หลังจากปรุงน้ำค้างกุหลาบเสร็จสิ้นเย่ชิงชิงก็ต้องเดินทางเข้าเมือง นางไม่ไว้วางใจให้เด็กรับใช้นำไปส่งจะดีกว่าหากนำไปมอบให้เผยรุ่นจือที่ร้านค้าโดยตรงและถือโอกาสทวงเงินสองร้อยห้าสิบของนางคืนด้วย
ช่วงบ่ายคาดว่าคุณชายเจ้าของห้างผู้งานยุ่งอาจจะยังไม่ว่างเย่ชิงชิงจึงเปลี่ยนเส้นทางไปถนนหุยหลัวก่อน
บัดนี้ท้องของหยางหลิ่วเติบโตได้ห้าถึงหกเดือนแล้วเห็นแล้วรู้เลยว่าจะได้เป็นมารดาในอีกไม่นาน ชีวิตเล็กๆทุกชีวิตจะเริ่มดิ้นในครรภ์ประมาณเดือนที่สี่คาดว่าคงเป็นเพราะสัมผัสได้ถึงลูกน้อยอารมณ์ของหยางหลิ่วและเติ้งอาหลัวจึงอ่อนโยนลง
คนที่เคยหยาบกระด้างในการใช้ชีวิตประจำวันตอนนี้กลับมีท่าทางที่เรียบร้อย แม้จะไม่ได้ยิ้มแย้มแต่ใบหน้าก็ดูเหมือนจะเปี่ยมไปด้วยความสุข การค้าขายในร้านก็เจริญรุ่งเรืองยิ่งนักอีกทั้งเพื่อนบ้านก็คุ้นเคยกับพวกเขาแล้ว หลังจากคุ้นเคยกันก็พูดคุยได้ง่ายขึ้นมาก
“ชิงชิง~”
หยางหลิ่วเห็นนางก็ลุกขึ้นยืนอย่างยินดีเชิญชวนนางเข้ามานั่ง แล้วยังจะอุ้มท้องใหญ่รินชาให้นางเอง
เติ้งอาหลัวเห็นเช่นนั้นก็รีบทิ้งลูกค้าแล้วเดินเข้าไปบอกให้นางดูแลร้านและเขาจะเป็นคนไปชงชาเอง หากตั้งครรภ์แล้วยังจะรีบร้อนทำงานจะไม่ให้คนอื่นเป็นห่วงได้อย่างไรกัน!
เย่ชิงชิงมองดูพวกเขารักใคร่กลมเกลียวกันก็มีความสุขเต็มไปด้วยความอิ่มเอมใจ นางกล่าวแล้วยิ้มอย่างช่วยไม่ได้“พวกเราก็คนกันเอง จะดื่มชาสักถ้วยยังต้องเกรงใจกันอีกหรือ? ข้าชงเองได้เจ้าค่ะ ไม่ต้องรีบร้อน”
หยางหลิ่วหัวเราะแล้วกล่าวว่า“ข้าต้มชาสมุนไพรเย็นให้ท่านอาหลัว คลายร้อนในร่างกายได้ดีนักของสิ่งนี้ข้าดื่มไม่ได้ แต่พวกเจ้าดื่มได้ ประเดี๋ยวข้าจะไปยกมาให้”
“ค่อยๆ เดินนะ” เติ้งอาหลัวกำชับอีกครั้งด้วยความเป็นห่วง
เย่ชิงชิงมองดูทั้งสองด้วยความขบขันหยางหลิ่วไม่เคยสงบเสงี่ยมหรือเรียบร้อยเลยไม่แปลกใจเลยที่เติ้งอาหลัวจะคอยดูแลนางทุกเรื่องแม้ว่านางจะร่าเริงขึ้นมากเมื่อเทียบกับเมื่อก่อนแต่ความสุขุมรอบคอบที่เป็นนิสัยของนางก็มิอาจเปลี่ยนแปลงได้นางจึงมีวิจารณญาณในการตัดสินใจหลายเรื่องด้วยตนเอง
ไม่นานหยางหลิ่วก็ยกชาสมุนไพรเย็นขึ้นมาพร้อมกับขนมชิ้นเล็กๆที่ทำเอง นางเกาศีรษะแล้วเอ่ยว่า “เจ้ารู้ดีว่าข้าไม่ถนัดเรื่องทำอาหารขนมชิ้นนี้ก็กินไปก่อนแล้วกันนะ?”
ระหว่างพูดคุยกันก็มีคนมาซื้อสาลี่ในน้ำเชื่อมอีกดูเหมือนว่าอาหารประเภทเนื้อสัตว์จะได้รับความนิยมน้อยลงในฤดูร้อน
“เห็นพวกเจ้าค้าขายดี ข้าก็สบายใจแล้ว” เย่ชิงชิงก้มหน้าดื่มชาสมุนไพรเย็นสองสามจิบ
“พวกท่านให้เงินเดือนสูงขนาดนี้ พวกเราย่อมต้องตั้งใจทำงานให้ดีที่สุด!”หยางหลิ่วตบหน้าอก กล่าวถึงคำชมจากลูกค้าละแวกนั้นนับว่าดีเลิศไม่มีที่ติ กล่าวโดยสรุปก็คือของมันดี
ทว่าหยางหลิ่วก็ยังมีเรื่องกังวลค้างคาในใจ “ในลานบ้านยังวุ่นวายอยู่หรือไม่?”
