37 1-2
ตอนที่ 53 ไปก่อนเถิด ไม่ต้องห่วง! (1)
“หากมีโอกาสกลับจากหุบเขาถงฉางได้ ข้าจะไปหาท่านแน่นอนพี่ใหญ่”
ไป๋ซือหมิงเงยหน้าสบตามองพี่ใหญ่หวัง รู้สึกขอบคุณอย่างยิ่งจากใจจริง รอยยิ้มของเขายามนี้ช่างสดใสปราศจากห่วงอาลัย เสมือนกับคนที่ไร้ซึ่งภาระสามารถปล่อยวางได้แล้ว
“ข้าเข้าใจแล้วน้องชาย ส่วนคำมั่นสัญญาที่เคยให้ไว้ หากในอีกสี่วันเจ้ายังไม่กลับออกมา ข้าจะนำของสิ่งนั้นเดินทางกลับไปยังเซินจิ้งแทนเจ้าเอง หวังว่าเท่านี้จะพอช่วยเจ้าได้บ้าง”
“ขอบคุณพี่ใหญ่หวังมาก!”
หลังจากพี่ใหญ่หวังบอกลาทั้งสองคน เขาก็ได้เก็บข้าวของส่วนหนึ่ง แล้วจากไปพร้อมกับกลุ่มทหารรับจ้างที่ได้รับบาดเจ็บ แต่ก่อนจากออกไปก็ยังไม่ลืมที่จะบอกกับเหลิงเจียวเหนียงว่า หากมีโอกาสได้พบพานอีกครา ให้เด็กน้อยเตรียมท้องไว้กินหมูหันฝีมือของเขาได้เลย
หลังจากที่กลุ่มของพี่ใหญ่หวังจากไปไม่นาน บริเวณโดยรอบก็กลับกลายเป็นสถานที่แสนว่างเปล่า และดูเปลี่ยวเหงาขึ้นทันตาเห็น
“พี่สาวถัง ไฉนท่านไม่กลับไปพร้อมกับพวกพี่ใหญ่หวังเล่า?”
“คงไม่สะดวกเท่าไหร่นัก หากต้องพาเสี่ยวเปาไปเสี่ยงอันตรายครั้งนี้ด้วย”
“พี่ไป๋ จะไม่สะดวกได้อย่างไรกัน?”
เหลิงเจียวเหนียงยกสองมือขึ้นเท้าสะเอวด้วยความไม่พอใจ สวนตอบโต้ทันทีอย่างร้อนใจว่า
“เห็นเป็นเด็กเช่นนี้ ข้าก็วิ่งได้รวดเร็วนัก ไม่แน่ว่าท่านอาจจะต้องพึ่งพาข้าในการตามาหินพระธาตุปฐพีก็เป็นได้ใครจะรู้!”
ไป๋ซือหมิงระเบิดหัวเราะเสียงดัง ยิ้มตอบกลับไปว่า
“แต่เจ้ายังเป็นเด็กน้อย เจ้าไหวแน่รึ?”
“เด็กน้อยแล้วเยี่ยงไร? นี่ท่านดูถูกข้าอย่างนั้นรึ?”
“มิกล้าขอรับมิกล้า”
เหลิงหยุนเจียวเฝ้ามองทั้งสองหยอกเย้าเล่นกันอยู่เช่นนั้น เวลานี้ดวงตะวันจรัสแสงเจิดจ้าตั้งฉากอยู่กลางศีรษะ อากาศเริ่มจะร้อนขึ้นเรื่อยๆ
“แปะ!”
เห็นยุงตัวหนึ่งบินผ่านคล้ายจะมากัด ไป๋ซือหมิงจึงยกมือขึ้นตบไปหนึ่งฉาด
“หมดเวลาพักผ่อนแล้ว เดินทางต่อกันเถิด”
เหลิงหยุนเจียวพยักหน้าเล็กน้อย แล้วเริ่มเก็บข้าวของเตรียมตัวออกเดินทางต่อ ในขณะที่ไป๋ซือหมิงรับหน้าที่เก็บกระโจมที่พัก
“ไป๋ซือหมิง เจ้าเป็นคนที่ใดรึ?”
