ทั้งพวกมารและอสูรที่อยู่ในภาพวาดนั้นสามารถเดินทางข้ามผ่านดาราจักรในจักรวาล แวะเวียนในภพภูมิต่างๆ จำนวนนับไม่ถ้วนพอยกมือยกเท้าขึ้น หลากหลายสถานที่พลันล่มสลายกลายเป็นฝุ่นผง ทหารกล้าถูกทำร้ายจนร่วงโรยดาราจักรบนฟากฟ้าอันกว้างใหญ่ถูกทำลายหายสิ้นจนเหลือแต่เพียงความว่างเปล่ามันคือสงครามครั้งใหญ่ที่รุนแรงที่สุดจนยากที่จะอธิบายถึงความโหดร้ายของมันได้กับผู้คนเหล่านั้น หลินหยางในตอนนี้ไม่สามารถเทียบได้เลยแม้แต่เศษเล็บ
หลินหยางมองดูภาพของมหาสงครามนั่นจนเหงื่อออกท่วมไปทั้งตัวเขาเคยคิดว่าความทรงจำที่ได้รับสืบทอดมานั้นเป็นสิ่งที่อยู่ในจุดสูงสุดของจักรวาลนี้แล้วแต่คาดไม่ถึงเลยว่า ที่แท้ในสายธารของประวัติศาสตร์อันกว้างใหญ่ไพศาลและยาวนานนี้มันเคยมีศึกสงครามอันน่าหวาดกลัวที่ร้ายแรงในระดับฟ้าถล่มดินทลายแบบนี้อยู่ด้วย
ในท้ายที่สุด
มารฟ้าเป็นฝ่ายปราชัย
มารฟ้าทั้งหมดหกตน มีอยู่สี่ตนที่ถูกสังหารภายใต้คมดาบเทวะของราชันสูงสุดผู้นั้น
มีอยู่ตนหนึ่งที่หลบหนีไปยังสถานที่อันไกลแสนไกลและอีกตนหนึ่งที่เลือกที่จะยอมศิโรราบแต่โดยดีมันยอมคุกเข่าอยู่แทบเท้าของราชันผู้นั้นในท้ายที่สุด
การรุกรานครั้งใหญ่ของมารร้ายถูกแก้ไขลงได้ พร้อมกับที่ตัวตนของจักรพรรดิเทพสูงสุดผู้อยู่เหนือทุกสรรพสิ่งได้ประกาศศักดาให้โลกได้รับรู้ถึงตัวตนของเขา
ในภาพท้ายสุดบนกำแพงนั้นหลินหยางได้เห็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดคนนั้นถูกผู้คนทั้งโลกยกย่องให้เป็นนายเหนือหัวสวมใส่ด้วยเสื้อมังกรของจักรพรรดิ บนหัวสวมใส่ด้วยมงกุฎมังกรที่ประดับอย่างงดงามกลายเป็นจักรพรรดิฟ้าผู้ซึ่งเป็นที่เคารพของภพภูมินับหมื่นภพ
ภาพบนกำแพงจบลงแค่นี้ภาพของเรื่องเล่าในตำนานที่ถูกลบเลือนหายไปตั้งแต่ยุคโบราณ
หลินหยางสูดลมหายใจเข้าไปเต็มปอด จากนั้นก็พ่นออกมา
“ตัวตนที่สูงส่งแบบนั้นช่างชวนให้ผู้คนรู้สึกหลงใหลจริงๆ...”
หั่วเอ๋อร์ที่อยู่ข้างๆ เองก็ไม่ได้โวยวายอะไรออกมาซึ่งไม่ค่อยจะได้เห็นมันเป็นแบบนี้เพียงแค่พูดออกมาเบาๆ ว่า
“เหมือนข้าจะมองเห็นผู้แข็งแกร่งของเผ่าข้าด้วยแต่ดูท่าทางหมอนั้นแค่คุณสมบัติจะไปเป็นลูกน้องของตัวตนสุดแกร่งนั่นยังไม่มีเลย...ถ้าข้าได้เจ้านายที่แข็งแกร่งขนาดนั้นบ้าง ข้าก็พอรับได้อยู่นะ...”
หมายความว่าอย่างไร!!
