละครน้ำเน่า แต่ฝีไม้ลายมือการแสดงของเซิ่งซื่อยังนับว่าห่างไกลจากนักแสดงมือทองที่นางเคยเจอมามากนัก
"ข้าไม่คิดถือโทษโกรธเคืองใครทั้งนั้นเ้าค่ะ โดยเฉพาะฮูหยิน"
"ท่านที่ลำบากดูแลจวน ดูแลท่านพ่อ ดูแลบุตรชายหญิง ทั้งยังมีบ่าวไพร่อีกหลายสิบชีวิต ย่อมต้องมีผิดพลาดบ้างเป็ธรรมดา"
เสียงหวานของอวี้หลันเอ่ยอย่างอ่อนโยนเช่นกัน ผู้อื่นเชี่ยวชาญการเสแสร้งใช้มารยา นางเองก็ใช่ว่าจะเสแสร้งไม่เป็ หากแต่ในดวงตากลับมีประกายบางอย่างซ่อนอยู่ ทั้งดูท้าทาย และรู้เท่าทัน ซึ่งก็มีเพียงเซิ่งซื่อเท่านั้นที่ได้เห็น
เซิ่งซื่อเห็นเช่นนั้นถึงกับหรี่ตามอง เด็กคนนี้...คิดจะเปิดศึกกับนางอย่างนั้นหรือ
ที่ผ่านมานางไม่เคยแสดงออกอย่างชัดเจนว่าเกลียดชังลูกเลี้ยง นางไม่เคยผลักไสหรือเอารัดเอาเปรียบ ไม่คิดลงมือเองให้เปลืองแรง กับเด็กหญิงที่ไร้ประโยชน์เช่นอวี้หลัน
เพียงแค่ปล่อยให้อีกฝ่ายค่อยๆ เลือนหายไปจากสายตาของทุกคนอย่างแเี ปล่อยให้บ่าวไพร่เมินเฉย ปล่อยให้บุตรสาวและบุตรชายของตนแกล้งนางบ้างตามอำเภอใจ
ปล่อยให้เวลาค่อยๆ ลบเลือนตัวตนของบุตรสาวภรรยาเอกผู้ล่วงลับให้จางหายราวกับไม่มีอยู่จริง
จากนั้นนางก็เริ่มลงมือวางยาอีกฝ่ายอย่างเงียบเชียบ ใช้เวลาอย่างใจเย็น ก่อนจะค่อยๆ แทรกแซงและยึดกุมอำนาจในจวนเอาไว้ทีละน้อย
ทุกอย่างดำเนินไปตามแผนการทุกอย่าง ไม่คิดว่าการที่เร่งให้เด็กคนนี้ตายเร็วขึ้นในวันนั้น นางกลับไม่ตาย ทั้งยังกล้าลุกขึ้นมาต่อต้านและท้าทายตนอย่างเปิดเผยเช่นนี้
เซิ่งซื่อไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า เด็กสาวที่เคยอ่อนแอ ขี้กลัว ไม่กล้าแม้แต่จะสบตาผู้อื่น จะกล้าลุกขึ้นเชิดหน้าสบตานางอย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้ ทั้งยังไร้ซึ่งความเกรงกลัว
แววตาคู่นั้นนิ่งสงบเ็า เยือกเย็นไร้ระลอกคลื่นราวกับทะเลสาบในฤดูหนาว สงบจนชวนให้รู้สึกหนาวสะท้านอย่างประหลาด
ในอกของเซิ่งซื่อพลันไหววูบ ราวกับถูกสายลมเย็นจัดพัดผ่านแผ่นหลังโดยไม่ทันตั้งตัว ความรู้สึกนั้นคลุมเครือ ทั้งเย็นวาบ ทั้งสั่นไหว นางไม่อาจบอกได้ว่าความรู้สึกนั้นคืออะไร แต่ความแน่นอนเพียงหนึ่งเดียวในยามนี้คือ
ลูกเลี้ยงของนางผู้นี้ เก็บซ่อนเขี้ยวเล็บมาตลอด
คิดได้เช่นนั้น เซิ่งซื่อพลันตื่นตัว นางเองก็ใช่จะไร้เขี้ยวเล็บ ไม่เช่นนั้นจะสามารถยืนหยัดมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร
เซิ่งซื่อสูดลมหายใจเข้าแ่เบา พยายามคลี่ยิ้มออกมา แต่รอยยิ้มนั้นกลับดูฝืนจนกระด้าง พิลึกพิลั่นอย่างปิดไม่มิด มือใต้แขนเสื้อกำแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ ทว่าน้ำเสียงที่เอ่ยออกมากลับอ่อนหวานนุ่มนวล ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
"หลันเอ๋อร์ช่างรู้ความยิ่งนัก เช่นนั้นแม่จะคัดเลือกบ่าวส่งไปให้เ้าใหม่ ดีหรือไม่"
อวี้หลันยังคงยิ้มบาง แต่ดวงตาที่ดูอ่อนโยนกลับนิ่งลึกยากจะหยั่งถึงจนน่าหวั่นใจ
