ตอนที่ 7
คำทำนาย
เฉินซือหยางจากไปแล้ว แเื่ส่วนใหญ่ก็เลือกที่จะกลับโดยเร็ว เพราะหวั่นเกรงว่าจะถูกลากลงไปในน้ำคลำบ่อนี้ของตระกูลหลี่
“ หานเฟิง เ้าไม่ควรไปตอแยคนจากนครหลวงเช่นนั้น” เป็สุ่ยอิงที่อัดอั้นอดทนมานาน จึงอดไม่ได้ที่จะต้องกล่าวขึ้น ตอนนี้ทั้งหานเฟิง และสุ่ยอิง ยังคงรั้งรออยู่ในงาน เพราะยามนี้ หานซานปลีกตัวไปคุยกับเฉินคุนเป็การส่วนตัว
“ ลูกขออภัยท่านแม่ยิ่ง คงทำให้ท่านหวาดกลัวมากแล้ว”
“ ไหนเลยจะไม่หวาดกลัว เ้าเล่นไปตอแยกับบุคคลเช่นนั้น วันหน้าตระกูลของเราคงไม่เป็อันได้อยู่อย่างสงบสุขแล้ว”
“ ท่านแม่อย่าได้กังวลจนเกินเหตุไป เฉินซือหยางผู้นี้ ยังมีชีวิตอยู่ ทั้งยังอยู่ครบทั้งสามสิบสอง ย่อมไม่มีเื่ราวเหตุการณ์เช่นที่ท่านแม่กังวล”
“ ไฉนเ้าจึงได้เชื่อมั่นเช่นนั้น”
“ เพราะเฉินซือหยางผู้นี้ หาได้เป็บุคคลที่มีน้ำหนักอันใด จาก สถานที่ที่มันจากมา”
สุ่ยอิงเอียงคอมองหน้าบุตรชายอย่างไม่เข้าใจ ก่อนจะได้ยินชายหนุ่มกล่าวขึ้นต่อ
“ หากลูกคาดเดาไม่ผิด เฉินซือหยางผู้นี้ สมควรมาจากตระกูลเฉินสาขาหลักในนครหลวงเมฆคราม และการที่มันมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่ ก็สมควรเป็ตัวแทนมาแจ้งข่าวบางประการแล้ว ซึ่งตัวมัน ก็มิสมควรที่จะมีตำแหน่งอันใหญ่โตอันใดนัก อย่างมากที่สุด ก็คงเพียงรุ่นเยาว์ที่พอจะมีพร์ผู้หนึ่ง ยังไม่ถึงขั้นคุณชายนายน้อย หรือเป็บุคคลที่ทั้งตระกูลให้ความคาดหวังอันใด”
“ เ้ากลับขบคิดได้มากมายเช่นนั้น” ผู้เป็มารดามองบุตรชายอย่างแปลกใจ
“ ลูกทุ่มเถียงกับมันมาตั้งนาน กลับไม่มีใครออกหน้าพูดแทน เห็นชัดว่ามันมาเพียงลำพัง กระทั่งเชินคุนก็ยังคล้ายว่าจะไม่ยื่นมือเข้ายุ่งเกี่ยว เห็นชัดว่าฐานะตำแหน่งของมันในใจเฉินคุน ก็หาได้สูงล้ำอันใด ซึ่งถ้าหากมันเป็นายน้อยหรือคุณชายอันสูงศักดิ์จริง ไหนเลยที่ทางตระกูลเฉินจะกล้าปล่อยมันออกมาโดยไม่มีผู้คุ้มกัน ไหนเลยที่เฉินคุนจะไม่ออกหน้าพูดแทน อย่างมากที่สุดลูกจึงคิดว่า มันก็เป็เพียงศิษย์รุ่นเยาว์ที่พอจะมีพร์ผู้หนึ่ง”
“ เ้ากลับมองได้ลึกซึ้งนัก” กล่าวจบก็ลูบหัวบุตรชาย ที่สูงเพียงแค่ปลายคางของตนด้วยความเอ็นดู ก่อนจะกล่าวขึ้นต่อ “ หวังเพียงเ้าจะไม่เสียใจเื่ที่ถูกถอนหมั้น”
