ในขณะที่เสียงของซีซ่าดังก้องกังวานขึ้นมา ดวงตาของกวีได้ค่อย ๆ ปิดลงอย่างเชื่องช้า
ภาพตรงหน้าราวกับว่ามันเคยเกิดขึ้นมาก่อน กระนั้นเขากลับนึกไม่ค่อยออกว่าจะมีสิ่งใดเกิดขึ้นนับต่อจากนี้
อย่างไรก็ตาม ด้วยเหตุผลอันใดสักประการหนึ่ง ตอนจบของเื่ราวที่เกิดขึ้นในความฝันอันเลือนราง..
‘มันกลับช่างน่าเศร้าจนอยากจะหลั่งน้ำตาออกมา’
กลับคืนสู่่เวลา ณ ปัจจุบัน
ต่อหน้ากองกำลังที่มีกว่านับหนึ่งเท่าตัว ยามนี้เป็ฝ่ายของกวีที่กำลังถูกไล่ต้อนให้จนมุม
พลันถ้อยคำก่อนหน้าสิ้นสุดลง ซีซ่าก็เปล่งเสียงะโออกมาดังลั่นไปทั่วทั้งบริเวณ
“ข้าจะขอย้ำเตือนเจตจำนงของข้าอีกครั้ง คนเดียวที่ข้า้าคือนายหญิงของพวกแกเพียงคนเดียว พวกข้าไม่้าให้มีการหลั่งเืที่เปล่าประโยชน์ เพราะฉะนั้น พวกข้าจะรอจนกว่าพวกแกจะตัดสินใจได้ แต่หากมีการเล่นตุกติกแม้แต่เพียงเล็กน้อย พวกข้าจะใช้กองกำลังทั้งหมดบุกเข้าไปในทันที และมันคือสิ่งที่ข้าเองก็ไม่้าให้เกิดขึ้นมากที่สุดเช่นกัน”
เจตนารมณ์ของเขายังคงแน่วแน่ไม่สั่นคลอน ทว่าผู้ใดกันเล่าที่คิดสละนายตนเพื่อเอาตัวรอด ทุกคนที่ยืนอยู่เคียงข้างแอนนาคือเหล่าองครักษ์ผู้ซื่อสัตย์ พวกเขาล้วนแล้วอยู่ที่นี่ก็เพื่อปกป้องเธอ แม้ว่านั่นจะหมายถึงการเดิมพันด้วยชีวิตก็ตาม
“ท่านแอนนา..”
สายตาของโอเกอร์จ้องมองไปที่นายหญิงของเขา แววตาของเธอในยามนี้เต็มไปด้วยความตื่นกลัว หรือโลกใบนี้จะไม่หลงเหลือที่ใดให้เธอซ่อนตัว เหตุไฉนพระเ้าจึงต้องคอยกลั่นแกล้งกันจนถึงเพียงนี้
แล้วแววตาของโอเกอร์ก็แปรเปลี่ยนทิศทางไปที่ซีซ่า ริมฝีปากของเขาเริ่มต้นสั่นไหวและจึงพูดขึ้น
“ทำไมพวกแกถึง้าตัวขององค์หญิงแอนนา ?”
“มันก็แน่นอนอยู่แล้วไม่ใช่รึไง เพียงแค่ส่งมอบตัวเธอให้แก่ราชวงศ์ลูเมนิค เพียงแค่นี้ก็มีเงินอยู่กินอย่างสุขสบายทั้งชาติ ข้าเองรู้ดีเกี่ยวกับปัญหาที่เธอมีต่อเหล่าผู้นำทหาร แต่ขอโทษทีว่ะ เพราะทางนี้เองก็ไม่ใช่พ่อพระเหมือนกัน”
คำตอบที่ได้รับมิใช่สิ่งที่อยู่เหนือการคาดเดา
เมื่อนั้นมือที่สั่นเทาของแอนนาได้จับไปที่แขนของโอเกอร์ ความหวาดกลัวอันลึกล้ำยากจะพรรณนาได้ส่งผ่านร่างกายของเธอไปสู่เขา
โอเกอร์คือข้ารับใช้ผู้ซื่อสัตย์ ตัวเขามิใช่คนที่คิดจะสละชีวิตนายเพื่อเอาตัวรอด เพียงแต่ว่า การจะฝ่าฟันเหตุการณ์ในครั้งนี้ก็หาใช่เื่ง่าย
.
