ความดุดันในแววตาของเขาหายวับไปในชั่วพริบตาเมื่อสายตาเริ่มปรับโฟกัสได้จนเห็นใบหน้าของสวีหว่านหนิงอย่างชัดเจนหลินอันก็รีบสำนึกผิดทันที “ขอโทษที ฉันเผลอหลับเลยเวลา”
สวีหว่านหนิงกะพริบตาปริบๆ“ตอนนี้ยังเช้าอยู่ อยากนอนต่ออีกหน่อยไหม”
“ไม่เป็นไร” หลินอันตลบผ้าห่ม “ที่บ้านยังมีงานอีกหลายอย่างที่ไม่ได้ทำ”
หลังหลินอันออกไปล้างหน้าแปรงฟันก็พบว่าข้าวของทั้งหมดถูกจัดเตรียมไว้อย่างครบถ้วน ของที่จำเป็นต้องใช้ในการฉลองตรุษจีนมีครบทุกอย่างแม้แต่กระดาษประดับตกแต่งก็ถูกแปะเรียบร้อย
นอกจากฟืนที่ถูกใช้ไปกว่าครึ่งแทบจะไม่เหลืออะไรให้เขาทำอีกแล้ว
ช่างแตกต่างจากตรุษจีนปีก่อนๆ
ที่ผ่านมาสวีหว่านหนิงไม่สนใจเรื่องภายในบ้าน แม่หลินเคลื่อนไหวไม่สะดวกดังนั้นข้าวของทุกอย่างจึงต้องรอเขาหยุดกลับมาบ้านจัดการให้เรียบร้อย
“อันจื่ออันจื่อ!”
แม่หลินตะโกนเรียกหน้าห้องครัวหลินอันรีบเดินไปหา “มีอะไรครับแม่”
“วันนี้ก็เป็นวันที่26 เดือน 12 แล้วทำไมน้องสาวของลูกยังไม่กลับมาที่บ้านอีก แม่ทำเนื้อแช่แข็งเสร็จแล้วลูกเอาเนื้อแช่แข็งไปให้น้องที่หมู่บ้านหมิงกวงได้ไหม”
เดิมทีแม่หลินตั้งใจจะรออีกหน่อยแต่หลินอันกลับบ้านมาแล้วทำให้เธอรู้สึกมีที่พึ่งดังนั้นจึงอยากรู้ว่าลูกสาวของตนเป็นอย่างไรบ้าง
“ได้ครับผมเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้วจะออกเดินทางเลย”
หลินอันกำลังจะเข็นจักรยานออกจากประตูบ้านสวีหว่านหนิงก็เรียกเขาไว้ ก่อนจะแขวนถุงใบหนึ่งกับจักรยานของเขา “นี่คือของที่ฉันเตรียมไว้ให้หลินเฉวียนคุณพกไปด้วยสิ”
“อืม” หลินอันมองสวีหว่านหนิงที่กำลังก้มหน้ามัดปากถุง ทันใดนั้นก็กล่าวว่า “อยากไปกับฉันหรือเปล่า”
“หา?”