มิกล่าวพูดก็แล้วไปเถอะ แต่พอกล่าวพูดขึ้นมา ก็พลันให้ชายหนุ่มต้องรู้สึกปวดร้าว มันไม่อาจคาดเดาได้แล้ว ว่าเื่ราวเหตุการณ์ต่อจากนี้ จะเปลี่ยนแปลงไปเช่นไรอีก กระทั่งเสวี่ยเอ๋อร์ ที่สมควรได้ตบแต่งกับมัน ก็ยังคล้ายว่าจะต้องเดินจากไปอย่างไม่หวนกลับมา
คิดไปคิดมา จึงได้แต่ก้มหน้าถอนหายใจออกมาอย่างเงียบๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นกล่าวคำต่อมารดา “ เมื่อครู่ ลูกฝากจดหมายฉบับหนึ่งส่งถึงนางแล้ว เพียงต้องรอดูการตอบสนองของนาง”
ในจดหมาย ที่มันได้เขียนส่งถึงเสวี่ยเอ๋อร์นั้น มิได้มีเื่ราวอันใดกล่าวถึงชีวิตที่แล้ว หากมีเพียงคำมั่นสัญญาต่างๆนานา ที่มันจะมอบให้กับนางในชีวิตนี้
กระทั่ง เวลาล่วงผ่านไปอีกสองก้านธูป หานซานก็เดินกลับออกมาเพียงลำพัง
“ มีจดหมายถึงเ้า” หานซานยื่นจดหมายฉบับหนึ่งให้กับบุตรชาย
เมื่อเห็นจดหมาย ชายหนุ่มก็เข้าใจได้ทันทีว่าเป็นาง ตอบกลับ ทว่า มันพอจะคาดเดาใจความในจดหมายได้จากสีหน้าของบิดาแล้ว จึงยังไม่คิดจะเปิดอ่านในตอนนี้
ทั้งสาม ขึ้นรถม้าแล่นกลับคฤหาสน์ตระกูลหลี่ บนรถม้ามีเพียงบรรยากาศอันเงียบงัน หากในท้ายที่สุด หานซานก็ตัดสินใจกล่าวขึ้นเพื่อทำลายบรรยากาศลง
“ เฉินคุนจำต้องยกเลิกงานหมั้น มันไม่อาจปฏิเสธความ้าของเฉินซือหยางผู้นั้น”
“ ไฉนจึงไม่อาจปฏิเสธ หรือเฉินซือหยางผู้นั้นมีเื้ัอันใหญ่โต?” หานเฟิงกล่าวถามอย่างไม่เข้าใจ
หานซานส่ายหน้า “ มันก็แค่ ศิษย์รุ่นเยาว์ผู้หนึ่งของตระกูลเฉินในนครหลวง หากมีเหตุผลมากกว่านั้น ที่เฉินคุนไม่อาจปฏิเสธ”
หานเฟิงมองบิดาอย่างสงสัย เห็นท่านจ้องสบเข้ามาในดวงตาของมัน ก่อนที่ท่านจะเปิดปากกล่าวคำ “ เป็เฉินฟ่านาเ็”
คำกล่าวนี้ ล้วนทำให้ทั้งหานเฟิงและสุ่ยอิงไม่เข้าใจ หากมิต้องให้ผู้ใดเอ่ยปากถาม หานซานก็เป็ฝ่ายชิงตอบคำขึ้นก่อนแล้ว “ เฉินฟ่าน หลังจากที่พ่ายแพ้ให้กับลูกเฟิงก็กลายเป็คลุ้มคลั่ง เย็นวันนั้น มันร่ำสุราจนมึนเมา ก่อนบุกไปข่มเหงเสวี่ยเอ๋อร์”
หานเฟิงหัวใจกระตุก มันกำหมัดแน่น ก่อนจะโพลงถามออกไปอย่างตื่นตระหนก “ น นางเป็อะไรหรือไม่?”
