จวนข้างๆ เป็จวนที่ดูดีกว่าจวนของนางนิดหน่อย ที่นั่นมีคนอยู่เพียงไม่กี่คน มีสตรีนางหนึ่งอายุไม่มากนัก ยังคงความงามไว้อยู่ไม่น้อย ข้างกายนางมีเด็กน้อย 3 คน คนโตเป็เด็กหญิง คนกลางเป็เด็กชายและคนสุดท้ายที่รุ่นราวคราวเดียวกับกู้เสียวเสี่ยวเป็เด็กชาย
หลังจากสนทนากันได้ไม่นานหลี่อวิ๋นเจียวจึงได้รู้ว่าสตรีนางนี้เป็หญิงหม้ายสามีตายจากการตกเขาพร้อมกับชู้รัก อีกทั้งยังโดนครอบครัวสามีผู้เป็คหบดีเก่าแก่บีบคั้นจนปางตาย นางจึงพาบุตรทั้งสามหลบหนีมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ถึงอำเภอหรู่หยาง
เมื่อสนทนากันถูกคอ เื่ราวในชีวิตก็คล้ายคลึง หลี่อวิ๋นเจียวที่มอบอาหารให้เรียบร้อยจึงเตรียมตัวกลับ แต่ฮวาจิ่นสตรีตรงหน้านั้นไม่ยอม
“เ้ามาอยู่กินอาหารด้วยกันก่อนเถอะ” ฮวาจิ่นเอ่ยชวนเพราะเมื่อนางได้ลิ้มรสชาติอาหารของหลี่อวิ๋นเจียวนางถึงกับตาลุกวาว
“นี่มันอะไรกัน ทำไมอร่อยขนาดนี้” ฮวาจิ่นพูดทั้งที่อาหารเต็มปาก นางไม่เคยกินอาหารที่อร่อยขนาดนี้มาก่อน
“อันนี้คือเป็ดพะโล้ ทำจากเครื่องเทศ ส่วนอันนี้เป็ปลาสามรส” หลี่อวิ๋นเจียวอธิบาย
“เครื่องเทศพวกนี้เอามาทำอาหารได้ด้วยหรือ ข้านึกว่าต้องเอาไปทำเป็ยาอย่างเดียวเสียอีก” ฮวาจิ่นเอ่ยด้วยความสงสัย
หลี่อวิ๋นเจียวยิ้มแย้มอย่างดีใจอย่างน้อยๆ ก็มีอีกคนที่ยอมรับในฝีมือการทำอาหารของนาง หลังจากกลับจวนนางจึงเผยความคิดของตนเองให้ปี้ถิงและปี้ถังรับรู้
“ข้าอยากเปิดร้านอาหาร แต่ถ้าจะเปิดร้านอาหาร ต้องมีวัตถุดิบ พวกเรามาปลูกผักหาเงินกันก่อนเถอะ”
ปี้ถิงและปี้ถังมองหน้ากัน ไม่ใช่พวกนางไม่เคยลองปลูก แต่ที่ดินแห่งนี้ปลูกไม่ขึ้นจริงๆ แต่ถ้าคุณหนูของพวกนางมีความเชื่อมั่น พวกนางก็พร้อมเสมอ
หลี่อวิ๋นเจียวมองสภาพดินรอบๆ เรือน ก่อนจะเลือกทำเลที่ไม่ใกล้ไม่ไกลบ่อนำ้จนเกินไป นางเคยปลูกแต่ผักในกระถางที่อพาร์ตเมนต์จึงไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ แต่เพื่อการลดค่าใช้จ่าย อะไรที่ลดได้ก็สมควรทำ จึงเกิดภาพที่หลี่อวิ๋นเจียวนั่งขุดดินทำเอาปี้ถังน้ำตารื้น
