ฟางซินลุกขึ้นนั่งบนเตียงช้าๆ แสงสว่างจากด้านนอกเล็ดลอดเข้ามารำไร เสียงพูดจากบุรุษหลายคนด้านนอกกระท่อมก็ทำให้นางเริ่มคิด ‘ท่านพี่เหวินเป่าจะเป็เพียงชายตกปลาจริงๆหรือ’ ทุกสิ่งล้วนเป็เพียงนางที่คิดไปเอง หากเขาไม่กล่าวออกมานางก็เลือกที่จะไม่ถาม สตรีเช่นเรามิควรเข้าไปยุ่งให้มากนัก 'แต่ก็ยังคงสงสัย' นางลุกขึ้นยืนในสภาพเปลือยเปล่าเข้าห้องขับถ่ายที่อยู่ถัดไปด้านข้างเตียงนอนโดยมีฉากกั้นไว้อย่างแ่ามิดชิด จังหวะที่ก้าวเดินยังคงเจ็บตรงกลางกายแต่ก็ไม่มาก ผ้าขาวสะอาดที่มีอยู่ด้านในถูกนางนำมาชุบน้ำเช็ดผิวกายจนทั่วมิเว้นแม้แต่ด้านล่าง ล้างหน้าล้างปากจนเรียบร้อยเดินออกมาเอาชุดสีดำที่วางอยู่ไม่ไกลมาสวมใส่สองชั้นอย่างมิดชิดเนื่องจากนางมิมีชั้นใน ผมยาวสลวยถูกมัดขึ้นไป้าเป็หางม้า ข้างเอวผูกป้ายหยกสีขาวติดไว้ ก้าวเดินอย่างมั่นใจออกไปด้านนอก
บุรุษสี่คนนั่งหน้ากองไฟปรากฏอยู่ในสายตาและหนึ่งในนั้นคือท่านพี่เหวินเป่าบุรุษหล่อเหลาคมคาย ‘สามีของนาง’ เขามองนางและกวักมือเรียกให้เข้าไปหา เพียงแค่มือัักันเขาก็ดึงแขนนางลงไปนั่งแนบชิดเอวบางถูกกอดไว้แน่นราวกับกลัวนางจะหาย
“นี่ฟางซิน ฮูหยินของข้า” ท่านแม่ทัพจางเหวินเป่าเอ่ยบอกแก่ลั่วถง รองแม่ทัพที่เดินทางมาั้แ่ยามเหม่า(05.00) “นั่นคือลั่วถงและจ้านโม่” เขาชี้ไปทีละคน “เป็สหายข้า..ส่วนเ้าลิ่วคังคงมิต้องบอกกระมัง” ลิ่วคังทำหน้ายุ่ง
“ฟางซินคาราวะทุกท่านเ้าค่ะ” นางค้อมหัวลงพลางยิ้มนิดๆ มือน้อยก็ยกชาที่ท่านพี่เหวินเป่าส่งให้ขึ้นจิบแก้กระหาย
“ยินดีที่ได้พบแม่นางฟางซิน เ้าทำให้ลั่วถงคนนี้ได้เปิดตาแล้ว” ลี่ลั่วถง บุรุษรูปร่างสูงใหญ่ไม่แพ้ท่านแม่ทัพจางมีหนวดหรอมแหรมใต้จมูกอายุยี่สิบสามปี มองสตรีที่ท่านแม่ทัพใหญ่มอบตำแหน่งฮูหยินให้ก็ยกยิ้ม ร่องรอยรักเต็มลำคอขาวบอกเขาได้เป็อย่างดีว่าท่านแม่ทัพพูดจริง สตรีผู้นี้ได้เป็ฮูหยินแน่นอนแต่คงจะต้องรอหลังจากที่พวกเขาจัดการกวาดล้างโจรป่าให้แล้วเสร็จก่อนเถิด จะใช้เวลานานเท่าใดก็มิรู้ได้แต่คงจะไม่นานเกินรอเพราะคนเ้าเล่ห์เช่นยุนเซียวล้มป่วยใกล้ตายมิมีผู้ใดวางแผนหลบหนีให้กลุ่มโจรป่าเฉกเช่นทุกครั้ง เขาถามแม่ทัพจางว่าเหตุใดไม่ไปส่งนางเสียเลย อีกฝ่ายกลับตอบว่า ‘ถ้าหากไปส่งยามนี้เพียงลำพัง มิวายจะต้องรีบจัดสมรสพระราชทานเป็แน่และหากสมรสแล้วเขาจะอยู่กับนางได้ไม่นานก็ต้องรีบกลับมาจัดการโจรป่าอีก มิสู้รอให้นางพบเจอบ่าวรับใช้แล้วกลับไปก่อน รอเขาเพียงไม่นาน เขาจะกลับไปขอนางสมรสมิดีกว่ารึจะได้อยู่เมืองหลวงโดยมิต้องพะวงสิ่งใด' คงต้องแล้วแต่ท่าน' ลั่วถงคิด