หลินหยางหันมาถลึงตาใส่หั่วเอ๋อร์ไปที แต่ในตอนนั้นเอง อยู่ๆ ในตัวของเขาก็มีเสียงที่ทำให้สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปดังขึ้น
“หึ ไอ้พวกโง่เขลาไม่รู้ความ!!!!”
จักรพรรดิฟ้าหลีหั่ว!!!!
ตัวตนสุดแกร่งที่หลินหยางก็เกือบลืมไปแล้วว่ามันถูกผนึกเอาไว้ในร่างกายของตัวเขาเองนั่นน่ะนะ?
เขาคิดไม่ถึงเลยแม้แต่น้อยว่า อยู่ดีๆ ตัวตนสุดแข็งแกร่งนั่นจะส่งเสียงออกมาอย่างกะทันหันแบบนี้แถมฟังจากน้ำเสียงแล้ว ดูจะเต็มเปี่ยมไปด้วยความโกรธแค้นชิงชังอันไร้ก้นบึ้งอีกด้วย
ตูม
เสี้ยวพริบตานั้นเองหลินหยางก็ตกลงสู่ความรู้สึกอันสับสนวุ่นวาย
การปรากฏตัวของจักรพรรดิฟ้าหลีหั่วก็เพื่อที่จะแย่งชิงสิทธิในการควบคุมร่างกายของหลินหยางไป หลินหยางกัดฟันแน่นอดทนต่อต้านอย่างสุดกำลัง แต่กลับพบว่ารอบนี้พลังของจักรพรรดิฟ้านั้นแข็งแกร่งมากขึ้นยิ่งกว่าครั้งก่อนหลายเท่าไม่ว่าเขาจะฝืนต้านอย่างไร ร่างกายของเขาก็ยังคงค่อยๆ ถูกจักรพรรดิฟ้าแย่งชิงการควบคุมไปทีละน้อยอย่างไม่รู้ตัว
ดวงตาของหลินหยางตอนนี้เริ่มมีเปลวเพลิงอันเกรี้ยวกราดลุกโชนขึ้นมาแล้วทั่วทั้งร่างกายถูกสวมใส่ไว้ด้วยเสื้อเปลวเพลิงเทวะแทนแล้วเพียงพริบตาเดียวบรรยากาศของเขาก็เปลี่ยนไปทันทีทุกสรรพสิ่งจำต้องยอมสยบอยู่แทบเท้าของเขา
“ไอ้บ้าอ๊ย หลินหยางน้อยข้าแค่ล้อเจ้าเล่นหน่อยเดียว เจ้าถึงกับต้องโมโหจนไฟลุกแบบนี้เลยรึ!!”
หั่วเอ๋อร์กระพือปีกบินหนีออกไป แม้แต่ตัวมันที่เป็นวิหคเพลิงเทวะยังไม่สามารถทนอยู่กับอุณหภูมิรอบๆตัวของหลินหยางตอนนี้ได้เลย
หลินหยางที่เปลี่ยนร่างแล้ว ไม่สิต้องเรียกว่าจักรพรรดิฟ้าหลีหั่ว ตอนนี้ไม่ได้ทำอะไรต่อเขาแค่จ้องเขม็งไปที่รูปภาพบนกำแพงอย่างไม่ละสายตาดวงตาแห่งเพลิงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเคียดแค้นของเขานั้น อยากที่จะบดขยี้ไอ้จักรพรรดิฟ้าสูงสุดคนที่ช่วยชีวิตคนนับหมื่นภพที่อยู่ในภาพนั่นให้แหลกเละเป็นผุยผงจนแทบทนไม่ไหว
“ข้า ข้า... เกลียด...”
จักรพรรดิฟ้าหลีหั่วไม่สามารถควบคุมร่างของหลินหยางได้อย่างสมบูรณ์จึงพูดจาไม่ชัดเป็นคำ ขณะเดียวกัน หลินหยางที่อยู่ข้างในนั้นก็กำลังดึงสติตัวเองกลับมาอย่างบ้าคลั่งเพื่อที่จะกดวิญญาณของจักรพรรดิฟ้าหลีหั่วกลับลงไปในส่วนลึกสุดในวิญญาณเขา
“ข้า เกลียด!!!!!!”