หานซานส่ายหน้า “ นางไม่เป็อะไร เป็เฉินซือหยางที่อยู่ไม่ไกล ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ หากสุดท้าย ยังคงพลั้งมือทำร้ายเฉินฟ่านจนาเ็”
หานเฟิงระบายลมหายใจอย่างโล่งอก หากในหัวกลับครุ่นคิด ชีวิตที่แล้วมันก็ทำเช่นนี้ ชีวิตนี้ก็ยังคงทำ แต่คล้ายว่าวันเวลาจะถูกเร่งรัดให้เร็วขึ้น ทั้งผลกรรม ก็คล้ายว่าจะรวดเร็วไม่แพ้กัน ชั่วขณะที่ชายหนุ่มกำลังคิด ก็พลันได้ยินเสียงของบิดากล่าวขึ้นต่อ
“ เพราะเหตุนั้น เฉินซือหยางจึงคิดใช้เื่ราวเหล่านี้ บีบบังคับเฉินคุน ให้เสวี่ยเอ๋อร์ถอนหมั้นกับเ้า และให้มันเป็คนที่จะได้แต่งกับนางแทน หาไม่แล้ว มันก็จะป่าวประกาศเื่ที่นายน้อยตระกูลเฉิน คิดข่มเหงรังแกน้องสาวร่วมบิดาออกไป แน่นอนว่า ภายในขอบเขตของเมืองเมฆาคล้อยเื่ราวอาจพอที่จะควบคุมได้ แต่ ถ้าเื่ไปถึงตระกูลเฉินในนครหลวง นั่นจึงไม่เรียบง่ายธรรมดาแล้ว” หานซานบอกกล่าวต่อบุตรชาย
“ ที่แท้กลับเป็เช่นนี้” หานเฟิงพยักหน้ารับ
“ เฉินคุน ฝากคำขอโทษถึงเ้า ตัวมันเองก็เสียใจยิ่ง ที่บุตรชายกระทำตัวต่ำช้า จนเป็เหตุให้เื่ราวกลับกลาย ทั้งยังมี…” กล่าวถึงตรงนี้ ท่านก็มองเข้ามายังในตาของหานเฟิง
“ เื่การสมรสระหว่างสองตระกูล เฉินคุน ยังคงอยากให้ธิดาคนรองแต่งกับเ้า ถือเป็คำขอโทษจากมัน”
หานเฟิงส่ายศีรษะ ก่อนจะตอบคำอย่างไม่ต้องขบคิด “ ลูกขอปฏิเสธ หวังเพียงท่านพ่อจะเข้าใจ”
หานซานพยักหน้ารับ โดยมิได้ถามหาเหตุผล
ไม่นาน รถม้าก็แล่นเข้าไปในคฤหาสน์ตระกูลหลี่ หานเฟิงที่แยกกับบิดามารดาก็ตรงกลับเข้าเรือนพักของตน
ชายหนุ่มนอนอยู่บนเตียง ยังคงเป็ชุดเสื้อผ้าชุดเดิม ทั้งมันยังมิหลับ แม้ว่ายามนี้ดึกดื่นมากแล้วก็ตาม ในมือของมันถือไว้ด้วยจดหมายฉบับหนึ่ง จนหมาย ที่มันพอจะคาดเดาใจความได้อยู่บ้าง หากมันกลับไม่กล้าที่จะเปิดอ่าน นอนขบคิดอยู่เป็นาน กระทั่งท้ายที่สุดมันก็ไม่อาจอดทนได้อีกต่อไป จึงต้องเปิดออกดู
เห็นเป็ตัวอักษรเล็กบางกระทัดรัด ลายมืองดงามยิ่ง ใจความในจดหมายเขียนไว้ว่า
...ถึงคุณชายหลี่ เสวี่ยเอ๋อร์ขอบคุณในความหวังดีของคุณชาย หากเสวี่ยเอ๋อร์ไม่อาจตอบรับน้ำใจเ่าั้ เื่การไปยังนครหลวงเมฆคราม ล้วนเป็เสวี่ยเอ๋อร์เลือกด้วยตัวเอง ขอคุณชายโปรดเข้าใจ...
