ตอนที่ 20 รางวัลนำจับ (4)
วันนี้จ้าวเสวี่ยสวินพร้อมด้วยจางเทียนหยางได้มาหาเซี่ยงอวี่ที่เขตกักกันโรค ทั้งสองตั้งใจมาเยี่ยมโดยไม่บอกกล่าว คิดจะทำให้เขาประหลาดใจ
ไม่คิดเลยว่าครั้นมาถึงเขตกักกันโรค กลับเห็นอวี๋ฉูฉู่กำลังดูแลป้อนยาให้เซี่ยงอวี่ พลางพูดคุยกระซิบกระซาบแผ่วเบา เซี่ยงอวี่เองก็มองนางด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ดูเหมือนว่าในยามปกติพวกเขาสองคนก็ใกล้ชิดสนิทสนมกันเช่นนี้เป็นธรรมดา
เมื่อมองเห็นสีหน้าแววตาคนทั้งคู่ ในใจเสวี่ยสวินพลันรู้สึกฝาดเฝื่อน จู่ๆ ก็นึกอิจฉาฉูฉู่ขึ้นมา หากไม่ได้นางคอยทุ่มเทดูแลเอาใจใส่ เกรงว่าอาการของพี่ใหญ่เซี่ยงคงไม่ดีขึ้นเร็วเช่นนี้
เพียงแต่จนปัญญาด้วยฐานะของตน กลับไม่อาจอยู่ข้างกายพี่ใหญ่เซี่ยงได้ทุกเวลา...
“ไยไม่บอกกันก่อนสักคำเล่า!” เซี่ยงอวี่ดื่มยาเสร็จจึงค่อยสังเกตเห็นสองคนยืนอยู่หน้าประตู อวี๋ฉูฉู่เองก็คลี่ยิ้มพยักหน้าทักทายพวกเขา
เวลานี้วิกฤตการณ์ของกาฬโรคแก้ไขยุติลงได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องสวมผ้าปิดหน้าอีกต่อไป เพียงแต่ช่วงก่อนหน้านี้เซี่ยงอวี่นั้นหลับๆ ตื่นๆ อยู่ตลอดเวลา ต่อมามีกำลังวังชาอาการดีขึ้น ทางฝั่งเสวี่ยสวินก็งานยุ่งขึ้นมา วันนี้ครั้นได้เจอกันก็ค้นพบว่ายายหนูสวินถึงกับผ่ายผอมลงไปหนึ่งรอบเอวแล้ว
เสวี่ยสวินได้ยินถ้อยคำก็ระบายยิ้มออกมา พลางเดินเข้าไปหา เห็นสีหน้าของเซี่ยงอวี่ไม่ได้ดูซีดเซียวเหมือนช่วงก่อนหน้าแล้ว จึงเอ่ยขึ้นด้วยความดีใจ “พี่ใหญ่เซี่ยงป่วยอยู่แต่ยังดูกระปรี้กระเปร่าดีจริงเชียว!”
“ต้องขอบคุณเทียบยาที่พวกเจ้านำกลับมา!”
เห็นเสวี่ยสวินพูดหยอกล้อ เซี่ยงอวี่เองก็ยิ้มแย้ม แต่แล้วจู่ๆ เจ้าตัวก็เหมือนนึกอะไรขึ้นได้ นัยน์ตาดำขลับทอประกายแปลกไปจากเดิม ถามเสียงเข้มงวดจริงจัง “ยายหนูสวินเดินทางครั้งนี้ราบรื่นดีหรือไม่”
เห็นเซี่ยงอวี่เอ่ยคำถามนี้ เสวี่ยสวินเลยรีบพยักหน้าตอบ “พี่ใหญ่เซี่ยงไม่ต้องเป็นห่วง ข้าใช้ฐานะองค์หญิงแห่งแคว้นจ้าวเดินทางไปยังแคว้นฉิน ฉินฮ่องเต้มีหรือจะกลั่นแกล้งทำให้ข้าลำบากใจได้”
วาจานี้ของเสวี่ยสวินกล่าวด้วยท่าทางสบายๆ ทว่าเซี่ยงอวี่รู้จักนิสัยใจคอของฉินฮ่องเต้ดี จึงยังแสดงสีหน้าสงสัย
ขณะจะเอ่ยถามต่อ กลับได้ยินจางเทียนหยางกล่าวขึ้น “สหายเซี่ยงพักผ่อนร่างกายให้หายดีก่อนเถิด ข้ากับสวินเอ๋อร์เดินทางราบรื่นดีทีเดียว!”