ความชิงชังของจักรพรรดิฟ้าหลีหั่วนั้นกำลังจะหลอมละลายทางเดินทั้งหมดทิ้งไปพลังงานความร้อนอันไร้ก้นบึ้งถูกยิงออกจากดวงตาทั้งสองข้างของเขาเพียงพริบตาเดียวรูปภาพบนกำแพงที่อยู่รอบๆ ตัวทั้งหมดพลันถูกทำลายจนป่นปี้ไม่มีชิ้นดีแรงกดดันอันน่าหวาดกลัวนั่นทำเอาหั่วเอ๋อร์ตกใจจนฉี่เล็ด
“อ...ไอ้บ้า!! ล...หลินหยางน้อยเจ้าเป็นอะไรไปนี่?” หั่วเอ๋อร์เองก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นขณะเดียวกันมันก็เริ่มนึกออกขึ้นมากะทันหัน...
หลินหยางที่อยู่ตรงหน้านี้น่าจะเป็นตัวตนที่ทรงพลังจนน่าหวาดกลัวที่มันเจอตอนอยู่ในภูเขาเมฆามรกตซึ่งเป็นตัวตนที่สามารถปิดผนึกพลังของหั่วเอ๋อร์ได้อย่างง่ายดาย
“ท่านผู้กล้า!!” เจ้าหั่วเอ๋อร์มันพลันลงมาคุกเข่าให้กับหลินหยางอย่างรวดเร็ว “ท่านผู้กล้าขอรับข้าคือหั่วเอ๋อร์น้อยอย่างไร!! ท่านยังจำข้าได้อยู่หรือเปล่า?ถ้าจำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร แต่ไหนๆ ท่านก็กลับมาแล้วท่านช่วยปลดผนึกในตัวข้าออกให้ด้วยเลยได้ไหมขอรับ?”
ตูม
จักรพรรดิฟ้าหลีหั่วที่กำลังตกอยู่ในความพิโรธนั้นไม่ได้ยินเสียงของหั่วเอ๋อร์เลยสักนิดเขายกสองมือชูขึ้นฟ้า จากนั้นเขาก็ราวกับว่ากำลังคำรามก้องใส่สรวงสวรรค์
“ข้า จะต้อง...ฆ่า!!!!!!”
ฮูมมม!!
พายุอัคคีอันน่าหวาดกลัวพลันหมุนวนขึ้นอย่างบ้าคลั่งโดยมีกายเนื้อของหลินหยางเป็นจุดศูนย์กลางไร้ซึ่งขอบเขตและไร้ที่สิ้นสุด แหกทุกกฎเกณฑ์ทิ้งโดยสิ้นเชิง อานุภาพของมันนั้นมากพอที่จะสังหารทุกชีวิตในขอบเขตหมื่นลี้รอบตัวมัน
ซึ่งนี่เป็นแค่เพลิงพิโรธที่มีพลังแค่ไม่ถึงสองส่วนด้วยซ้ำก็สามารถทำลายทางเดินทั้งหมดรวมไปถึงทางเดินที่อยู่ในอีกโลกหนึ่งทั้งหมดเองก็ถูกทำลายด้วยเช่นกัน
จักรพรรดิฟ้าเหมือนไม่อยากจะมองเห็นทุกสิ่งที่อยู่ในที่แห่งนี้แค่รัศมีพลังที่เกิดจากความรู้สึกโกรธแค้นของเขาเพียงอย่างเดียวก็สามารถเป่าทำลายทุกสิ่งที่อยู่ในป้อมปราการโบราณนี้ได้แล้ว!!
“ม่ายย!!!!!! ท่านผู้กล้าไม่เอานะ!!!!”
หั่วเอ๋อร์เองย่อมต้องถูกเป่าบินไปด้วยอย่างไม่น่าแปลกใจ
ถ้ามันไม่ใช่วิหคเพลิงศักดิ์สิทธิ์และมีกายเนื้อที่แข็งแกร่งระดับอสูรเทวะละก็เกรงว่ามันเองก็คงจะสลายหายไปพร้อมพายุอัคคีนี่แล้ว
หลังจากผ่านไปราวสิบนาทีเต็มๆ
ทุกอย่างก็กลับมาสงบอีกครั้ง “หลินหยาง” ที่ใช้พลังไปแทบหมดตัวก็ทรุดลงไปกองกับพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรงพร้อมกับหอบหายใจออกมาอย่างหนักหน่วง
ด้านข้างกันนั้น
หั่วเอ๋อร์ที่ถูกเผาจนตัวดำปี๋ ก็ได้กระพือปีกบินมาหา “หลินหยาง” อย่างระมัดระวัง
“ท่าน ท่านผู้กล้า? หลินหยางน้อย?เจ้า เจ้ายังไม่ตายใช่ไหม?”
