ต้าชุนกับเยาเม่ยรู้สึกใ
พวกผู้ใหญ่ไม่เคยยอมรับความผิดพลาดของตัวเองต่อให้พวกเขาทำผิดจริงก็มักจะบอกว่าตัวเองทำถูกต้อง จากนั้นก็จะด้อยค่าเด็กที่มองเห็นข้อผิดพลาดของพวกเขาจนกลายเป็เื่ไร้สาระไป
เหมือนว่าพ่อแม่ของทุกคนจะเป็เช่นนั้นไม่มีข้อยกเว้น
แต่แม่ของพวกเขาเปลี่ยนไปแล้วจริงๆนอกจากความอ่อนโยนและความใจดีมีเมตตา เธอยังเป็ฝ่ายขอโทษพวกเขาอีกด้วย!
ต้าชุนกระดากอาย“แม่ครับ ผมเข้าใจแล้วครับ”
“เอาละพาเยาเม่ยไปเล่นก่อนเถอะ แม่ยังมีธุระต้องทำ”
หลินอันจะออกเดินทางวันพรุ่งนี้ตอนฟ้าสว่างเธอต้องใช้โอกาสก่อนฟ้ามืดทำแป้งโรตีให้เขาเอาไปทานระหว่างเดินทาง
ยุคสมัยนี้ความเร็วของรถไฟช้ามาก นักเดินทางจำเป็ต้องพกเสบียงอาหารไปเองเพราะอาหารที่ขายบนรถไฟราคาแพงเกินไป ไม่คุ้มค่า
โชคดีที่หมู่บ้านต้าเจียงอยู่ไม่ไกลจากกองทหารที่หลินอันสังกัดอยู่มากนักและอากาศก็หนาวมากจึงง่ายต่อการเก็บรักษาอาหารแห้ง สามารถพกไปกินระหว่างทางได้สะดวก
สวีหว่านหนิงเลือกทำโรตีฉบับดัดแปลงใหม่ด้วยการใช้วัตถุดิบที่มีในปัจจุบัน เธออบแป้งร้อนๆ แล้วทอดไข่อีกหลายฟองจากนั้นก็เอาเนื้อตากแห้งที่แม่หลินทำไว้มาวางลงไปแล้วทาทับด้วยซอสเนื้อที่เธอเพิ่งทำเมื่อหลายวันก่อน รับรองว่ารสชาติดีเยี่ยม
น่าเสียดายที่ตอนนี้ยังไม่มีการปลูกผักในเรือนกระจกอยากกินผักใบเขียวกลางฤดูหนาวเรียกได้ว่าไม่ต่างจากฝันกลางวันเธอจึงเอาวัตถุดิบในช่องมิติออกมาใช้ไม่ได้
หากไม่มีผักสดโรตียัดไส้อาจจะรสชาติด้อยลงสักหน่อย แต่ส่วนผสมระหว่างแป้งโรตี ไข่ไก่และซอสเนื้อ ถือเป็ส่วนผสมที่เลิศรสมากพอแล้ว
หลังหลินอันกลับมาสวีหว่านหนิงเพิ่งทำโรตียัดไส้แผ่นที่สิบเสร็จพอดี
“จากปริมาณอาหารที่คุณต้องกินในแต่ละวันการเดินทางหนึ่งวันหนึ่งคืน โรตีสิบแผ่นกับเกี๊ยวอีกหนึ่งร้อยลูกน่าจะพอแล้วหรือเปล่า”
“พอแล้วละ”หลินอันมองแผ่นแป้งที่วางเรียงกันอย่างเป็ระเบียบ แล้วกล่าวว่า “ฉันกินหมั่นโถวง่ายๆ ก็พอ โรตีพวกนี้พวกเธอเก็บไว้กินเถิดเกี๊ยวก็ไม่เป็ไร”
สวีหว่านหนิงไม่หันหน้ากลับไปมองเขาเธอยัดโรตีลงไปในกล่องอาหารที่ทำจากอะลูมิเนียม “ที่บ้านมีพร้อมทุกอย่างพวกเราไม่ต้องทนหิว คุณไม่ต้องเป็ห่วงพวกเรา แป้งพวกนี้เก็บได้นานคืนนี้ฉันทำมันเสร็จ พรุ่งนี้เช้าค่อยตื่นมาต้มเกี๊ยวให้คุณทีหลัง แป้งกับเกี๊ยวจะได้ไม่ติดกันจนเสียรสชาติ”
“......ได้สิ”
คืนนี้ สวีหว่านหนิงกับหลินอันนอนเตียงเดียวกันอีกครั้ง
ทั้งคู่ ‘ร่วมเรียงเคียงหมอน’กันมาหลายคืนแล้วเธอไม่มีความอึดอัดและประหม่าเหมือน่แรกอีกต่อไป
แต่เมื่อได้ยินเสียงลมหายใจเป็จังหวะของคนข้างกายเธอก็อดคิดถึงคำพูดของหยวนซินในวันนี้ขึ้นมาไม่ได้
เป็ไปได้หรือไม่ว่าเพราะเธอทะลุเข้ามาในหนังสือ เนื้อเื่เลยเปลี่ยนไปหมด?