“คุณหนูไม่เคยต้องนั่งทำงานหนัก ข้าเสียใจยิ่งนัก” ปี้ถิงมองฝาแฝดของตนด้วยสายตายากจะอธิบายก่อนจะกล่าวว่า “ต้องเรียกว่าฮูหยิน จำไว้ให้ชิน คนอื่นจะได้ไม่เข้าใจผิดเอาไปนินทาเอาได้ คนอื่นจะได้ไม่คิดว่าฮูหยินมีลูกโดยยังไม่ได้แต่งงานเอาได้”
ปี้ถังพยักหน้า ก่อนที่ทั้งคู่จะรีบไปช่วยหลี่อวิ๋นเจียวเตรียมที่เพาะปลูก โดยมีกู้เสียวเสี่ยวนั่งเล่นดินอยู่ข้างๆ เสียวเสี่ยวน้อยมีความสุขมากที่ได้ออกมาเล่นนอกบ้าน เด็กน้อยหัวเราะเอิ๊กอ๊ากตลอดเวลา ทำให้การทำงานของทุกคนวันนี้มีความสุขมากขึ้น
หลังจากนำผักไปขายได้กำไรมาส่วนหนึ่งหลี่อวิ๋นเจียวจึงนำเงินมาลงทุนขายเป็ดพะโล้ ในสินเดิมนางมีร้านค้าอยู่แล้ว หากจะเอาทั้งร้านมาทำเป็ร้านอาหารด้วยเงินทุนที่มีไม่เพียงพออาจจะไม่รอดได้ นางจึงเปิดขายแค่ตรงหน้าร้านทำเป็เพิงเล็กๆ และให้ปี้ถิงเป็คนไปขายทุกเช้า
“ฮูหยินไปเอาเงินมาจากไหนกัน ขายผักไม่น่ามีเงินมากถึงเพียงนี้” ปี้ถังถามขึ้นมาด้วยความสงสัย
“บางอย่างเ้าก็เงียบปากเอาไว้ก่อนดีกว่า ถ้าฮูหยินไม่บอกก็ไม่ต้องถาม” ปี้ถังกล่าว นางรู้ดีว่าเงินอีกก้อนที่ฮูหยินมีมาจากไหน
“อะไรกัน ให้ข้ามาแค่ 50 ตำลึง เป็ถึงรองแม่ทัพ จะงกเกินไปแล้วนะ” หลี่อวิ๋นเจียวที่ส่งจดหมายไปไถ่เงินจากผู้เป็สามีแต่กลับได้เงินมาไม่มากเท่าที่คาดหวัง
“เขาเป็สามี เป็บิดาของลูกข้าแต่กลับให้เงินข้ามาเพียงเท่านี้ จำไว้เลยนะเ้าเต่า ถ้าเจอตัวข้าจะสับคอเ้า”
กู้จือเสวี่ยในยามที่ได้รับจดหมายจากหลี่อวิ๋นเจียวเขานั้นใเล็กน้อย นางหายไปนานจนเขาลืมไปแล้วว่าตนเองแต่งงานแล้ว และที่นางยอมขอเงินเขาคงเพราะหมดหนทางจริงๆ
“เ้ามอบเงินให้นางตามสมควรเถอะ หากนางขอมาอีกก็มอบให้ไป ไม่ต้องมาถามข้า” กู้จือเสวี่ยเอ่ยกับหนิงเฟิ่ง หนิงเฟิ่งที่ไม่รู้จะทำอย่างไรจึงมอบเงินให้หลี่อวิ๋นเจียวเพียงแค่ 50 ตำลึง ซึ่งความจริงเป็จำนวนที่ไม่น้อยแต่หนิงเฟิ่งนั้นไม่มั่นใจนักว่าหากมอบเงินให้หลี่อวิ๋นเจียวมากหรือน้อยเกินไปอาจเกิดปัญหาได้ จึงมอบได้มากที่สุดเพียงแค่ 50 ตำลึง