“ตายบ้านป้าเจ้าสิ!!!!” ในที่สุดก็มีเสียงของหลินหยางดังขึ้น
สุดท้ายแล้วจักรพรรดิฟ้าหลีหั่วก็ฝืนออกมาเพื่อระบายความโกรธของเขาเท่านั้นไม่นานก็ถูกหลินหยางกดกลับลงไป แล้วผนึกเขาเอาไว้อีกรอบ
“บ้าเอ๊ย!!!! หลินหยางน้อยเจ้าโกหกข้า ที่เจอกันตอนแรกนั่นไม่ใช่เจ้านี่!! ในร่างกายของเจ้ายังมีอีกคนซ่อนอยู่!!!!”
หั่วเอ๋อร์นับว่าเป็นสัตว์อสูรที่ฉลาดหลักแหลมตัวหนึ่งเพียงครู่เดียวก็จับความจริงข้อนั้นได้ แต่ถึงแม้เจ้าบ้านี่จะดูหงุดหงิด แต่คำพูดประโยคต่อมาก็ทำให้หลินหยางรู้สึกอุ่นใจอยู่ไม่น้อย
“เฮ้ย? เจ้าเป็นไรรึเปล่า?ทำไมหน้าเจ้าขาวยิ่งกว่าสาวน้อยอีกเล่า...”
“ฟู่... เกือบไปแล้ว!!!!” หลินหยางยันตัวขึ้นนั่งบนพื้นพร้อมถอนหายใจยาวๆออกมา
เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้มันอยู่เหนือกว่าที่จินตนาการเอาไว้มาก
การที่อยู่ๆ จักรพรรดิฟ้าหลีหั่วจะปรากฏตัวขึ้น ความรู้สึกโกรธแค้นชิงชังที่เกิดขึ้นในวันนี้ทั้งหมดทั้งมวลล้วนต้องเกี่ยวข้องกับภาพวาดบนกำแพงนั่นแน่ๆ
ถึงแม้ว่าทุกอย่างที่อยู่รอบๆ ตัวตอนนี้จะถูกเผาจนไหม้เกรียมไปแล้วแต่หลินหยางก็ยังสามารถเดาได้ว่า จักรพรรดิฟ้ากับโลกในตำนานนั่นจะต้องมีความเกี่ยวพันกันอย่างที่ไม่อาจแยกออกอยู่แน่
แต่น่าเสียดาย...ความทรงจำส่วนนั้นดูเหมือนจะถูกจักรพรรดิฟ้าตั้งใจปิดบังเอาไว้ทำให้หลินหยางไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับมันได้เลย
อีกเรื่องที่ทำใหหลินหยางกังวลใจมากยิ่งกว่าก็คือ ดูเหมือนว่าช่วงเวลาที่ผ่านมานี้จักรพรรดิฟ้าหลีหั่วจะสามารถเก็บพลังเอาไว้ได้ไม่น้อยเลยทีเดียวตอนนี้เขาถึงกับสามารถฝืนทำลายผนึกชั่วคราวเพื่อออกมาแย่งชิงร่างกายของหลินหยางได้เลยทีเดียว
ถ้าหากไม่ใช่เพราะอุบัติเหตุครั้งนี้หลินหยางเองก็เกือบลืมไปแล้วว่าที่จริงแล้วตัวเองนั้นยังตกอยู่ในอันตรายอยู่
หากครั้งต่อไปจักรพรรดิฟ้าสามารถทำลายผนึกได้อีกตัวเองจะยังมีพลังมากพอจะปกป้องร่างกายของตัวเองเอาไว้ได้อยู่รึเปล่า?
ไม่ได้... ต้องเพิ่มความแข็งแกร่งให้เร็วขึ้นกว่านี้อีก!!