"ไม่กล้ารบกวนฮูหยิน เื่นี้หากปล่อยให้เป็ภาระของฮูหยินอีก ก็คงหนักหนาเกินไป"
นางตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย แฝงความสุภาพ แต่แววตากลับไม่หลบเลี่ยง มองสบกับเซิ่งซื่ออย่างเปิดเผย
เซิ่งซื่อเม้มปากแน่น จ้องมองอีกฝ่ายไม่วางตา พูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร จะบอกว่านางจัดการดูแลจวนไม่ได้เื่อย่างนั้นหรือ
อวี้หลันไม่คิดจะใส่ใจท่าทางคับข้องใจของเซิ่งซื่อ นางค่อยๆ ผินหน้าหันไปทางผู้เป็บิดา
"ความจริงลูกมีอีกเื่ที่จะแจ้งท่านพ่อเ้าค่ะ"
รองเสนาบดีอวี้เลิกคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้า
"หลันเอ๋อร์ยังมีเื่ใดหรือ"
อวี้หลันประสานมือไว้เบื้องหน้า ท่าทางนุ่มนวลเปราะบาง
"เรือนฮวาหงเดิมเป็เรือนของท่านแม่ เป็สิ่งเดียวที่ท่านแม่ทิ้งไว้ให้ลูกได้ระลึกถึง ลูกจึงอยากขออนุญาตท่านพ่อ เป็ผู้ดูแลจัดการทุกอย่างในเรือนฮวาหงด้วยตัวเอง"
หญิงสาวเว้นจังหวะเล็กน้อย เหลือบตามองเซิ่งซื่อปราดหนึ่งก่อนจะเอ่ยต่อ
"และลูกอยากจะขอดูแลสินเดิมของท่านแม่เองด้วยเ้าค่ะ"
ทันทีที่คำพูดจบลง สีหน้าของเซิ่งซื่อก็พลันชะงัก รอยยิ้มที่ยังติดอยู่บนใบหน้าราวกับแข็งค้างชั่วขณะ ก่อนที่นางจะรีบเอ่ยขึ้นเสียงแข็ง เสียกิริยาไปเล็กน้อยอย่างไม่ทันคิด
"จะทำเช่นนั้นได้อย่างไรกัน"
เมื่อรู้ตัวว่าหลุดกิริยาไป เซิ่งซื่อก็รีบข่มกลั้นอารมณ์จนแน่นขนัดในอก นางพึ่งจะได้รับมอบให้ดูแลทรัพย์สินทั้งหมดในจวน ได้ถือครองกุญแจคลังสมบัติเมื่อวานนี้เอง
เซิ่งซื่อพยายามตั้งสติ กลบเกลื่อนความรู้สึกและสีหน้าที่แสดงออกไปก่อนหน้านั้นอย่างรวดเร็ว น้ำเสียงที่เปล่งออกมาคราวนี้แม้จะยังอ่อนโยน แต่กลับแฝงความฝืนทนอย่างชัดเจน
"หลันเอ๋อร์ยังอ่อนวัยนัก เื่ในเรือนจุกจิกวุ่นวาย หากดูแลเองอาจเหน็ดเหนื่อยเกินไป อีกอย่าง ตอนนี้ข้าก็เป็ฮูหยินของจวน หน้าที่เหล่านี้ล้วนเป็ข้าที่จะต้องรับผิดชอบอยู่แล้ว"
อวี้หลันยังคงยิ้มบางไม่เปลี่ยน สีหน้าดูอ่อนโยน ทว่าดวงตากลับเรียบนิ่งราวกับไม่ได้สะทกสะท้านกับคำพูดของอีกฝ่ายแม้แต่น้อย
นางขยับริมฝีปากเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน ทว่าสะกิดใจผู้ฟังได้ไม่ยาก
"ฮูหยินจะกล่าวว่าข้ายังอ่อนเยาว์คงไม่ได้ คงมิใช่ข้ออ้างที่เหมาะนักกระมัง ท่านคงไม่ลืมนะเ้าคะ ว่าต้นเดือนหน้าคือวันปักปิ่นของข้า"
ถ้อยคำนั้น ทำเอาเซิ่งซื่อชะงักไปชั่วขณะ แต่ก็ยังคงคัดค้าน
"แต่เื่เช่นนั้นมีใครเขาทำกัน นั่นไม่เท่ากับเ้า้าแยกเรือนหรอกหรือ"
อวี้หลันหันไปสบตาเซิ่งซื่อตรงๆ ดวงตานิ่งลึกไร้ความหวั่นเกรง น้ำเสียงของนางยังคงอ่อนโยน ทว่ามั่นคงชัดเจน
"ฮูหยินกล่าวหนักไปแล้วเ้าค่ะ ข้าไม่ได้้าแยกเรือน เพียงแต่จะขอดูแลของของมารดาด้วยตัวเองเท่านั้น"
นางกล่าวจบก็หันไปมองผู้เป็บิดา พลางก้มศีรษะลงเล็กน้อยอย่างนอบน้อม เอ่ยขอคำยินยอมจากอีกฝ่ายโดยตรง โดยไม่เปิดช่องให้เซิ่งซื่อต่อรองอีกต่อไป