เพียงเท่านี้ นางเขียนไว้เพียงเท่านี้ หานเฟิงได้แต่เหม่อมองเนื้อความในจดหมายอย่างซึมเซา ไหนเลยที่มันจะไม่เข้าใจจิตใจของนาง นางที่ตอนนี้ ก็เพียงแค่เด็กสาวคนหนึ่งที่อายุวัยยังไม่ถึงสิบหก นางเมื่อมีหนทางให้เลือก ย่อมเลือกเส้นทางที่ยาวไกลให้กับตัวเอง ซึ่งสองทางเลือกของนางก็ต่างกันอย่างสุดขั้ว หนึ่งคือนายน้อยหลี่ที่ครั้งหนึ่งได้ชื่อว่าขยะของวงศ์ตระกูล กับอีกหนึ่งคือเฉินซือหยาง ที่ทั้งหล่อเหลาสง่างาม ชาติตระกูลรึก็มาจากนครหลวงเมฆครามที่ไม่ว่ผู้ใดก็ล้วนใฝ่ฝัน ถึงแม้ว่าตัวตนที่แท้จริงของเฉินซือหยางผู้นี้ อาจเป็เพียงเด็กเปิดประตูอันต้อยต่ำ หากแต่ฐานะของมัน ก็ยังคงสูงล้ำกว่านายน้อยในเมืองเล็กๆแห่งนี้ อีกทั้งนางยังมีอีกหนึ่งเหตุผล ที่ชายหนุ่มพอจะขบคิดออก ซึ่งก็คือความหวัง เป็ความวังที่นางจะได้พบกับวิธีรักษาอาการเจ็บป่วย ที่เรื้อรังมานานของนางให้หายขาด ทว่า ที่นางไม่อาจทราบ คือในชีวิตที่แล้วของชายหนุ่ม บิดาของชายหนุ่ม ท่านมีสหายสนิทอยู่ในนครหลวง สหายผู้นี้สามารถเชื้อเชิญแพทย์หมอเก่งๆจากนครหลวง ให้มาช่วยดูอาการของนางได้ หากสุดท้าย...ยังไม่อาจรั้งไว้ซึ่งไฟชีวิตของนาง
หานเฟิงพับเก็บจดหมายของนางอย่างทะนุถนอม มันทำราวกับว่า จดหมายฉบับนี้คือสิ่งอันล้ำค่าของมัน มันที่รักนางยิ่ง ที่คิดถึงนายิ่ง กลับไม่รู้สึกโกรธเคืองกับการตัดสินใจของนาง เพราะว่ามันเองก็เข้าใจ ถ้าหากให้สลับที่กัน มันเองก็ย่อมต้องเลือกหนทางเช่นเดียวกับนาง
หานเฟิงเดินไปที่หน้าต่าง มองจันทร์เต็มดวงบนฟากฟ้า เพียงขบคิดไปว่า จากกันครานี้ คงไม่มีโอกาสได้พบกันอีกตลอดกาล
ชั่วขณะเดียวกัน ในเรือนนอนแห่งหนึ่งที่อยู่ในตระกูลเฉิน ริมหน้าต่างยืนไว้ด้วยหญิงสาววัยสิบห้าที่ผิวกายซีดขาวผู้หนึ่ง เป็เสวี่ยเอ๋อร์ ใบหน้าของนางยังคงซีดขาว ทั้งยังคงสงบนิ่ง นางใช้สายตาที่เรียบเฉยไร้อารมณ์จ้องมองดวงจันทร์ ส่วนในมือของนางถือไว้ด้วยกระดาษแผ่นหนึ่ง บนแผ่นกระดาษเขียนไว้ด้วยข้อความอักษรที่เปี่ยมพลัง ทั้งแฝงเร้นไว้ด้วยปณิธานอันยึดมั่นซื่อตรง ใจความในกระดาษแผ่นนี้เขียนไว้ว่า
...เสวี่ยเอ๋อร์ ข้าหลี่หานเฟิง เพียงอยากขอร้อง ให้เ้าเลือกอยู่กับข้า แม้ครั้งหนึ่งข้าจะเคยได้ชื่อว่าขยะ แต่ตัวข้านั้นได้เปลี่ยนไปแล้ว ข้ากลายเป็หลี่หานเฟิงคนใหม่ เป็คนที่เ้าสามารถไว้ใจฝากชีวิต ข้าจะดูแลเ้าประดุจสิ่งล้ำค่า ข้าจะมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับเ้า ทั้งจะมอมความรักให้กับเ้า เพียงผู้เดียว ระหว่างเราจะไม่มีสตรีใดมาคั่นกลาง ข้าสัญญา
แต่ถ้าเ้า เลือกที่จะไม่ตอบรับน้ำใจจากข้า เช่นนั้นข้าคงได้แต่กล่าวคำว่าโชคดีแล้ว ก็ขอให้เ้าได้สุขสมหวังในชีวิตรัก มีความสุขกับเส้นทางที่เลือกเดิน
และสุดท้าย ข้าเพียงอยากกล่าวคำว่า ข้าขอโทษ...