แต่คนอย่างหลี่อวิ๋นเจียวนะหรือจะยอมเสียเปรียบในเมื่อนางเป็ภรรยาหลวงที่ถูกต้องทุกอย่าง จะยอมลำบากทำไมกัน หลี่อวิ๋นเจียวจึงเขียนจดหมายไปหากู้จือเสวี่ยทุกเดือนเพื่อขอเงินค่าเลี้ยงดู จนสุดท้ายกู้จือเสวี่ยจึงตัดสินใจส่งเงินก้อนให้นางมา 500 ตำลึงทอง
500 ตำลึงทองเชียวนะ อย่างน้อยๆ เขาก็ไม่ใช่คนจิตใจคับแคบแบบที่่นางคิด คงต้องรอาจบก่อนสินะถึงจะจัดการเื่ชีวิตคู่ของเขากับนางให้มันชัดเจนกันเสียที
2 ปีผ่านไปจากสวนเล็กๆ กลายเป็สวนผักขนาดใหญ่ที่สร้างรายได้ให้กับหลี่อวิ๋นเจียวจำนวนมาก โดยผักของนางมีคุณภาพดี เพราะนางทำปุ๋ยจากวัสดุธรรมชาติต่างๆ เช่น พวกเศษผัก แกลบ เปลือกถั่ว หลังจากลองผิดลองถูกมาหลายรอบตอนนี้นางก็มีเงินเก็บมากพอ โชคดีที่นางมีร้านค้าอยู่ 2 แห่งที่เป็สินเดิมของนาง นางจะเปลี่ยนหนึ่งในนั้นให้เป็ร้านอาหารเพื่อทำตามความฝันของนางให้ได้ นอกจากนั้นนางยังขายเป็ดพะโล้หน้าร้านทุกวัน ทำให้มีรายได้เพิ่มมากขึ้นแต่หลังจากขาดไปได้ไม่นานก็มีร้านอื่นทำเลียนแบบซึ่งหลี่อวิ๋นเจียวนั้นก็ไม่ทุกข์ร้อนอันใด
“เสียวเสี่ยวเจอพี่เฟยหนี่ว์แล้ว” กู้เสียวเสี่ยวตัวน้อยตอนนี้อายุ 4 ขวบกว่าแล้ว เด็กน้อยตัวยืดขึ้น มีแววสูงมาแต่เด็ก กำลังเล่นวิ่งซ่อนแอบกับเฟยหนี่ว์วัย 8 ขวบ เฟยหรง วัย 6 ขวบ และ เฟยอิงวัย 4 ขวบ เด็กๆ ทั้งสามคือบุตรชาย บุตรสาวของฮูหยินจวนข้างๆ ที่มีชื่อว่า ฮวาจิ่น นางเป็หญิงหม้ายสามีตาย หลังจากนางย้ายเข้ามาอาศัยอยู่ในเรือนข้างๆ หลี่อวิ๋นเจียวกับฮวาจิ่นจึงเริ่มไปมาหาสู่กัน จนเด็กๆ นั้นสนิทกันไปโดยปริยาย
ฮวาจิ่นเป็สตรีรูปงาม แม้วัยจะอยู่ใน่ 20 ปลายๆ แต่รูปร่างหน้าตาของนางนั้นไม่เหมือนคนที่เคยคลอดบุตรมาสามคนแม้แต่น้อย
“เสียวเสี่ยวนับวันยิ่งพูดเก่งนะ” ฮวาจิ่นจ้องมองไปนอกศาลา ขณะที่เด็กๆ กำลังวิ่งไล่จับกัน หลี่อวิ๋นเจียวมองตามแล้วยิ้ม
“เมื่อวานกว่าจะหลับ เอาแต่พูดๆ จนข้าแทบไม่ได้นอน ข้าว่าพูดน้อยกว่านี้คงเบาหูดีไม่น้อย” หลี่อวิ๋นเจียวบ่น แต่ใบหน้ายังคงอมยิ้ม
ในยามนี้หลี่อวิ๋นเจียวร่างกายโตเต็มวัยแล้ว ถือว่าสมบูรณ์กว่าตอนที่นางทะลุมิติมา ความงามของร่างนี้ยิ่งเพิ่มมนต์สะกดให้แก่ทุกคนที่พบเจอ