< ศัตรูมีอยู่ราวสองร้อยคน พวกมันมีมากกว่าฝ่ายเราถึงหนึ่งเท่าตัว อีกทั้งยังเตรียมตัวมาเป็อย่างดี แสดงว่าคงจับตามองพวกเรามาแล้วสักระยะหนึ่ง และการที่มันลงมือในวันนี้ ก็แสดงว่าพวกมันมั่นใจว่าสิ่งที่พวกมันตามหาอยู่ที่นี่ >
.
โอเกอร์เริ่มต้นครุ่นคิด
หลายสิ่งยังคงคลุมเครือและน่าสงสัย พวกเขามิได้ย่อหย่อนเื่การเฝ้ายาม แม้แต่หนูหรือเห็บไรก็มิอาจย่างกรายเข้ามาในค่าย และหากเป็ยามที่จำเป็ต้องเดินทางไปยังโลกภายนอก ใบหน้าของแอนนาจะถูกแปลงโฉมด้วยวัตถุลึกลับชนิดหนึ่ง เพื่อมิให้ผู้ใดสามารถล่วงรู้ได้ถึงตัวตนที่แท้จริงของเธอ
การตรวจสอบและสังเกตการณ์จำต้องใช้ทุนและเวลาจนกว่าจะแน่ใจ ซึ่งค่าเสบียงและอุปกรณ์ที่จำเป็อาจมากมายหลายหมื่นเซน แต่แล้วทำไมกันล่ะ ทำไมพวกมันถึงลงทุนลงแรงมากขนาดนั้นกับความเป็ไปได้อันน้อยนิด
.
< สิ่งเดียวที่เราพอจะคิดได้ก็คือพวกมันมีแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ แล้วพวกมันไปได้ข้อมูลที่ว่ามาจากไหนกันล่ะ ? >
.
ในหัวของโอเกอร์ก่อกำเนิดเป็หลากหลายทฤษฎี
รูปการณ์ในปัจจุบันแลดูไม่สู้ดีนัก พวกเขาเปรียบได้ดังเหล่านกน้อยในกรงขัง การจะฝ่าฟันออกไปหากไม่มีโชคก็ย่อมไม่มีทางเกิดขึ้น
“ดูเหมือนว่าคงต้องมีการเสียสละสินะ”
เสียงของโอเกอร์พลันถูกเปล่งออกมา เมื่อเสียงของเขาสิ้นสุดลง แววตาคู่นั้นได้จับจ้องไปที่กวีซึ่งยามนี้อยู่ข้างกายของเขา
“ท่านกวี ได้โปรดรับฟังคำขอร้องจากผมด้วยครับ”
ทั้งกวีและแอนนาต่างมอบความสนใจให้แก่โอเกอร์ว่าเขา้าจะเอ่ยถึงสิ่งใด
“เมื่อผมให้สัญญาณ ท่านกวีได้โปรดอุ้มท่านแอนนาและหนีไปทางด้านหลังพร้อมกับคนอื่นๆ ในระหว่างนั้นผมจะยื้อเวลาเอาไว้ให้ คงได้แค่ราว ๆ สามหรือสี่นาที อาจจะไม่มากเท่าไหร่ แต่ก็คงมากพอที่จะทำให้พวกท่านวิ่งไปจนถึงประตูหลังได้”
แววตาของแอนนาเบิกกว้างในทันทีที่เขาพูดจบ
“พูดอะไรของนายกันน่ะโอเกอร์ บอกชั้นทีว่านายแค่ล้อเล่นน่ะ”
โอเกอร์มิได้เปล่งวาจาเอื้อนเอ่ยกลับไป เดิมทีตัวเขาคือชายผู้อ่อนต่อโลก หากเมื่อใดจำต้องสละผลประโยชน์ส่วนตัวเพื่อส่วนรวม ชายผู้นี้จะไม่เสียเวลาคิดและเข้าเสี่ยงชีวิตไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม
“ไม่ครับ พวกเราจะขอต่อสู้เคียงข้างท่านโอเกอร์ !!”
“ใช่แล้วครับ พวกเราทุกคนกินข้าวหม้อเดียวกันก็ต้องตายด้วยกัน พวกเราไม่ยอมให้ท่านสละชีวิตเพียงลำพังหรอกนะครับ !!”
เหล่าทหารต่างเอ่ยสัตย์วาจาอย่างกล้าหาญ พวกเขาไม่เคยหวั่นเกรงต่อความตาย ไม่มีทางที่คนเหล่านี้จะตอบตกลงและหนีไปโดยทิ้งหัวหน้าไว้ข้างหลัง
“ เ้าพวกโง่ !!”
เสียงะโของโอเกอร์ดังก้องกังวาน เมื่อนั้นทุกคนต่างเงียบเสียงลงในทันที
“ได้โปรดเถอะ ถือว่าชั้นขอล่ะ..”