รุ่งเช้า ั้แ่ที่ดวงตะวันยังไม่ทันโผล่พ้นขอบฟ้า ที่หน้าประตูใหญ่คฤหาสน์ตระกูลเฉิน ปรากฏรถม้าแล่นออกไปสองคัน โดยที่ผู้คนบนรถม้าหาได้รู้เลยว่า ห่างไปไม่ไกล มีชายหนุ่มวัยสิบห้าในชุดสีดำที่กลืนไปกับเงามืด ยืนทอดสายตามองส่งจนรถม้าทั้งสองแล่นหายลับไป
กว่าที่หานเฟิงจะกลับมาถึงคฤหาสน์ตระกูลหลี่ ก็ค่ำแล้ว มันถูกหวังเจิ้งหู่หิ้วปีกลงมาจากรถม้า เป็วันทั้งวันมันเอาแต่ร่ำสุรา หวังเพียงว่าสุราจะทำให้มันสามารถลืมเลือน
กว่าจะลืมตาตื่นขึ้นมาอีกคราก็ร่วมเที่ยง เด็กรับใช้ยกอ่างน้ำมาให้มันล้างหน้าบ่วนปาก เสร็จก็ยังคงนั่งอยู่บนเตียงเช่นนั้น พยายามย้อนท้วนความทรงจำ ว่าตนนั้นกลับมาอยู่ที่ห้องได้เช่นไร หากยังคล้ายจะจำได้เพียงแค่ว่า หลังจากที่ยืนมองรถม้าสองคันแล่นหายลับไป มันก็ไปร่ำสุรา ในเหลาสุราที่มันเคยไปเที่ยวกินอยู่เป็ประจำ เมื่อครั้งที่มันยังทำตัวเป็ขยะ มันร่ำสุราเพียงลำพัง ก่อนที่หวังเจิ้งหู่มาร่วมวง หลังจากนั้น มันก็แทบจะจดจำอันใดไม่ได้แล้ว
หานเฟิงสะบัดศีรษะ ก่อนจะดีดตัวขึ้นจากเตียง ดมตัวเองที่ยังคงมีกลิ่นสุราคละคลุ้ง ก็เคลื่อนลมปราณ ขับสลายคราบสกปรกและกลิ่นไม่พึงประสงค์บนเรือนร่างจนหายสิ้น ยามนี้ที่มันอยู่ในขอบเขตปราณพื้นฐาน จึงสามารถทำเช่นนี้ได้แล้ว ซึ่งก็เป็อะไรที่สะดวกสบายยิ่ง ทั้งไม่ต้องอาบน้ำอาบท่าให้เสียเวลาอีก หานเฟิงเพียงผลัดเปลี่ยนเป็ชุดใหม่ ก่อนจะสาวเท้าเก้าเดินออกจากเรือนไป
ครึ่งวันบ่าย มันไปพบบิดาช่วยสะสางกิจการงานในตระกูล หาได้ไปที่เหลาสุราอีก ตกเย็น มันก็พูดคุยทานอาหารพร้อมหน้ากับครอบครัว ตกดึก บ่มเพาะเคล็ดวิชาแล้วจึงเข้านอน พอรุ่งเช้าตื่นนอน หากไม่ฝึกกระบวนวิชา ก็ไปช่วยบิดาดูแลกิจการงานในตระกูล เป็เช่นนี้ไปอีกสามเดือน ่สามเดือนที่ผ่านมา ชายหนุ่มใช้ชีวิตอย่างปกติสุข เื่เฉินเสวี่ยเอ๋อร์ มันก็ไม่เคยกล่าวพูดขึ้นมาอีกเลย ดูไปคล้ายมันจะสามารถทำใจยอมรับ หากความจริงเป็เช่นไร ยังคงมีเพียงมันเท่านั้นจึงรู้ ตระกูลเฉินเองก็เงียบไป อาจเป็เพราะหานเฟิงไม่คิดตอบรับการแต่งงานกับเฉินเยว่ซิน ทางด้านความสัมพันธ์ระหว่างตระกูลเฉิน และหลี่ ก็คล้ายว่าจะซบเซาลง หากชายหนุ่มกลับสังเกตเห็นว่า ตระกูลเฉินมีบรรยากาศที่แปลกไป นับั้แ่วันที่รถม้าสองคันนั้นแล่นจากไป ชายหนุ่มก็ััได้มาโดยตลอด ตระกูลเฉินแลดูวุ่นวาย คล้ายจะมีการตระเตรียมที่จะกระทำบางอย่าง พวกมันทยอยซื้อหาโอสถสมุนไพร มากักตุนไว้เป็จำนวนมาก กระทั่งบางครั้งบางครา ก็พบเห็นคาราวานขนส่งขบวนใหญ่แล่นออกจากตระกูลเฉินไป ชายหนุ่มไม่ทราบว่าขบวนรถไปที่ใด แต่ยังคงคล้ายจะคาดเดาได้ว่าเป็คำสั่งจากตระกูลเฉินที่นครหลวงเมฆคราม