ต้าชุนกับเยาเม่ยไม่ถูกพาไปขายแถมเธอยังขุนพวกเขาจนเริ่มมีเนื้อมีหนังแล้ว แม่หลินเองก็ไม่ต้องทุกข์ใจสุขภาพร่างกายแข็งแรงขึ้นทุกวัน
ส่วนกู้จวิ้นกับหลี่เชี่ยนเชี่ยนนอกจากจะไม่ได้เงินจากการขายลูกของเธอเพื่อเอาไปทำธุรกิจในตลาดมืดยังถูกเธอทวงคืนสิ่งของและเงินทองที่ร่างเดิมเคยยกให้พวกเขาด้วยอีกทั้งยังถูกควบคุมตัวไปที่สถานีตำรวจ
จุดจบของทั้งสองคนถูกกำหนดไว้อย่างชัดเจนแม้ปีหน้าเหล่าจือชิงจะทยอยกันกลับเข้าเมือง แต่พวกเขามีประวัติติดตัว คงเป็คนกลุ่มสุดท้ายที่จะได้กลับไปและเตรียมบอกลากับหน้าที่การงานที่ดีได้เลย
ส่วนหยวนซิน...
เท่าที่เธอพูดมาเธอเห็นหลินอันเป็ผู้มีพระคุณที่เคยช่วยชีวิตเธอไว้เท่านั้น
เนื้อหาในนิยายเพราะลูกถูกพาไปขาย เพราะแม่หลินเสียชีวิต ทำให้หลินอันกลายเป็คนโดดเดี่ยวไร้ครอบครัวหยวนซินสงสารเขาจึงคอยช่วยเหลือเขาเสมอ
บางทีตอนแรกหยวนซินอาจจะแค่อยากตอบแทนบุญคุณแต่ตอนหลังเมื่อได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกัน ความรู้สึกดีๆ จึงก่อตัวขึ้นระหว่างคนสองคนและกลายเป็รักนิรันดร์ในที่สุด
ทว่าในโลกแห่งความเป็จริงเพราะการทะลุเข้ามาในหนังสือของเธอส่งผลให้กงล้อแห่งโชคชะตาหมุนเปลี่ยนทิศไป ั้แ่ตอนตัดสินใจไม่ขายลูก
ชีวิตของหลินอันมีความสุขและราบรื่นหยวนซินไม่จำเป็ต้องใกล้ชิดกับเขาเพื่อตอบแทนบุญคุณ ดังนั้นความผูกพันของทั้งคู่นับว่าสิ้นสุดที่ตรงนี้?
เช่นนั้นจะเป็ไปได้หรือเปล่าว่าภรรยาอย่างเธอต่างหากที่เป็คู่ครองตัวจริงของหลินอันในชาตินี้?
มีความเป็ไปได้ใช่ไหม?