หลังจากที่เพิ่งผ่านวิกฤตของชีวิตไป ร่างกายของหลินหยางตอนนี้ยังคงเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อแต่เขากลับไม่มีความคิดที่จะหยุดพักเลยแม้แต่น้อยเขาเลือกที่จะเริ่มออกเดินเข้าไปในส่วนลึกของสุสานแห่งนี้ต่อ
เพลิงอัสนีม่วง นั่นต่างหากคือเป้าหมายที่สำคัญที่สุดในการเดินทางครั้งนี้
ข้างกันนั้น หั่วเอ๋อร์ก็สะบัดปีกของตัวเองอยู่พักหนึ่งเพื่อสลัดเอาคราบไหม้เกรียมที่ติดอยู่บนตัวออกไปปรากฏให้เห็นขนนกสีแดงสดอีกครั้ง จากนั้นมันก็รีบบินตามหลินหยางไป
คงมีแต่สวรรค์ที่รู้ว่าหลังจากที่ถูกจักรพรรดิฟ้าอาละวาดใส่ไปเมื่อครู่นี้แล้วป้อมโบราณนี้จะยังมีอะไรเหลืออยู่อีกหรือเปล่า?
และก็เป็นไปตามคาด สภาพที่เห็นชวนให้ผิดหวังเป็นอย่างมาก
พลังของจักรพรรดิฟ้าหลีหั่วนั้นแข็งแกร่งเกินกว่าที่จะสามารถจินตนาการได้ถึงแม้เขาจะแค่ยืมร่างกายหลินหยางมาระบายความโกรธนิดๆ หน่อยๆแต่มันก็สามารถทำให้พื้นที่ภายในสุสานนี้ถูกทำลายจนเละเทะป่นปี้ไปหมด
ส่วนท้ายสุดของทางเดินนั้นแต่เดิมควรจะเป็นอาณาจักรใต้ดินอันแสนงดงามแห่งหนึ่งซึ่งถึงแม้จะเป็นแค่ของที่ใช้ลวงตาแต่วัตถุดิบที่ใช้สร้างก็ล้วนเป็นของหายากทั้งนั้นแต่น่าเสียดายที่ตอนนี้มันได้กลายเป็นเพียงแค่ตอตะโกไปหมดแล้ว
“ล...ล...ล...หลินหยางน้อย เจ้ามันแย่มาก!! น...น...น...นี่มันสามารถเปลี่ยนเป็นหัวสิงโตได้กี่หัวนี่...”
หั่วเอ๋อร์เจ็บใจจนแทบทนไม่ไหวมันบินวนไปวนมาอยู่ในสุสานที่ตอนนี้กลายเป็นเหมือนรูถ้ำไปแล้วในใจเต็มไปด้วยความรู้สึกไม่พอใจ
หลินหยางเอง มีหรือที่จะไม่รู้สึกเสียใจ
แต่ว่าเพียงไม่นาน เขาและหั่วเอ๋อร์ก็พบว่า บริเวณปลายสุดของซากปรักหักพังนี้เหมือนจะมีหอคอยทรงสี่เหลี่ยมที่ดูคล้ายคลึงกับพีระมิดตั้งอยู่บริเวณปลายยอดของหอคอยนั่นก็เหมือนจะมีแสงสว่างกำลังส่องประกายอยู่ด้วย
“มีสมบัติที่เหลือรอดด้วย!!”
หลินหยางรีบขยับตัวออกไปทันที หั่วเอ๋อร์เองก็ตามไปติดๆเดินทางข้ามผ่านลานกว้างแห่งนี้ไปทันที จนไปหยุดอยู่ตรงหน้าของหอคอยนั่น
ชัดเจนมากๆ ว่าหอคอยหลังนี้แต่เดิมนั้นเป็นสถานที่ที่ใช้เพื่อบรรจุโลงศพของผู้เป็นเจ้าของสุสานแห่งนี้บริเวณฐานของมันมีขนาดประมาณหนึ่งพันตารางเมตร กว้างใหญ่ไพศาลเหลือคณาความสูงของมันนั้นเกือบๆ ร้อยเมตร
ซึ่งหอคอยนี้แต่เดิมแล้วดูสูงส่งสง่างามราวกับมันจะสามารถมองเห็นทุกสรรพสิ่งได้อย่างเหนือธรรมชาติก็ไม่ปานแต่น่าเสียดายที่ตอนนี้มันถูกทำลายจนเสียหายไปหมดแล้ว