ทุกอย่างดำเนินไปอย่างเงียบสงบ กระทั่งวันนี้ ในที่สุดก็บังเกิดมีเื่ราวบางประการ
“ นายน้อย” เสียงอันดังกังวานจากต้าหู่ดังขึ้น ขณะที่มันวิ่งกระหืดกระหอบไปหาชายหนุ่มที่ยังคงรำดาบอยู่บนลานฝึก
“ นายน้อย… เกิดเื่ใหญ่แล้ว” มันกล่าวไป ก็หอบหายใจไป มันเป็ถึงผู้ฝึกตนขอบเขตพื้นฐานขั้นที่สิบ กับการที่ทำให้มันหอบหายใจได้เช่นนี้ สมควรที่มันจะวิ่งมาจากระยะทางที่ไกลมากแล้ว
“ มีเื่อันใด?” หานเฟิงหยุดการรำดาบ
“ เมื่อครู่...บ่าวไปที่ใจกลางเมือง...เห็น..เห็นมีป้ายประกาศ...วังยุทธ์เมฆคราม...จะเปิดรับสมัครศิษย์..” ต้าหู่ยังคงไม่หยุดหอบหายใจ
“ วังยุทธ์รับสมัครศิษย์?” หานเฟิงทวนคำด้วยความแปลกใจ มันจำได้ว่า ในชีวิตที่แล้ว วังยุทธ์ไม่ได้มีการเปิดสมัครศิษย์ใน่เวลานี้ ทั้ง่เวลาที่เปิดรับสมัครก็สมควรเป็ในอีกสิบปีข้างหน้า ซึ่งก็คือ ่เวลาหลังจากที่มันได้สติและคิดกลับตัวกลับใจเป็คนใหม่ มันจึงได้เลือกสมัครเข้าสู่วังยุทธ์เมฆครามไปในครั้งนั้น
‘ ที่แท้มันเกิดเื่อันใดขึ้น? ไฉนเหตุการณ์จึงแปรเปลี่ยนไปจนหมด นี่คงไม่ใช่ว่า ต้นเหตุเป็เพราะข้าเพียงคนเดียวหรอกกระมัง? เป็ไปไม่ได้ ลำพังเพียงการกระทำของข้า ไม่มีทางที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงไปถึงนครหลวงเมฆคราม อีกทั้งยังเป็วังยุทธ์ สถานที่ที่มีเพียงราชวงศ์เมฆคราม จึงมีสิทธิ์มีเสียงในการสั่งการ คงไม่ใช่ข้าแน่ที่ไปกระตุ้นการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ มันต้องมีบางสิ่ง ที่ข้าไม่อาจทราบแล้ว ’
“ เปิดรับสมัครเมื่อใด แล้วระเบียบการสมัครเป็เช่นไร” หานเฟิงหันไปกล่าวถามต้าหู่ หลังจากขบคิดอยู่นาน
“ เรียนนายน้อย เป็สัปดาห์หน้า ระเบียบการสมัคร เพียงกำหนดที่ระดับพลังขอบเขตปราณพื้นฐานขึ้นไป แต่อายุต้องไม่เกินยี่สิบปี”
สิ้นคำของต้าหู่ ชายหนุ่มก็ครุ่นคิด ‘ ไม่เกินยี่สิบปี...ระเบียบเปลี่ยนไปแล้ว แต่ช่างเถอะ เพราะจะอย่างไรข้าก็ยังอยู่ในเกณฑ์ ทั้งจะอย่างไรข้าก็ต้องสมัครเข้าร่วมอยู่ดี เพราะในวังยุทธ์ยังคงมีสถานที่แห่งโชควาสนา ที่รอคอยให้ข้าไปพบอยู่’