พอความคิดนี้ผุดขึ้นมาในสมองทำอย่างไรก็หยุดคิดไม่ได้
สวีหว่านหนิงรับรู้ได้ถึงความตื่นเต้นและดีใจของตัวเอง
“ฉันจะกลับมาก่อนตรุษจีน”
ในห้องอันเงียบงันจู่ๆ เสียงทุ้มต่ำของหลินอันก็ดังขึ้น
สวีหว่านหนิงหันไปมองด้านข้างในฉับพลันและพบว่าชายหนุ่มก็กำลังมองเธออยู่เช่นกัน
วินาทีที่ดวงตาสองคู่ประสานกันสวีหว่านหนิงััได้ว่ามีกระแสอุ่นร้อนไหลผ่านหัวใจของเธอ
เธอไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อนแต่ไม่รังเกียจมันเลยสักนิด
“อืม”
“เื่ตามไปอยู่ในกองทหารฉันไม่ได้พูดไปอย่างนั้น ว่างเมื่อไรเธอลองพิจารณาอย่างจริงจังสักครั้งส่วนขาของแม่ ไว้ฉันกลับไปที่กองแล้วจะติดต่อกับสหายที่เคยร่วมรบด้วยกันครอบครัวเขามีคนเป็หมออยู่ที่โรงพยาบาลกลางในเมืองมณฑลฉันขอให้เขาช่วยนัดหมายให้ได้”
“อืม”
“ส่วนเื่บ้านเธอเองก็ไม่ต้องรีบร้อนฉลองตรุษจีนเสร็จเมื่อไร ถ้าเธอยังคงไม่อยากตามไปอยู่กับฉันรอให้อากาศอบอุ่นขึ้นแล้วฉันจะหาโอกาสลาหยุดกลับมาซ่อมแซมบ้านไม่อย่างนั้นเธอกับแม่ต้องดูแลพวกลูกกันแค่สองคนถ้าต้องวุ่นวายกับธุระอื่นอีกจะเหนื่อยเกินไป”
“อืม”
“ยังมีอีกเื่ที่ฉันอยากรบกวนเธอ”
“ว่ามาสิ”
“ภรรยาของตงจื่อใกล้คลอดแล้วช่วยหาเวลาว่างไปเยี่ยมพวกเขาได้หรือเปล่า ตงจื่อกับฉันโตมาด้วยกันมิตรภาพของพวกเรายาวนานหลายปี เพราะฉะนั้น ฉันเลยอยากช่วยเขาเท่าที่จะช่วยได้แต่ฉันต้องประจำการอยู่ในกองทัพ จึงต้องรบกวนเธอแล้ว”
“ได้สิ”
หลังสวีหว่านหนิงตอบรับความเงียบก็กลับมาเยือนอีกครั้ง
ผ่านไปครู่ใหญ่หลินอันถึงพูดขึ้นมาว่า “เธอ...มีอะไรอยากกำชับฉันหรือเปล่า”
“เดินทางปลอดภัยนะ”
หลินอันอธิบายไม่ถูกว่ารู้สึกอย่างไรเขารู้แต่ว่ามุมหนึ่งในหัวใจรู้สึกว่างเปล่า
มันทรมานไม่น้อย
ทันใดนั้นมือเล็กที่อบอุ่นและอ่อนนุ่มก็ยื่นมากุมกำปั้นเย็นะเืของเขา
“ฉันบอกว่าเดินทางปลอดภัยนะ”
สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องปลอดภัย
หลินอันหันไปมองเธออย่างใ
แต่สวีหว่านหนิงกลับปล่อยมือและหันหลังให้เขาแล้ว
เธอไม่ใช่คนอ้อมค้อมเพราะฉะนั้นหลังรู้ว่าความสัมพันธ์ของตนกับหลินอันจะไม่เจออุปสรรคจากปัจจัยภายนอกจึงตั้งใจว่าจะทำตามเสียงของหัวใจตัวเอง
ทว่าเธอคือคนที่ครองโสดมาอย่างยาวนานจนถึงวัยสามสิบกว่าแม้จะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานและเป็เศรษฐีนีที่มีชื่อเสียงติดอันดับในท้องถิ่น แต่เื่ของความรัก ประสบการณ์ยังเป็ศูนย์
ไม่ใช่เธอไม่เคยหาแฟนแต่เธอไม่เคยเจอคนที่เตะตาต้องใจ และไม่คิดจะลดมาตรฐานของตัวเองลง
ตอนอยู่ร่วมกับหลินอันไม่ใช่แค่ครั้งเดียวที่เธอถูกผู้ชายพูดน้อย เน้นการกระทำแทนคำพูดทั้งยังให้ความรู้สึกอุ่นใจอย่างไร้ขีดจำกัดคนนี้ดึงดูดใจ
ก่อนหน้านี้เธอยึดติดกับเนื้อหาเดิมในนิยายไม่อยากแก่งแย่งชิงดีกับนางเอก จึงสะกดกลั้นความรู้สึกของตัวเองเอาไว้
แต่คืนนี้หลังรู้ว่าหยวนซินจะไม่เป็ฝ่ายเข้าหาหลินอันสวีหว่านหนิงจึงตัดสินใจว่าจะมอบโอกาสให้ตัวเองสักครั้ง
ทว่าการยื่นมือไปจับมือเขาเมื่อครู่ถือเป็การใช้ความกล้าหาญทั้งหมดที่มีแล้ว
จู่ๆเธอก็ไม่รู้ว่าควรทำตัวกับเขาอย่างไร จึงเลือกที่จะหนีการเผชิญหน้า