เพื่อบำรุงครรภ์นางจึงย้ายมาประจำอยู่ที่ถนนหุยหลัวแล้ว ไม่ค่อยได้กลับไปหมู่บ้านตงอั้นอีกหมู่บ้านเถียนซินยิ่งได้กลับไปน้อยลงกว่าเดิมมากนางกังวลมาตลอดว่าหลังจากนางไม่อยู่ช่วยแล้วนางซูจะไม่มีใครช่วยเหลืองานจุกจิกมากมาย มิหนำซ้ำนางยังอยู่ที่ร้านแห่งนี้ มีเติ้งอาหลัวคอยดูแลแทบทุกเรื่องทำให้ว่างงานเสียจนนางแทบจะทนไม่ไหว
หยางหลิ่วถือว่าตนเป็นคนทำงานมาแต่เด็กถูกส่งไปทำงานในที่ต่างๆ มามากมาย จู่ๆ ก็ไม่ต้องทำอะไรเลยทุกวันจึงเป็นเหมือนการทรมานตน อีกทั้งชาวบ้านในถนนสายนี้ก็ไม่คุ้นเคยนอกจากเติ้งอาหลัวและร้านแห่งนี้ นางก็ไม่มีที่ให้ไปแล้ว!
“ในลานบ้านมีคนช่วยงานเพียงพอแล้ว ตอนนี้เจ้าต้องดูแลตัวเองให้ดี”
“ทุกคนก็พูดแบบนี้ ข้าว่างจนแทบจะขึ้นราแล้วนะ!” หยางหลิ่วทำหน้าเหมือนทนไม่ไหว
เย่ชิงชิงมุมปากกระตุกมองบ๊วยแห้งบนโต๊ะที่เรียงเป็นระเบียบเรียบร้อยทีละลูกแสดงให้เห็นว่านางเบื่อมากเพียงใด
ทันใดนั้นกลิ่นหอมแสบจมูกก็พุ่งเข้ามา สตรีผู้หนึ่งแต่งกายฉูดฉาดกำลังก้าวเข้ามาในร้าน
เสียงไพเราะของนางแว่วมาแต่ไกล“หยางหลิ่ว~ ข้ามาหาเจ้าแล้วนะ~”
น้ำเสียงที่ดัดให้อ่อนหวานเย่ชิงชิงได้ยยินแล้วขนลุกเกรียว เมื่อเห็นแป้งแต่งหน้าหนาเตอะบนใบหน้าของนางก็รู้สึกสะพรึงกลัวอย่างยิ่งสตรีผู้นี้มิใช่หญิงคณิกาในซ่องโคมแดงอย่างที่ร่ำลือกันมาใช่หรือไม่?
หยางหลิ่วกำลังตั้งครรภ์จึงค่อนข้างไวต่อกลิ่นนางรีบยกมือขึ้นปิดจมูกด้วยความรู้สึกไม่สบายเล็กน้อยแล้วเอ่ยว่า“หวังชิวเยี่ยน เจ้ามาแล้วหรือ...”
หวังชิวเยี่ยนสะพายตะกร้าไม้ไผ่เล็กๆเข้ามา นางยิ้มแป้นมองเติ้งอาหลัวครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปหาหยางหลิ่วแล้วเอ่ยว่า“ข้าซื้อผลไม้มาจากตลาดหลายอย่าง ตั้งใจมาหาเจ้าเลยนะ ลองดูสิท้อหวานฉ่ำพวกนี้ลูกใหญ่มากเลย~”
นางว่าพลางหยิบลูกหนึ่งขึ้นมาจ่อใกล้ๆไม่ยอมให้หันหนี กลิ่นแป้งแต่งหน้าฉุนจนเย่ชิงชิงต้องกลั้นหายใจ
“ขอบใจเจ้ามาก” หยางหลิ่วรีบดันมือของนางกลับไป
หวังชิวเยี่ยนเม้มปากแล้วดึงมือกลับก่อนจะมองเย่ชิงชิงด้วยความสงสัย แล้วถามขึ้นว่า “นี่คือคุณหนูจากตระกูลใดหรือ?”
“นี่คือบุตรสาวของนายหญิงข้า แม่นางชิง” หยางหลิ่วมองนางแล้วหันไปแนะนำเย่ชิงชิงว่า “นางคือนางหวังชิวเยี่ยนเพื่อนบ้านของข้าสมัยยังเด็ก”
“เพื่อนบ้านสมัยเด็กอะไรกัน? พวกเราไม่ใช่สนิทกันเหมือนพี่น้องหรืออย่างไร?เจ้ามาเป็นบ่าวไพร่ในบ้านของคุณหนูชิงผู้นี้หรือ ช่างงดงามนักเชียว~”หวังชิวเยี่ยนยกมือปิดปากยิ้มแล้วทำท่าทางยินดีที่ได้รู้จัก
เย่ชิงชิงไม่ได้ตอบกลับคนผู้นี้รู้จักพูดจาบ้างหรือไม่ เปิดปากก็ว่าเป็นบ่าวไพร่ถ้าปากอย่างนี้ตอนอยู่ในซ่องโคมแดงคงได้สร้างความขุ่นเคืองให้ผู้คนไม่น้อยเห็นได้ชัดว่านางเข้าใจผิดแล้ว
“เฮ้อ!” หวังชิวเยี่ยนถอนหายใจยาว แล้วกล่าวต่อ“ตอนเด็กๆ เจ้าไม่มีแม้แต่ลูกท้อจะกินยังต้องเก็บของที่ข้ากินแล้วมาแทะต่อ ถูกคนมากมายหัวเราะเยาะใครจะรู้ว่าวันนี้กลับรุ่งเรืองถึงเพียงนี้”