ตกเย็นวันนั้น มีแขกของบิดามาที่บ้าน แขกผู้นี้หานเฟิงสมควรที่จะไม่รู้จัก ทว่า ตัวมันในชีวิตที่แล้วกลับเคยพบพานกับคนผู้นี้อยู่ คนผู้นี้เรียกว่าอู๋เจี๋ย เป็สหายในวัยเด็กของบิดา เดิมก็มิได้มีชาติตระกูลใหญ่โตอันใด หากเป็คนมีพร์ อู๋เจี๋ยผู้นี้ได้สมัครเข้าวังยุทธ์เมฆคราม และใต่เต้าจนปัจจุบันได้ขึ้นเป็อาจารย์สอนที่มีชื่ออยู่ในนครหลวงเมฆคราม ทั้งในชีวิตที่แล้วของชายหนุ่ม อู๋เจี๋ยผู้นี้ ก็คือคนที่เชื้อเชิญแพทย์หมอชื่อดังจากนครหลวงหลายต่อหลายท่าน ให้มาดูอาการป่วยของเสวี่ยเอ๋อร์
“ พี่อู๋หายหน้าหายตาไปนาน คงสบายดีกระมัง” ภายในเรือนรับรองตระกูลหลี่ หลี่หานซานกล่าวพูดกับชายวัยกลางคนที่อยู่ในชุดยาวสีน้ำเงินขลิบลายริ้วเมฆสีขาว อันเป็เครื่องแบบอาจารย์ของวังยุทธ์เมฆคราม
อู๋เจี๋ยหัวเราะเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวคำ “ ก็ไม่เท่าไหร่ แต่ดูท่าเ้าจะสุขสบายกว่าข้ามากนัก” เว้นไว้เล็กน้อย ก่อนเหลือบมองหานเฟิงที่นั่งเยื้องไปด้านหลังของหานซาน แล้วจึงกล่าวขึ้นต่อ “ บุตรชายเ้า ปีนี้อายุเท่าใดแล้ว?”
“ อีกไม่กี่เดือนก็จะครบสิบหกแล้ว”
“ ไฉนระดับพลังจึงต่ำทรามนัก” อู๋เจี๋ยกล่าวอย่างไม่คิดถนอมน้ำใจ มันสำรวจตรวจสอบ ก็พบว่าชายหนุ่มเพียงมีระดับพลังอยู่ที่ขอบเขตปราณพื้นฐานขั้นที่สองเท่านั้น
“ ก่อนหน้านี้ เป็บุตรชายข้านิสัยเกเร จึงไม่ขยันหมั่นเพียรเท่าที่ควร”
“ เ้าจะบอกว่า ยามนี้มันเลิกเกเรแล้ว?”
“ เป็เช่นนั้น”
อู๋เจี๋ยพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ ก่อนจะกล่าวถามขึ้นต่อ “ เ้าเรียกว่าหานเฟิง? แล้วสนใจจะเข้าเป็ศิษย์ของวังยุทธ์เมฆครามหรือไม่?”
“ สนใจขอรับ ลุงอู๋”
อู๋เจี๋ยพยักหน้าอย่างพอใจ ก่อนล้วงหยิบซองกระดาษออกมาจากอกเสื้อ แล้วยื่นส่งให้กับหานเฟิง
“ นี่เป็หนังสือรับรองจากข้า นำไปยื่นในวันสมัคร เ้าก็จะสามารถเข้าเป็ศิษย์วังยุทธ์ได้โดยไม่จำเป็ต้องร่วมการทดสอบ”
หานเฟิงนิ่งอึ่งไป หากได้ยินผู้เป็บิดากล่าวขึ้น “ ขอบคุณพี่อู๋เมตตา” ชายหนุ่มจึงรีบกล่าวขึ้นตาม
“ ขอบคุณท่านลุงอู๋เมตตาต่อผู้หลาน”
อู๋เจี๋ยเพียงยิ้มเล็กน้อย หากกลับพบเห็นสีหน้าขบคิดของชายหนุ่ม จึงกล่าวถามขึ้น “ มีอันใด? หรือไม่ยินดีที่ข้าช่วยเหลือ”
“ มิใช่เช่นนั้นขอรับ เพียงแต่...”