“พรุ่งนี้ให้คนตกปลาบางส่วนไปขุดดินใต้น้ำให้น้ำลึกขึ้นจนม้าข้ามผ่านมิได้ ขากลับแวะเอาปลาตายที่ผูกไว้ตรงต้นไม้ไปขังด้วย” ท่านแม่ทัพกล่าวถึงโจรที่ถูกจับมัดเมื่อคืน
หากให้นับจำนวนโจรป่าที่ถูกจับกุมอยู่ในค่ายทหารมีอยู่เกือบร้อยคน ทุกวันนี้เสบียงของพวกเขากองทัพทหารนับพันก็ต้องแบ่งปันแก่นักโทษ แม้มิได้ขัดสนแต่ก็เบื่อหน่ายที่จะต้องมาไล่ตามจับโจรที่พร้อมใจกันยินยอมให้ทหารคุมตัว
ฟางซินเงยหน้ามองบุรุษที่กอดนางด้วยความสงสัย ‘ท่านจะให้ขังปลาตายทำไมกัน’ แต่นางก็มิกล่าวคำใดออกมาทำเพียงแค่ก้มหน้าลงจิบชาต่อ อากาศยามนี้เย็นสบายดียิ่ง กองไฟก็อบอุ่น นางเอนหัวน้อยๆซบอกแกร่งฟังเสียงเหล่าบุรุษพูดคุยเื่ที่นางไม่เข้าใจ ราวกลับเป็เสียงขับกล่อมชั้นดี
แม่ทัพใหญ่มองสตรีตัวน้อยในอ้อมกอดค่อยๆหลับตาลงช้าๆ จึงหยิบถ้วยชาออกจากมือนาง ดวงตาดุดันก้มมองอย่างอบอุ่นมุมปากยกยิ้ม
“ข้านับถือฮูหยินน้อยจริงๆที่สามารถทำลายกำแพงด้านชาของท่านลงได้ในเวลาเพียงสามวัน..นับถือๆ” ลั่วถงยกถ้วยชาชูขึ้นแล้วสาดลงคอ
“ลิ่วคังอยากจะบอกว่า หากท่านต้องส่งนางกลับเมืองหลวงท่านก็จะเป็เช่นข้า พร่ำเพ้อหานาง55555” ลิ่วคังหัวเราะชอบใจ “ถึงยามนั้นจะเป็ข้าที่หัวเราะท่านขอรับท่านแม่ทัพ”
แม่ทัพจางเหลือบแลนายทหารคนสนิท “จบเื่นี้ข้าจะส่งเ้าไปเก็บขี้ม้าลิ่วคัง” กล่าวอย่างหมายมาด
“หึหึ/หึหึ” จ้านโม่ ลั่วถง ต่างหัวเราะเบาๆเพราะเกรงว่าฮูหยินจะตื่น แล้วทั้งหมดก็เริ่มพูดคุยเื่งานต่อราวครึ่งชั่วยามจนได้เวลาสำรับเช้า มีลิ่วคังเป็ผู้ปรุงขึ้น แม่ทัพจางเหวินเป่าเรียกสตรีที่นั่งซบตรงหน้าอกให้ตื่นขึ้นรับสำรับเพราะหลังจากนี้ทุกคนต้องช่วยกันสร้างห้องชำระล้างและกระท่อมนอนของลิ่วคังต่อ
----+++++--------+++++-
ขบวนตามหาคุณหนู
“ข้าว่าพวกเราเดินผิดทางกันใช่หรือไม่?” หนึ่งในบ่าวชายพูดขึ้น
“ผิดทางอย่างไร คุณหนูลอยตามน้ำมามิใช่นางจะว่ายน้ำเป็เสียเมื่อไหร่?” จินเมี่ยวคัดค้าน
“แต่พวกเราเดินเลียบแม่น้ำมาสามวันแล้วนะ ยังไม่มีแม้แต่ร่องรอย” อาหลงพูด
“รึคุณหนูจะเข้าไปในป่า?” คังโจวให้ความเห็น
“เราแบ่งกลุ่มกันดีหรือไม่เ้าคะ” จินเมี่ยวถามทุกคน
“หากเจอสัตว์ป่าเล่า? ข้าว่าถ้าหากวันนี้เรามิเจอร่องรอยของคุณหนู เราควรขึ้นไปทางต้นน้ำดีหรือไม่?” อาหลงออกความเห็น
“แต่ข้าเหมือนจะเห็นสะพานอยู่ทางนั้น” บ่าวชายในกลุ่มชี้ไปยังสะพานที่ไกลลิบๆ “เราลองไปที่นั่นกันดีหรือไม่?”