โอเกอร์ยังคงออกปากยืนกรานเสียงแข็ง เขาไม่้าจะเห็นสหายร่วมรบคนใดจำต้องสิ้นชีพก่อนตัวเขา
“ไม่ได้!”
เสียงของแอนนาดังขึ้นในฉับพลัน หยาดน้ำตาอันบริสุทธิ์ได้ไหลรินอาบสองแก้มในขณะที่น้ำเสียงของเธอกลับช่างสั่นคลอน
แววตาของแอนนาและโอเกอร์จับจ้องไปที่กันและกัน ความเ็ปและความทุกข์ทรมานทั้งหมดได้ส่งผ่านถึงกันเพียงแค่ทั้งสองได้สบตา
“นายคิดจริง ๆ หรือว่าชั้นจะดีใจที่หนีรอดไปได้เพราะการสละชีวิตของสหายร่วมรบน่ะ”
ถ้อยคำของเธอเต็มเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใน หากแต่ว่ามันกลับมิอาจหยั่งรากลึกเข้าสู่จิตใจของโอเกอร์
แววตาของเขาพลันเร่งจ้องมองไปที่กวีอีกครั้ง
“ผมขอร้องล่ะครับ ขอเพียงแค่ครั้งนี้เท่านั้น ได้โปรดเถอะครับ”
ถึงกระนั้น กวีกลับมิได้สนใจเื่รอบข้างเท่าใดนัก
“ท่านกวี เป็อะไรไปครับ”
ใบหน้าของเขาช่างดูเคร่งขรึม มือขวาเท้าคางพร้อมคิ้วสองข้างขมวดเข้าหากันราวกับว่าเขากำลังเค้นสมองเพื่อครุ่นคิด
“ผมว่าเลิกคิดหนีดีกว่าครับ”
เสียงของกวีพลันถูกเปล่งขึ้นมา เมื่อได้ยินเช่นนั้น ในแววตาของทุกคนจึงปรากฏขึ้นเป็ความรู้สึกที่สับสน
“หมายความว่ายังไงครับ ?” เมื่อนั้นโอเกอร์จึงเร่งเอ่ยถาม
“เช่นนั้นพวกคุณก็ลองคิดตามผมนะครับ” แล้วเสียงของกวีก็ถูกเปล่งขึ้น “เ้าพวกนี้มันไม่ได้โง่ พวกมันเตรียมตัวมาเป็อย่างดี เพราะฉะนั้น ย่อมไม่มีทางที่พวกมันจะลืมรายละเอียดยิบย่อยอย่างแน่นอน และการที่พวกมันเลือกที่จะปรากฏตัวออกมาให้เห็นแบบซึ่งหน้า ก็แสดงว่าพวกเราอาจจะถูกพวกมันล้อมรอบทั่วทั้งค่ายแล้วก็ได้”
สิ้นเสียงของเขา กลับไม่มีผู้ใดที่คิดจะโต้แย้งหรือเห็นต่าง
“ก็.. จริงของท่านครับ”
กระทั่งโอเกอร์เองก็เห็นพ้องแต่โดยดี
เพียงแต่ว่า ทุกสิ่งที่กวีกล่าวล้วนเป็เพียงสมมติฐาน มิได้มีหลักฐานอันใดมายืนยันเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริง
“ค้างคาวคู่หยินหยาง !!”