“ จะกล่าวอันใดก็กล่าว ข้าไม่ชอบพวกกล้าๆกลัวๆ” เห็นหานเฟิงลังเลที่จะกล่าว อู๋เจี๋ยจึงแผดเสียงตวาดออกมาอย่างไม่เกรงใจเ้าของบ้าน
“ คือ ผู้หลานอยากจะเรียนถามท่านลุงอู๋ว่า จดหมายแนะนำฉบับนี้ ผู้หลานสามารถมอบต่อผู้อื่นหรือไม่?”
อู๋เจี๋ยหรี่ตามองชายหนุ่มอย่างแน่วนิ่ง คล้าย้าจะทำความเข้าใจในความคิดของเด็กน้อยผู้นี้ ก่อนที่จะกล่าวตอบมัน “ ข้าให้เ้าแล้ว จะใช้อย่างไรก็แล้วแต่เ้า เพียงหวังว่าเ้าจะไม่มานึกเสียใจเอาภายหลัง”
“ ผู้หลานต้องขอบพระคุณท่านลุงอู๋อีกครั้ง”
หานซานย่อมไม่คิดก้าวก่ายการตัดสินใจของบุตรชาย เพราะมันเชื่อใจในตัวบุตรชายที่กลับตัวกลับใจเป็คนใหม่ผู้นี้ยิ่ง จึงเพียงยิ้มเล็กน้อยก่อนจะหันไปกล่าวกับอู๋เจี๋ย
“ ข้าเข้าใจว่าที่พี่อู๋มาครานี้ เพราะเป็ตัวแทนจากนครหลวงมาคุมการทดสอบของเขตสิบสอง แต่ท่านที่พึ่งมาถึงก็ยังคงเหน็ดเหนื่อย ไฉนจึงต้องรีบร้อนมาพบข้าเช่นนี้”
อู๋เจี๋ยส่ายหน้าก่อนจะกล่าวว่า “ อันที่จริง มีเื่สำคัญจะบอกต่อเ้า ซึ่งข้าเองก็ไม่ได้มีเวลามากนัก จึงได้รีบมาพบเ้าก่อนที่ข้าจะไม่มีเวลา”
กล่าวเพียงเท่านั้นก็เงียบไป ทั้งไม่กล่าวสิ่งใดต่อ ซึ่งหานเฟิงก็เข้าใจได้ในทันที จึงรีบยืนขึ้นแล้วกล่าวคำขอตัวก่อนจะเดินจากไป
อู๋เจี๋ยมองเงาหลังของหานเฟิงที่เดินจากไปแล้ว ก่อนจะปลดปล่อยกระแสััเพื่อตรวจสอบว่ามีผู้ใดอยู่รอบบริเวณหรือไม่ และเมื่อััได้ว่า รอบบริเวณไม่มีผู้ใดคงอยู่ จึงได้หันไปกล่าวกับหานซาน “ เื่สำคัญที่ว่า ก็เกี่ยวเนื่องกับการเปิดรับสมัครศิษย์ของวังยุทธ์ในครานี้ด้วยเช่นกัน”
“ เกี่ยวเนื่อง?” หานซานทวนคำอย่างไม่เข้าใจ
“ อันที่จริง กำหนดการเปิดรับศิษย์ของวังยุทธ์พร้อมกันทั่วทั้งอาณาจักรคือในอีกสิบปีข้างหน้า หากที่ต้องรีบร้อนเปิดรับก่อนกำหนดเช่นนี้ ก็เป็เพราะ...”
อู๋เจี๋ยเปลี่ยนน้ำเสียงเป็เคร่งเครียด ก่อนจะกล่าวคำว่า “ คำทำนาย”
ในขณะที่คนทั้งสองกำลังพูดคุยกันอยู่นั้น ก็หาได้รับรู้เลยว่า ห่างออกไปไม่ไกล หานเฟิงยังคงอยู่ มันยืนนิ่งหลังพิงกำแพง ท่วงท่าสภาวะสงบนิ่ง ทั้งยังให้ความรู้สึกที่คล้ายกับว่า ตัวมันได้หลอมกลืนไปกับสภาพแวดล้อมรอบกาย