หนึ่งหญิงหม้ายและหญิงที่เหมือนเป็หม้าย นั่งสนทนากันอย่างออกรส เพลานี้ท้องฟ้าเริ่มมืด เด็กๆ ต่างหิว พากันวิ่งเข้าศาลา
“ท่านแม่ เสียวเสี่ยวหิวแล้ว” เด็กน้อยขยี้ตาปรือๆ ของตนแล้ววิ่งมาเกาะขาหลี่อวิ๋นเจียว นางลูบหัวเด็กน้อยเบาๆ “ทั้งหิว ทั้งง่วงเลยงั้นหรือ ไก่ทอดไหมล่ะ”
“เยี่ยมไปเลย” เสียงเด็กๆ โห่ร้อง กู้เสียวเสี่ยวเคยโม้ไว้หลายครั้งว่าท่านแม่ของนางทำไก่อร่อยมาก ไม่เหมือนที่อื่น พวกเขาอยากลองชิมมานานแล้ว พวกเขาจะขอเสียวเสี่ยวชิมสักหน่อย
เฟยอิงรีบวิ่งไปหลี่อวิ๋นเจียว “ท่านน้า อิงอิงขอชิมได้ไหมขอรับ แค่นิดเดียวเท่านั้น” เฟยอิงเอานิ้วโป้งกับนิ้วชี้ประกบกัน เพื่อทำท่าทางว่าขอเพียงนิดเดียว ฮวาจิ่นทำหน้าดุใส่ทันที
“ชิมนิดเดียวได้ที่ไหนกัน น้าจะทำเยอะๆ เลย ฉะนั้นทุกคนต้องมากินนะ เข้าใจไหม”
“ไม่ได้ ไม่ได้ ไม่ได้” กู้เสียวเสี่ยวน้อยไม่ยอมทันที นี่มันไก่ของนาง นางจะไม่ยอมให้ใครมาแย่งไป
“เสียวเสี่ยว แม่สอนว่าอย่างไร ต้องรู้จักแบ่งบันรู้ไหม” หลี่อวิ๋นเจียวเริ่มสอนลูก หลังจากทะลุมิติมาสองปีกว่า ความรักความผูกพันที่นางมีให้กู้เสียวเสี่ยวนั้นเป็เื่จริง นางจึงอยากเห็นนางเอกตัวน้อยเติบโตไปได้ดี จึงทำการสั่งสอนอย่างจริงจัง
” แต่หนูกลัวไม่อิ่ม หนู หนู หนูกินเยอะนะ” กู้เสียวเสี่ยวน้ำตาคลอเบ้า เฟยหนี่ว์กับเฟยหรงเห็นเหตุการณ์ แม้เฟยหรงจะอยากกินมากแต่ถ้าน้องสาวร้องไห้ เขาไม่กินก็ได้
“พวกเราไม่กินก็ได้เ้าค่ะท่านน้า” เฟยหนี่ว์ที่เป็พี่โตสุดกล่าว
“ไม่ต้องกังวลหรอกจ้ะ น้าทอดเผื่อทุกคน ตามมาดูกันไหมว่าน้าทำยังไง”
เด็กๆ วิ่งตามหลังหลี่อวิ๋นเจียวเป็ขบวนเพื่อดูวิธีทำไก่ โชคดีที่นางหมักไก่กับเกลือและเคล้าให้เข้ากันมาพอสมควรแล้ว นางจึงพาเด็กๆ มาช่วยกันเอาไก่คลุกแป้ง
ฮวาจิ่นก็พยายามจะช่วยด้วย แม้นางจะทำอาหารไม่เก่งแต่ก็พอจะช่วยได้ สุดท้ายนางต้องเป็คนเก็บกวาดเพราะลูกๆ ของนางเล่นแป้งจนทั้งตัวขาวโพลนไปเสียหมด
หลี่อวิ๋นเจียวนำไก่คลุกแป้งเปล่า จากนั้นชุบนำ้เปล่า แล้วมาคลุกแป้งอีกรอบ ให้แป้งเกาะเป็ริ้วๆ แล้วลงทอด ก็ได้ได้ไก่ทอดสีเหลืองทอดอร่ามน่ากิน เด็กๆ พากันกลืนน้ำลาย แม้พวกนางจะมองไม่เห็นแต่กลิ่นช่างเย้ายวนใจ