“สหายเอ่อร์กล่าวถูกต้องแล้ว ข้าจะต้องรีบหายดีในเร็ววัน!” เซี่ยงอวี่คิดว่ากระทั่งจางเอ่อร์ยังบอกไม่เป็นไร เช่นนั้นก็น่าจะมีเรื่องให้ตกใจอยู่บ้าง แต่ยังคงปลอดภัยดี!
“จริงสิ ข้าเปลี่ยนนามเป็นจางเทียนหยางแล้ว เกรงว่าหลังจากนี้สหายเซี่ยงคงต้องเปลี่ยนคำเรียกขานใหม่!”
เมื่อนึกได้ว่าเซี่ยงอวี่ยังคงเรียกตนว่า ‘สหายเอ่อร์’ จางเทียนหยางก็คลี่ยิ้มบอกเรื่องที่ตัวเองเปลี่ยนชื่อ
“ไฉนอยู่ดีๆ ก็เปลี่ยนนามได้เล่า” คำพูดเหล่านี้กลับดึงดูดความสนใจเซี่ยงอวี่ไปได้
จางเทียนหยางยิ้มน้อยๆ กล่าวคำอย่างไม่ใส่ใจ “โหราจารย์บอกว่าชื่อเดิมไม่สมพงศ์กับข้า! เทียนหยางสองคำนี้ต่างหากจึงจะเป็นลิขิตสวรรค์ของข้า!”
จางเอ่อร์พูดจบ สีหน้าของเซี่ยงอวี่กับเสวี่ยสวินสองคนก็ดูแตกต่างกันออกไป
เห็นเพียงเซี่ยงอวี่ทำท่าทางกระจ่างแจ้งในบัดดล “นึกไม่ถึงว่าสหายเอ่อร์...”
พูดมาได้ครึ่งหนึ่ง เซี่ยงอวี่ก็นึกขึ้นได้ว่าอีกฝ่ายเปลี่ยนชื่อแล้ว รีบเปลี่ยนคำเรียกทันที “นึกไม่ถึงว่าสหายเทียนหยางจะเชื่อถือวาจาของโหราจารย์เช่นนี้ด้วย!”
“นี่เป็นชะตากรรมของเทียนหยางลิขิตให้เป็นไป ย่อมมิกล้าละเลย”
ไม่รู้ว่าวาจาที่จางเทียนหยางกล่าวมานี้มีเจตนาหรือไม่ แต่สุดท้ายเมื่อเสวี่ยสวินได้รับฟัง กลับรู้สึกเพียงในหัวใจสับสนหลากอารมณ์ อดไม่ได้ที่จะนึกย้อนถึงคำพูดของญาติผู้พี่ตอนเปลี่ยนชื่อในวันนั้น...
‘เทียนหยาง’ อาทิตย์กลางนภาที่จะคอยปกป้องนางเสมือนดวงตะวันบนท้องฟ้า...
…
คนทั้งสามพูดคุยยิ้มหัวกันไปสักพัก ก็เห็นอวี๋ฉูฉู่ถือเสื้อผ้าที่พับไว้ชุดใหม่เอี่ยมเดินเข้ามา เสวี่ยสวินมองไปสายตาเดียวก็จำได้ทันทีว่านี่เป็นรูปแบบชุดที่เซี่ยงอวี่สวมเป็นประจำ กำลังจะเอ่ยถาม อีกฝ่ายกลับเปิดปากพูดขึ้นก่อน
“พี่จี๋ ลองดูว่าท่านชอบเสื้อผ้าชุดใหม่นี้หรือไม่” ฉูฉู่เดินถือเสื้อผ้าด้วยสองมือไปหยุดยืนตรงหน้าเตียงเซี่ยงอวี่ ใบหน้างามหมดจดแลดูค่อนข้างตื่นเต้นอารมณ์ดี
นางคลี่อาภรณ์ชุดใหม่ออกกว้าง ฝีเข็มตะเข็บเย็บละเอียดประณีต ผลงานปักลายอันยอดเยี่ยมล้วนปรากฏชัดไร้ข้อกังขา!
ฝีมือการเย็บปักดีงามเช่นนี้ เกรงว่าแม้แต่ในวังอ๋องของแคว้นจ้าวก็ยังหาตัวจับได้ไม่กี่คน
แม้เสวี่ยสวินเองจะเย็บปักถักร้อยเป็น ก็ยังคิดว่าอาภรณ์ที่ฉูฉู่ทำขึ้นชุดนี้งดงามเป็นพิเศษ ทั้งยังดูเหมาะสม เข้ากับพี่ใหญ่เซี่ยงเป็นอย่างมาก