ผู้ร่วมเดินทางนับสิบคนมองไปยังทิศทางที่คนในกลุ่มชี้ ห่างไปประมาณสองลี้เป็สะพานทำจากไม้ข้ามฝั่งไปมองเห็นกระโจมมากมาย มีสัญลักษณ์อะไรสักอย่างแขวนอยู่
“อาจจะเป็ไปได้ว่าคุณหนูอาจจะอยู่ที่นั่น” คังโจวพูดขึ้น
ยามนี้ทุกคนในขบวนทำสีหน้ามีความหวังจนถึงขีดสุด
“ขอให้พบคุณหนูด้วยเถิด” นางสวดภาวนา “เอาล่ะ!!! ไปที่นั่นกันเถอะ”
----++++--------++++++-------
ที่ตั้งของกลุ่มโจรป่า(ฝั่งเดียวกับกองทัพแต่หลบซ่อนอยู่ในที่ลุ่ม)
แค่กๆๆๆ แค่กๆๆ เสียงไอดังมาจากกระท่อมหลังหนึ่งที่ตั้งห่างจากบ้านผู้อื่น
“แม่หมอปา ท่านพ่อข้าจะอยู่ได้อีกนานเท่าใด” ยุนจูอิงบุตรสาวที่ตั้งตนขึ้นเป็หัวหน้าเมื่อปีที่แล้วถามขึ้น
เ้าของนามผู้รับตรวจดูแลท่านยุนเซียวมานานหันมองสตรีที่มีผ้าคลุมปกปิดใบหน้าครึ่งล่างอย่างมิใคร่ชอบใจนัก มิใช่นางจะมิรู้ว่าพ่อของนางยังได้ยินทุกสิ่งที่นางกล่าว เพียงแต่ท่านไม่มีแรงแม้แต่จะพูดคุยตอบโต้
“เมื่อใดก็เมื่อนั้น”
“ข้าถามท่านทุกวัน เมื่อใดก็พูดเช่นนี้!!จริงๆแล้วท่านหลอกลวงทุกคนใช่หรือไม่?”
“หลอกลวงเื่ใด?” แม่หมอปายังคงสับสน ไม่เข้าใจนัก
“จริงๆท่านมิได้รู้น่ะสิว่าท่านพ่อของข้าป่วยเป็โรคใด ท่านทำเพียงแค่มามองดูและก็บอกว่ามิถึงเวลาหนำซ้ำยาก็มิจัดให้ดื่ม” นางมองแม่หมอปาขึ้นลงอย่างเหยียดหยาม “รึจริงๆท่านมิได้มีความรู้เื่การรักษาแม้เพียงนิด?”
แม่หมอปาส่ายหน้าไปมาอย่างรำคาญ “หากข้ามิรู้เื่การรักษาป่านนี้คนเร่ร่อนในกลุ่มโจรป่ามิตายกันหมดแล้วรึ คลอดบุตรก็เป็ข้าทำ หาสมุนไพรก็เป็ข้าทำ รักษาแผลก็ข้าทำ” แม่หมอมองสตรีวัยเยาว์กว่าที่ยืนกอดอกค้ำหัวนาง “แล้วเ้าเล่าทำสิ่งใดบ้าง สตรีอัปลักษณ์ที่วันๆมัวแต่เฝ้าฝันลมๆแล้งๆว่าจะได้ตบแต่งเป็ฮูหยิน” สตรีที่มีผ้าสีดำปกปิดริมฝีปากหายใจแรงฟึดฟัด!! “ตื่นจากฝันแล้วมาดูแลพ่อเ้าเสียก่อนที่จะมิมีวันนั้น”
โครม!!!!!! เสียงของตกอย่างแรงในกระท่อมคนป่วยทำให้โจรชายที่เฝ้าอยู่รีบวิ่งเข้ามาดู
ภาพที่พวกเขาเห็นคือ ท่านหัวหน้ายุนจูอิงยกขาค้างเติ่งอยู่เช่นนั้น ในทิศทางตรงกันข้ามมีแม่หมอปานอนสลบอยู่…เืไหลออกจากปาก