โดยไก่นั้นมีแบบทอดเปล่าๆ และอีกแแบบเป็ไก่ทอดกรอบๆ คลุกซอสที่หลี่อวิ๋นเจียวทำเอง ก็คือไก่คลุกซอสน้ำผึ้งกระเทียม กลิ่นหอมๆ ของน้ำผึ้งและกระเทียมทำให้รสชาติของไก่ทอดอร่อยมากขึ้นจนหยุดกินไม่ได้
“เด็กๆ มากินกันได้แล้ว ไก่ทอดพร้อมแล้ว” ไม่ทันพูดจบเด็กก็กรูกันเข้ามา
“นี่คือััแบบไหนกัน”
“อร่อยมากเลย”
“ข้ากินเยอะๆ ได้ไหมเนี่ย”
เด็กๆ พากันกินไก่ทอดจนปากมัน หลี่อวิ๋นเจียวอุ้มเสียวเสี่ยวน้อยที่กำลังแทะน่องไก่คำใหญ่ มานั่งตัก “พี่สาว ท่านก็ลองชิมดูว่าไก่ทอดฝีมือข้านั้น พอจะนำไปขายได้ไหม”
ฮวาจิ่นไม่รีรอเข้าไก่ทอดเข้าทันที “อร่อยมาก เ้าทำขายเพิ่มเถอะ”
ฮวาจิ่นไม่สามารถหยุดกินได้ หลี่อวิ๋นเจียวมองภาพตรงหน้าด้วยความเบิกบานใจ นางมีความสุขเมื่อเห็นคนกินมีความสุข ดีที่นางแบ่งส่วนของปี้ถิง ปี้ถังไว้แล้ว
“ถ้าพี่สาวเห็นว่าดี สนใจจะมาร่วมหุ้นกับข้าไหม” นางเอ่ยชวน นางมีความคิดมานานแล้ว สามีของฮวาจิ่นเป็คหบดีที่เก่งกาจ แม้นางจะสิ้นสามีแต่ยังคงดูแลร้านค้ามากมายได้ดีเยี่ยม นับว่ามีความสามารถไม่น้อย
“น่าสนใจนะ ข้าเอาด้วย” ฮวาจิ่นคิดว่าไม่เคยมีใครทำขายมาก่อน ถ้าพวกนางริเริ่มจะไก่ทอดจะต้องโด่งดังไปทั่วเมืองเป็แน่
หลี่อวิ๋นเจียวยิ้มรับ นางจะไม่ใช่แค่ทำไก่ทอด แต่นางจะทำเป็แบบร้านไก่ทอดสีแดงเ้าดัง รวมทั้งมีบริการส่งถึงบ้าน เนื่องจากการทำเป็ดพะโล้นั้นมีต้นทุนสูงทั้งเครื่องเทศที่มีราคาแพงขึ้นทุกวัน นางจึงเหลืออาหารที่ทำง่ายแต่ได้รับกำไรสูง เมื่อฮวาจิ่นเห็นด้วยนางจึงเริ่มแผนต่อไปในการทำร้านทันที โดยทั้งสองครอบครัวต่างพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน
แสงอาทิตย์เริ่มลับตา พลทหารทั้งหลายต่างพากันนั่งรอบกองไฟ ศึกาจบลงเสียทีพวกเขาจะได้กลับบ้าน
กู้จือเสวี่ยนั่งเหม่อลอย ไม่มีใครรู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ในใจ คนๆ นี้ดูเหมือนจะแสดงท่าทีให้คนเห็นว่าตัวเขาเป็แบบนั้นแต่ที่จริงกลับไม่ใช่