ดวงตาของแอนนาได้ปิดลงพร้อมกับเสียงของเธอได้ถูกเปล่งออกไป
พลันเสียงของเธอได้สิ้นสุดลง ค้างคาวตาเดียวสีขาวก็ได้ปรากฏขึ้นมาอยู่ ณ บริเวณเหนือศีรษะ
ปีกของมันกระพือและโบยบินลอบเร้นไปทางด้านหลัง ไม่นานมันได้เร่งทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้าด้วยความเร็วสูง
ทักษะของแอนนาช่างเลิศล้ำในฐานะของหน่วยสอดแนม จนแม้แต่กวีเองก็อดมิได้ที่จะเอ่ยชม
“พวกมันมีประโยชน์ในการเก็บข้อมูลรอบสนามรบ แต่ตอนนี้เป็เวลากลางคืน ผมว่าสีดำน่าจะดีกว่านะครับ”
แอนนาที่ในขณะนี้กำลังปิดตาก็ได้เปล่งวาจาออกไปพร้อมทั้งรอยยิ้ม
“ก็อยากจะทำแบบนั้นเหมือนกันค่ะ แต่พอดีว่ามันมีข้อจำกัดบางอย่างที่ทำให้ทำแบบนั้นไม่ได้ หากตัวใดสลายไป มันจะใช้เวลาสักระยะหาก้าใช้งานอีกครั้ง ตอนนี้ก็เลยไม่มีทางเลือกเลยต้องใช้ค้างคาวสีขาวค่ะ”
ราวสามนาทีต่อมา
และแล้วแอนนาก็เริ่มลืมตาขึ้นมา ทว่าเธอกลับมีสีหน้าที่แลดูไม่สู้ดี
“ถูกอย่างที่ท่านกวีพูดค่ะ บริเวณรอบนอกยังมีพวกมันอีกราวสองร้อยคนได้ล้อมรอบค่ายทั้งค่ายเอาไว้ ทั้งปืน ทั้งหน้าไม้ ทั้งธนู พวกมันมีอาวุธจู่โจมทั้งจากระยะกลางและระยะไกล”
ทางหนีรอดสุดท้ายได้ถูกโยนทิ้งลงสู่ถังขยะ เช่นนี้แล้ว ทางเลือกที่มีจึงลดน้อยลงเหลือเพียงไม่กี่เส้นทาง
แต่แล้วโอเกอร์กลับชูสองนิ้วพลางเอ่ยขึ้น
“ตอนนี้พวกเรามีทางเลือกอยู่สองอย่าง หนึ่งคือทุ่มกำลังทั้งหมดฝ่าพวกมันและหนีไป หรือสอง ทำตามที่พวกมัน้าและยอมจำนนเพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียอย่างเปล่าประโยชน์”
เมื่อนั้นแววตาของแอนนาพลันปกคลุมไปด้วยความหวาดกลัวอีกครั้ง
“ไม่ได้ค่ะ ชั้นไม่อยากกลับไปที่นั่น ถ้าจะต้องให้กลับไป ชั้นขอตายเคียงข้างทุกคนยังจะดีเสียกว่า !!”
เธอประกาศกร้าวเสียงแข็ง ทว่านั่นกลับเป็สิ่งที่ทุกคนต่างคิดเอาไว้ก่อนแล้ว
“ไม่ต้องเป็ห่วงครับ” โอเกอร์พูดขึ้นพร้อมมุมปากขยับยกขึ้นสูง “อย่างที่พวกเราได้บอกไปแล้ว ไม่มีใครยอมมาตกระกำลำบากที่นี่หากไม่ใช่เพราะท่าน เพราะฉะนั้น หากมันไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากการต้องสละชีวิต เมื่อนั้นพวกเราก็พร้อมที่จะมอบมันให้แก่ท่านโดยไม่ปริปากครับ”
อาการสั่นของแอนนาพลันหยุดชะงักลง แววตาของเธอเริ่มมีประกายไฟแห่งความกล้า ความฮึกเหิมเองก็พลันเพิ่มทวีคูณมากยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตามแต่ การบุกทะลวงเข้าไปโดยไร้ซึ่งแผนการย่อมเปรียบดังการฆ่าตัวตาย ลำพังเพียงโอเกอร์ก็อาจพอทำอะไรได้บ้าง เพียงแต่ตัวเขาช่ำชองเื่การต่อสู้ตัวต่อตัว ย่อมไม่มีทางที่เขาจะสังหารศัตรูทั้งหมดได้โดยไม่มีาแ
ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยเหตุผลที่ว่าโอเกอร์คือคนที่รักพวกพ้องดั่งครอบครัว การต่อสู้แบบกลุ่มให้ต้องห่วงหน้าพะวงหลังย่อมสร้างผลเสียให้แก่เขา
ในขณะเดียวกัน ทางด้านของซีซ่า
.
< เ้าโอเกอร์ ก็จริงที่มันแข็งแกร่ง เราเองก็ไม่เคยต่อสู้กับนักบุกเบิกระดับทองหรอกนะ แต่มันเป็คนรักพวกพ้อง สถานการณ์ในตอนนี้คงทำให้มันลังเลที่จะตัดสินใจไม่น้อย >
.