หลินอันเริ่มรู้ตัวว่าตนเอ่ยชวนอย่างกะทันหันเกินไปเขาจึงเสริมอีกประโยคว่า “ด้วยอาชีพของฉัน หลายเรื่องคงไม่สะดวกที่จะทำ ถ้าเธอไปด้วยอาจจะสะดวกขึ้น”
สวีหว่านหนิงหยุดคิดก่อนจะพยักหน้าตอบรับ “ได้สิ งั้นก็ไปด้วยกัน”
หมู่บ้านหมิงกวงอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากหมู่บ้านต้าเจียงใช้เวลาเดินเท้าประมาณหนึ่งชั่วโมงครึ่ง
แม้จะขี่จักรยานก็ใช้เวลาใกล้เคียงกันเพราะถนนหนทางไม่ค่อยสะดวกนัก เต็มไปด้วยหลุมบ่อ
ตอนแรกสวีหว่านหนิงเกรงใจที่จะโอบเอวหลินอันได้แต่จับเบาะจักรยานให้มั่น แต่เส้นทางเต็มไปด้วยหินก้อนใหญ่ หรือไม่ก็หลุมบ่อทำให้จักรยานโคลงเคลงไปมาจนเธอเกือบพลัดตกลงไปหลายครั้ง เพราะสถานการณ์บีบบังคับเธอจึงต้องจับเอวหลินอันเอาไว้
ฤดูหนาวใส่เสื้อผ้าหนาเธอกอดเอาเขาคงไม่เป็นไรใช่ไหม
เธอคงไม่รู้เลยว่าหลินอันคนที่หันหลังให้เธอกำลังแย้มยิ้มอย่างห้ามไม่อยู่
สวีหว่านหนิงเคยไปที่หมู่บ้านหมิงกวงแค่ครั้งเดียวคือตอนหลินเฉวียนกับไต้เหว่ยแต่งงานกัน
หลินอันมาที่นี่บ่อยจึงคุ้นกับเส้นทางหลังผ่านเส้นทางเลี้ยวลดคดเคี้ยว ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงหน้าบ้านตระกูลไต้
เพียงแต่แม้ประตูบ้านของตระกูลไต้จะปิดสนิทแต่กลับได้ยินเสียงทะเลาะกันอย่างรุนแรงดังออกมาจากด้านใน
หลินอันขมวดคิ้วก่อนจะกำชับสวีหว่านหนิงว่า “ยืนห่างออกไปหน่อย รอฉัน ฉันจะเข้าไปดู”
ท่อนขายาวก้าวตรงไปที่ประตูก่อนจะยกมือเคาะประตูไม้อย่างแรงหลายครั้ง เสียงโต้เถียงภายในบ้านเงียบไปชั่วขณะก่อนจะกลับมาดังเหมือนเดิม
หลินอันรออยู่สักพักก็ยังไม่มีใครออกมาเปิดประตู
ช่วยไม่ได้เขาเคาะประตูอีกครั้ง และครั้งนี้ออกแรงมากกว่าครั้งก่อน
“โอ๊ย......”
ในบ้านเสียงกรีดร้องของผู้หญิงดังขึ้น
หลินอันหน้าถอดสีเขาไม่สนมารยาทอีกต่อไป แล้วยกเท้าถีบประตูใหญ่ทันที
ตระกูลไต้ไม่มีลานบ้านเมื่อประตูใหญ่เปิดออกจึงมองเห็นสถานการณ์ด้านในได้อย่างชัดเจน
ผู้หญิงที่ผมเผ้ายุ่งเหยิงคนหนึ่งกำลังถูกผู้หญิงหลายคนกดตัวลงกับพื้นแล้วรุมทุบตี
เสื้อกันหนาวที่ไม่รู้ใส่มานานแค่ไหนแล้วบนตัวเธอถูกดึงทึ้งจนขาดวิ่นเศษนุ่นกระจัดกระจาย
“หลินเฉวียน!” หลินอันตะโกนเสียงดัง เขากำลังจะบุกเข้าไปแต่กลับเห็นร่างเล็กของใครบางคนตัดหน้าไปก่อนร่างนั้นยกเท้าถีบคนที่กำลังทุบตีหลินเฉวียนจนแตกกระเซิง
“หลินเฉวียน?” สวีหว่านหนิงคุกเข่ากับพื้นพลางมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยแผลของหลินเฉวียนด้วยความสงสารจับใจ
“ลูกสาวตระกูลหลินของเราแต่งงานเข้าตระกูลไต้ของพวกคุณอย่างถูกต้องตามประเพณีทั้งยังมีทายาทให้กับตระกูลไต้ แต่พวกคุณปฏิบัติกับเธอเช่นนี้หรือ?”
สวีหว่านหนิงรู้สึกร้อนไปทั้งอกเธออยากจะตบคนตระกูลไต้เรียงตัวจริงๆ
“โอ้นี่คือพี่ชายภรรยาของไต้เหว่ยมิใช่หรือ”หญิงวัยสี่สิบกว่าคนหนึ่งยืนกอดอกพลางเชิดหน้า วางมาดเหมือนคนที่อยู่เหนือกว่า “ทำไม จะมาช่วยหนุนหลังยายแพศยาชั้นต่ำนี่หรือไง”
“ยายแพศยาชั้นต่ำหมายถึงใคร”
“ก็ต้องหมายถึง...” หญิงวัยกลางคนชะงัก ก่อนจะถลึงตาใส่สวีหว่านหนิง “ก็ต้องหมายถึงหลินเฉวียนของพวกเธอน่ะสิ!”
“พูดจาให้ระวังปากหน่อย!”