“เซินจิ้ง”
ไป๋ซือหมิงเก็บกระโจมเสร็จสรรพ ก็หยิบเข็มทิศอันหนึ่งออกมาเพื่อตรวจสอบทิศทาง
เหลิงหยุนเจียวมุ่งสายตามองไปที่เข็มทิศดังกล่าวด้วยท่าทีสนอกสนใจ ราวกับว่าเจ้าสิ่งนี้น่าจะต้องเป็นของวิเศษสักชนิดหนึ่ง
“เซินจิ้งห่างจากเมืองเฟิงหยวนไกลมาก ไฉนเจ้าจึงได้เดินทางมาถึงที่นี่ได้? อยู่ที่นั้นไม่ดีหรืออย่างไร?”
ไป๋ซือหมิงจดจ่ออยู่กับเข็มทิศ สีหน้าท่าทางดูตั้งอกตั้งใจอย่างมาก เขากล่าวตอบนางโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองด้วยซ้ำ พลางหัวเราะเสียงแห้งอยู่หลายคำ
“แหะ แหะ จะว่าอย่างไรดี..ข้าทะเลาะกับสหายยกใหญ่เพราะเผลอไปทำเสื้อคลุมขนจิ้งจอกอสูรของอีกฝ่ายขาดเข้าน่ะสิ”
“ฟังว่าเป็นถึงเสื้อคลุมที่ทำมาจากผิวหนังจิ้งจอกอสูรเย็นระดับเจ็ด เพราะอย่างนั้น ข้าก็เลยไม่มีปัญญาชดใช้คืนได้”
สีหน้าอารมณ์ที่ไป๋ซือหมิงแสดงออกมาให้เห็นยามนี้ กลับดูออกจะเกินจริงไปเสียหน่อย ทำเอาเหลิงหยุนเจียวรู้สึกได้ว่า เขามิน่าจะไม่มีปัญญาชดใช้อย่างที่กล่าวจริงๆ
เพราะท้ายที่สุดนี้ บุคคลที่สามารถหยิบโอสถระดับหกแสนล้ำค่าออกมากินได้โดยไม่รู้สึกเสียดายเช่นนั้น ภูมิหลังความมั่งคั่งย่อมเกินจินตนาการหยั่งถึงได้
“ข้าบังเอิญได้ยินมาว่า หนังของพยัคฆ์เพลิงโลกันตร์ก็สามารถกันหนาวได้ดีเยี่ยมไม่ต่างกัน ข้าจึงเริ่มออกเดินทางเพื่อเสาะหาสิ่งนั้นมาทำชุดคลุมให้สหายของข้าใหม่ เพื่อเป็นการไถ่โทษ”
ทันใดนั้นเอง จู่ๆเหนียวเหนี่ยวก็ปรากฏกายขึ้นนั่งไขว่ห่างอยู่บนไหล่ของเหลิงหยุนเจียวด้วยท่วงท่าสบายๆ กล่าวอธิบายขึ้นพลางว่า
“หนังจิ้งจอกอสูรเย็นไม่เพียงแต่มีคุณสมบัติป้องกันความหนาวเย็นได้ดีเลิศเท่านั้น แต่ยังสามารถระงับไอเย็นธาตุหยินในร่างกายได้อีกด้วย สหายของเจ้าผู้นั้นคงเกิดมาพร้อมกับกายาน้ำแข็งหรืออะไรสักอย่างกระมัง?”
“ใช่! ใช่! ใช่แล้ว! เจ้าคาดเดาได้ถูกเผงเลย!”
รอยยิ้มประดับบนใบหน้าของไป๋ซือหมิงแข็งค้างชั่วขณะ ก่อนจะเอ่ยขึ้นอีกครั้งพร้อมเสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่
“เพราะแบบนั้นอย่างไรเล่า เสื้อคลุมที่ทำมาจากหนังพยัคฆ์เพลิงโลกันตร์ที่ข้ากำลังจะส่งให้เขา ไม่แน่ว่าอาจจะไม่สามารถช่วยยับยั้งไอเย็นธาตุหยินในร่างกายของเขาได้ สงสัยความพยายามทั้งหมดของข้าอาจจะเปล่าประโยชน์ก็เป็นได้”
แม้นี่จะเป็นข้อเท็จจริงที่มิอาจปฏิเสธได้ แต่เหลิงหยุนเจียวยังคงกล่าวปลอบใจเขาไปว่า
“เพียงเจ้ามีเจตนาตั้งใจที่ดีเช่นนี้ สหายของเจ้าอาจจะหายโกรธและไม่คิดตำหนิเจ้าแล้วล่ะ”
ไป๋ซือหมิงสะบัดเข็มทิศทั้งตบทั้งตีอยู่หลายครั้งด้วยความหงุดหงิด ก่อนจะร้องสบถว่า
“เหอะ! ทั้งหมดเป็นเพราะเข็มทิศบ้านี่เชียว! หากไม่มาพังไปเสียก่อน ข้าหรือจะพลาดท่าถึงขั้นชีวิตเช่นนี้ได้!”