ซีซ่าครุ่นคิดในขณะที่ยังคงเฝ้ารอให้ศัตรูประกาศขอยอมแพ้
แม้ว่าเขาจะหลงคิดว่าตนถือไพ่เหนือกว่าศัตรู ทว่าความห่างชั้นของพลังกลับชัดเจนยิ่งกว่า ลึกลงไปแล้วซีซ่ากลับกังวลไม่น้อยเกี่ยวกับความเป็ไปได้ที่พวกเขาจะพ่ายแพ้
ในขณะเดียวกัน โอเกอร์เองก็ล่วงรู้ถึงความเสี่ยงที่ฝ่ายตนจำต้องแบบรับ
“แบบนี้แย่แน่ ดูเหมือนเราจะไม่สามารถหลีกเลี่ยงความสูญเสียได้เลยสินะ”
จนแล้วจนรอด ฝ่ายโอเกอร์ก็มิอาจควานหาทางออกที่จบแบบแฮปปี้เอนดิ้ง
แม้ว่าพละกำลังของเขาจะไม่เป็สองรองใคร ทว่าปัจจัยภายนอกกลับเอียนเอียงไปทางศัตรู แม้ในตอนจบฝ่ายตนจะเป็ผู้ชนะ อย่างน้อยที่สุดฝ่ายเขาก็อาจล้มตายไม่สองก็สามในสี่ส่วน
ความเคร่งเครียดได้ก่อตัวขึ้นในห้วงอากาศ ทางเลือกที่เหลือมีอยู่เพียงหนึ่ง กระนั้นก็เป็ทางเลือกที่เสี่ยงเกินไปและผลลัพธ์ก็ไม่น่าอภิรมย์เท่าใดนัก
ทันใดนั้นเอง เสียงของกวีพลันถูกเปล่งขึ้นมาอย่างกะทันหัน
“ผมคิดว่าผมมีตัวเลือกที่สามให้พวกคุณครับ”
พลันเสียงของเขาสิ้นสุดลง แววตาของทุกคนต่างก็ตะลึงงันไปกับสิ่งที่กวีพึ่งกล่าวออกมา
ราวห้านาทีต่อมา เมื่อกวีได้อธิบายแผนการทั้งหมดให้ทุกคนได้รับฟัง
“อืม แม้โอกาสสำเร็จจะน้อยก็จริง แต่ก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย”
โอเกอร์เห็นด้วยกับแผนการของกวีเป็อย่างยิ่ง ในสถานการณ์ที่ไร้ซึ่งความหวัง แม้เพียงเปลวเพลิงอันน้อยนิดก็สามารถส่องสว่างขึ้นมาได้อีกครั้ง
เมื่อนั้นกวีได้ลุกขึ้นยืน เขาเริ่มต้นฝีเท้ามุ่งไปหาเหล่ากองกำลังของศัตรูเพียงลำพัง
“ได้โปรดรอดกลับมาให้ได้นะคะ”
แววตาของแอนนาจดจ้องไปยังแผ่นหลังของเขาด้วยความเป็ห่วง สิ่งเดียวที่เธอพอทำได้คือการเฝ้าภาวนาให้กวีปลอดภัย
เพราะถ้าหากแผนการนี้ไม่ประสบผลสำเร็จ คนแรกที่จะต้องตายก็คือตัวกวีเอง
ทุกปากกระบอกปืนได้จดจ่อเข้ามาอย่างพร้อมเพรียงในทุกย่างก้าวที่กวีก้าวเดิน
“ให้ยิงเลยไหมครับ ?”
หนึ่งในพลซุ่มยิงได้เอ่ยขึ้นมา ในใจเฝ้าคิดว่าพวกมันบ้าไปแล้วหรือเยี่ยงไร เหตุใดพวกมันจึงส่งเด็กชายที่ร่างกายผอมบางออกมาเพียงลำพัง หรือนี่จะเป็แผนการฆ่าตัวตาย?
ทว่าซีซ่ากลับมีความคิดเห็นที่แตกต่าง
“เ้าหนูนี่.. มันไม่กลัวเลยรึไงนะ”
บนใบหน้าของกวีแขวนรอยยิ้มอย่างไม่กลัวตาย ทำให้หลากหลายข้อสงสัยได้ปรากฏขึ้นมาในหัวของซีซ่า แม้จะลองดูเชิงให้ลึกลงไป กระนั้นกลับมิอาจคาดเดาได้ว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไรอยู่ในหัว
เพียงแด่ว่า ทุกสิ่งที่ซีซ่าครุ่นคิดล้วนผิดมหันต์ เพราะในขณะที่อีกฝ่ายกำลังแขวนยิ้ม สองมือของกวีกลับสั่นไหวประหนึ่งต้นไม้ใหญ่เมื่อยามลมพัดโบก
หัวใจของเขาเต้นระรัวราวกับเสียงกลอง เพียงแค่ยืนหยัดด้วยสองขาให้มั่นคงได้ก็นับว่ายากแล้ว
“ทำไมเราไม่มาลองทำข้อตกลงกันดูล่ะครับ”