“เธอทำเรื่องแบบนั้นได้แล้วฉันด่าไม่ได้หรือไง”
สวีหว่านหนิงอยากจะเถียงต่อแต่หลินอันกลับเอาตัวมาขวางเธอและหลินเฉวียนเอาไว้
หลินอันตัวสูงมากน่าจะประมาณ 180เซนติเมตร เขาตัวสูงกว่าทุกคนในตระกูลไต้
กอปรกับประสบการณ์ในสนามรบที่สั่งสมมานานหลายปีบุคลิกและความน่าเกรงขามของเขา ชาวบ้านทั่วไปในชนบทย่อมเทียบไม่ติด
เขาแค่ยืนอยู่ตรงนั้นแล้วใช้สายตากวาดมองรอบๆคนตระกูลไต้ก็ไม่กล้าพูดเสียงดังอีก
“ว่ามาสิเล่าให้ผมฟัง หลินเฉวียนไปทำเรื่องผิดกฎฟ้าดินอะไรมาพวกคุณหลายคนถึงต้องรุมทุบตีเธอ? หืม?”
“เธอไปสุงสิงกับชายอื่น!” หญิงวัยกลางคนคนเดิมไม่พอใจที่มีคนปกป้องหลินเฉวียน เธอแผดเสียงตวาด “หลายคนในหมู่บ้านเห็นกันหมดแล้ว!”
“งั้นหรือ?” หลินอันไม่เปลี่ยนสีหน้า น้ำเสียงยังคงราบเรียบ “ถ้าอย่างนั้นก็ไปเรียกคนที่เห็นเหตุการณ์มาให้หมดเดี๋ยวนี้ผมจะสอบถามทีละคน ถ้าหลินเฉวียนทำผิดจริง คนเป็นพี่อย่างผมจะรับผิดชอบแทนเธอเอง”
“แต่ถ้ามีคนจงใจใส่ร้ายหลินเฉวียนของพวกเราผมคงต้องแจ้งความเพื่อทวงคืนความยุติธรรมให้กับน้องสาว!”
แค่คำว่าแจ้งความก็ทำเอาบรรดาคนที่กร่างอยู่เมื่อครู่กลายเป็นเต่าหัวหดและพากันเดินไปหลบด้านหลังสามีของตัวเองพลางกลั้นหายใจ
แม่ใหญ่ของตระกูลไต้เห็นสถานการณ์เริ่มควบคุมไม่ได้จึงก้าวออกมาคลี่คลายสถานการณ์
“หลินเฉวียนทำผิดคนเป็นแม่สามีอย่างฉันไม่สะดวกลงมือ ก็เลยสั่งให้สะใภ้คนอื่นๆ ช่วยอบรมสั่งสอนแทนมันคือเรื่องปกติมิใช่หรือ ลูกชายตระกูลหลินอุตส่าห์เดินทางไกลมาเป็นแขกของบ้านเรา ไม่จำเป็นต้องปะทะคารมกันให้เสียบรรยากาศหรือทำให้กลายเป็นเรื่องใหญ่ ไต้เหว่ย ไปต้มไข่ไก่สักสองฟองให้พี่ชายภรรยากินเสียสิ”
สวีหว่านหนิงเพิ่งหันไปมองหน้าสามีของหลินเฉวียน
ชายหนุ่มรูปร่างไม่สูงมากถูกคนใช้โซ่ล่ามเอาไว้กับโต๊ะเขาน่าจะพยายามดิ้นรนแล้ว โต๊ะถึงได้มีร่องรอยการขยับเขยื้อน
เพียงแต่เขาคนเดียวไม่อาจฝืนน้ำหนักของโต๊ะไม้ตัวใหญ่ได้จึงต้องทนดูหลินเฉวียนถูกรุมทุบตี โดยที่ช่วยอะไรไม่ได้เลย
“ต้มไข่ไก่อะไรกัน!แม่ แม่อย่าพูดเหลวไหลช่วงนี้พวกแม่ทรมานเฉวียนเฉวียนยังไม่พออีกหรือไงตกลงเธอไปทำอะไรให้พวกแม่ไม่พอใจกันแน่ แม่ปล่อยพวกเราไปไม่ได้หรือไง!”
ไต้เหว่ยทั้งสะบัดตัวและคำรามเสียงดังเขาอยากเจ็บตัวแทนหลินเฉวียนเหลือเกิน