“เข็มทิศนั่นไม่น่าพึ่งพาได้แล้ว ไฉนถึงไม่ให้ข้านำทางแทนเล่า?”
รอยยิ้มอันแสนพึงพอใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเหนียวเหนี่ยว นางเชิดจมูกชูคางแทบจะสูงเสียดฟ้าด้วยความภาคภูมิใจ
“สถานที่ต่างไปอุปกรณ์เครื่องมือที่ใช้ย่อมต่างไปด้วยเช่นกัน แต่ข้าสามารถจับสัมผัสระดับความเข้มข้นของพลังวิญญาณโดยรอบบริเวณได้ จึงค่อนข้างจะแยกแยะได้อย่างแม่นยำว่าอะไรบ้างที่อยู่ข้างหน้า”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ไป๋ซือหมิงก็ไม่เสียเวลากับเข็มทิศเจ้าปัญหาอีกต่อไป
“เช่นนั้นต้องรบกวนท่านแล้ว แม่นางน้อย!”
“แม่นางน้อยบิดาเจ้าเถิด! อายุของข้าอย่างน้อยก็หมื่นกว่าปีแล้ว นั่นมากพอที่จะเป็นโคตรบรรพบุรุษต้นตระกูลของเจ้าได้แล้ว! อีกอย่าง ข้ามีชื่อว่าเหนียวเหนี่ยว!”
“ขอรับ ขอรับ ต้องรบกวนท่านโคตรบรรพบุรุษเหนียวเหนี่ยวแล้ว!”
เหนียวเหนี่ยวชี้นิ้วนำทางโดยที่ยังคงนั่งแกว่งเท้าด้วยท่วงท่าสบายอยู่บนหัวไหล่ของเหลิงหยุนเจียว ตามมาด้วยเหลิงเจียวเหนียงที่อยู่กลางขบวน ปิดท้ายด้วยไป๋ซือหมิง
ดวงตะวันจรัสจ้าอยู่กลางศีรษะ ประหนึ่งว่าจะสามารถตกใส่หัวผู้คนเมื่อใดก็ได้ อุณหภูมิโดยรอบเริ่มพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ
ดูจากสภาพอากาศที่จู่ๆก็ร้อนชื้นผิดวิสัยเช่นนี้ คาดว่าอีกสักครู่คงจะมีฝนตกชุดใหญ่เป็นแน่แท้
“พี่สาวถัง! ดูตรงนั้นสิ!”
คล้ายกับเห็นอะไรบางอย่าง ไป๋ซือหมิงจึงรีบวิ่งหน้าตั้งออกไป แล้วจัดการถอนดอกไม้สีครามอ่อนต้นหนึ่งออกมาจากบนพื้นใต้พุ่มไม้หนา
เหลิงหยุนเจียวปรับสายตาจ้องพินิจ เมื่อเห็นว่าเป็นสิ่งใดเท่านั้น นางก็ถึงกับขมวดคิ้วแน่น
นี่คือบุปผาจิตอนันต์ เฉพาะพื้นที่ที่มีความเข้มข้นของพลังวิญญาณธาตุดินที่สูงมากเท่านั้น จึงจะมีดอกไม้ชนิดนี้เติบโตขึ้นได้ หรือเป็นไปได้ไหมว่า...
“นายหญิง ระดับความเข้มข้นของพลังวิญญาณธาตุดินบริเวณนี้สูงมากจนผิดปกติ หินพระธาตุปฐพีน่าจะอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลแล้ว โปรดระวังตัวด้วย”