"ลูกหวังว่าท่านพ่อจะอนุญาตเ้าค่ะ"
อวี้จิ้งนิ่งไปครู่หนึ่ง สายตาของเขาจับจ้องไปยังบุตรสาวอยู่ตลอด แม้ใบหน้าจะเรียบเฉย แต่ในแววตากลับเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ยากจะคาดเดา ราวกับกำลังไตร่ตรองบางอย่างอยู่ในใจ
เื่ราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นในวันนี้ อวี้จิ้งใช่ว่าจะมองไม่ออก เขาเฝ้าดูอยู่เงียบๆ และรู้ดีว่าการที่บุตรสาววางหมากเช่นนี้ก็เพื่อจะดูท่าทีของเขาเช่นกัน นางคงไม่เชื่อใจในตัวบิดาผู้นี้เสียแล้ว
อวี้จิ้งรู้ดีว่าบุตรสาวของเขาเปลี่ยนไปแล้ว นางไม่ได้เป็เด็กสาวที่ใสซื่อบริสุทธิ์ ขี้อาย ขลาดกลัว และเอาแต่หลบตาผู้อื่นอีกต่อไปแล้ว
บัดนี้นางกล้าสบตาเขาอย่างมั่นคง บางครั้งแววตาของนางเยือกเย็นและแน่วแน่จนเขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกสะท้านในอก
แม้ว่าที่ผ่านมาเขาจะไม่ได้เอาใจใส่นางมากนัก ไม่ได้ใกล้ชิดจนเรียกว่ารู้จักกันดี แต่ในฐานะบิดา เขาก็ยังมองเห็นความเปลี่ยนแปลงนั้นได้อย่างชัดเจน แววตาของหลันเอ๋อร์ไม่เหมือนเดิม
อวี้จิ้งทอดมองไปยังดวงหน้าสงบนิ่งนั้น ความรู้สึกบางอย่างไหววูบขึ้นในใจ ยิ่งมองก็ยิ่งคล้ายกับตัวเขาในอดีต
ก่อนที่เขาจะกลายเป็คนเ็า แข็งกระด้าง และร้ายกาจเช่นทุกวันนี้ เขาก็เคยผ่านความเ็ป ความอัปยศ และการถูกเหยียบย่ำดูถูกเหยียดหยามมานับครั้งไม่ถ้วน
บุตรสาวของเขา เด็กคนนี้ ก็เช่นเดียวกัน
นางผ่านความเ็ป ความสูญเสีย และความอยุติธรรมมามากมายเช่นกัน
ยิ่งคิดถึงเื่การแต่งงานของนางที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลง ยิ่งทำให้เขาตัดสินใจได้ง่ายขึ้น
ในที่สุด เขาก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
"ได้ พ่ออนุญาต จงดูแลเรือนฮวาหงและสินเดิมของมารดาเ้าให้ดี"
สิ้นคำพูดนั้น ห้องทั้งห้องก็เงียบงันไปชั่วขณะ
เซิ่งซื่อถึงกับเงยหน้าขึ้นมองคนเป็สามีด้วยความตกตะลึง มือใต้แขนเสื้อกำแน่นจนข้อนิ้วขาว
"ทะ ท่านพี่ แต่ว่า..."
ยังไม่ทันที่เซิ่งซื่อจะเอ่ยคัดค้านใดๆ อวี้จิ้งกลับพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"พอได้แล้ว อย่างไรเสียสิ่งเหล่านี้ก็ต้องเป็ของหลันเอ๋อร์อยู่แล้ว คิดเสียว่ามอบให้นางก่อนเวลาก็แล้วกัน"
ถ้อยคำที่เปล่งออกมาแม้ไม่ดังนัก แต่ก็หนักแน่นและเด็ดขาด
เซิ่งซื่อแม้จะไม่อยากยินยอมแต่ก็ไม่อาจเอ่ยทักท้วงสิ่งใดต่อได้อีก
ขณะที่อวี้หลันลุกขึ้นยืนอย่างสงบ ใบหน้ายังประดับรอยยิ้มอ่อนบาง
"ลูกขอบคุณท่านพ่อเ้าค่ะ"
สีหน้าของนางสดใสราวกับไม่ได้ทำให้ใครขัดข้องหมองใจ ทำราวกับว่าก่อนหน้านี้ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น จากนั้นก็เอ่ยถ้อยคำที่ทำให้ผู้อื่นแทบกระอักเื
"เช่นนั้น ประเดี๋ยวข้าจะให้ฉิงหว่านนำใบรายการสินเดิมของท่านแม่ไปส่งให้นะเ้าคะ อีกสามวันรบกวนฮูหยินช่วยตรวจสอบ แล้วส่งมายังเรือนฮวาหงด้วยเ้าค่ะ"