“นายท่านขอรับ มีจดหมายจากฉางอันขอรับ” หนิงเฟิ่งทหารคนสนิทของกู้จือเสวี่ยส่งมอบจดหมายเสร็จแล้วเขายังไม่จากไปไหนไกล
“อีกอย่างฮูหยินผู้เฒ่าฝากมาบอกว่าให้นายท่านรีบกลับจวน ฮูหยินผู้เฒ่าจะมีเื่มงคลจะบอกกล่าวขอรับ”
“แล้วบอกทางจดหมายไม่ได้รึ” กู้จือเสวี่ยหยิบจดหมายเพื่อที่จะเปิดอ่าน แต่ก่อน ที่เขาจะได้เปิดอ่านเขาก็รู้สึกถึงบางอย่างที่ผิดสังเกต กู้จือเสวี่ยลอบมองอยู่รอบตัวก็พบว่าจู่ๆเสียงของสัตว์ต่างๆ ก็ เงียบหายไปอย่างน่าประหลาดใจ แสดงให้เห็นถึงความผิดปกติอย่างแน่นอน กู้จือเสวี่ยหยุดนิ่งก่อนที่เขาจะใช้หูของเขาแนบไปที่พื้น ทำให้เขาพบว่ามีเสียงบางอย่างเคลื่อนตัวเข้ามาอย่างช้าๆ
เมื่อเปรียบเทียบกับเสียงทหารม้าในาแล้วเสียงนี้เบากว่ามากโข สัญชาตญาณของทหารกล้าที่ออกรบมาเนิ่นนานบอกได้ว่า เื่นี้ดูท่าจะไม่ดีแล้ว กู้จือเสวี่ยจับดาบแล้ววิ่งออกมาจากที่พักทันที ภาพตรงหน้าคือเหล่าทหารกล้า 30 นายที่ลาดตระเวนมาพร้อมๆ เขา ต่างพากับสลบไสล
กู้จือเสวี่ยนำมือไปอังจมูกเพื่อตรวจสอบก็พบว่า เหล่าทหารนั้นแค่สลบไปก็เท่านั้น กู้จือเสวี่ย มองสภาพของค่ายที่พักก็พบว่าบนพื้นเต็มไปด้วยเศษอาหารและถ้วยชามเกลื่อนกลาด ทำให้เขาสันนิษฐานความเป็ไปได้ว่าอาจจะถูกวางยาในอาหารก็เป็ได้
“พวกเราโดนลอบโจมตี” สิ้นเสียงก็มีกลุ่มคนชุดดำกลุ่มหนึ่งพุ่งมาโจมตีกู้จือเสวี่ยทันที ตอนนี้มีเพียงแค่เขากับหนิงเฟิ่งเท่านั้น แม้เขาและหนิงเฟิ่งจะมีความสามารถแต่เมื่อเทียบกับจำนวนคู่ต่อสู้ที่มากเกินไปทำให้เื่นี้เกินกำลังของพวกเขาทั้งคู่
กู้จือเสวี่ยโจมตีกลับทันทีอย่างไม่หยุดหย่อน แม้พวกมันจะมีจำนวนไม่มากแต่จากสถานการณ์ที่เสียเปรียบอย่างหนัก ทำให้กู้จือเสวี่ยเปลืองพลังไปไม่น้อย ก่อนที่จะจัดการคนสุดท้ายสำเร็จ คนชุดดำอีกคนโผล่มาด้านหลังกู้จือเสวี่ยแล้วทำการหยิบหินขนาดใหญ่ฟาดไปที่ท้ายทอยของกู้จือเสวี่ยอย่างรวดเร็วจนหนิงเฟิ่งไม่สามารถที่จะป้องกันได้ทันท่วงที แต่อย่าคิดว่ามันจะรอดเมื่อมันใช้ก้อนหินทุบไปที่ศีรษะของกู้จือเสวี่ยจนสลบเหมือดในทันที ขณะที่กู้จือเสวี่ยอีกคนได้ย้อนกลับมาอีกครั้งในร่างเดิมของตนจากเหตุการณ์ในครั้งนี้