ไม่มีใครคิดว่าน้ำจะมาไกลขนาดนั้นและไม่มีใครคิดว่ามันจะอยู่นานขนาดนั้น
ปี 2554 ประเทศไทยเผชิญมหาอุทกภัยครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์
หลายจังหวัดจมน้ำ นิคมอุตสาหกรรมหยุดผลิต ถนนกลายเป็คลอง บ้านกลายเป็เกาะ
ตอนแรกหลายคนคิดว่า “เดี๋ยวก็ลด”
แต่น้ำไม่ลดในสัปดาห์เดียว มันอยู่เป็เดือน บางพื้นที่เกือบครึ่งปี
คนกรุงเทพฯบางโซนเริ่มตุนของ บางบ้านยกปลั๊กไฟ บางบ้านก่อกำแพงกระสอบทราย
บางบ้านคิดว่า “บ้านเราไม่ท่วม” แล้ววันหนึ่ง น้ำก็มาถึงหน้าประตู
บทเรียนสำคัญของปีนั้นไม่ใช่แค่น้ำสูงแค่ไหน แต่คือความจริงที่ว่า
ระบบทั้งหมดมันเปราะบางกว่าที่เราคิด
แม้บ้านบางหลังไม่โดนน้ำแต่รายได้หาย หนี้ยังอยู่ ค่าใช้จ่ายไม่เคยหยุด
น้ำไม่ได้ท่วมแค่พื้นบ้าน มันท่วมความมั่นคงทางการเงินด้วย
แล้วถ้าคิดว่าเหตุการณ์แบบนั้นเกิดแค่ภาคกลาง?
ลองมองลงใต้ เหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ในจังหวัดสงขลา
คือเครื่องเตือนใจอีกครั้งว่า ไม่มีภูมิภาคไหนปลอดภัย 100%
เมืองศูนย์กลางเศรษฐกิจของภาคใต้ศูนย์การค้า โรงแรม ตลาดสด จมน้ำภายในเวลาไม่นาน
คนจำนวนมากไม่ได้เตรียมรับมือ เพราะไม่คิดว่าระดับน้ำจะสูงเร็วขนาดนั้น
ร้านค้าที่เปิดมาหลายสิบปีต้องปิดซ่อม บางร้านไม่กลับมาเปิดอีกเลย
บ้านที่ไม่เคยคิดเื่ประกันภัย เพิ่งรู้ว่าความเสียหายหลักแสนหลักล้านต้องรับเองทั้งหมด
และที่สำคัญที่สุดคือ หลายครอบครัวไม่มีเงินสำรองพอรายได้หยุด 1–2เดือน ชีวิตเริ่มสั่นคลอนทันที
สิ่งที่น้ำท่วมสอนเรา (โดยไม่ขออนุญาต)
1. ภัยธรรมชาติไม่สนใจว่าเราคิดว่า“น่าจะไม่เป็ไร”
2. ความเสี่ยงไม่ได้อยู่แค่ในพื้นที่ลุ่มต่ำ
3. ถ้าระบบเศรษฐกิจหยุดเราทุกคนได้รับผลกระทบ
4. บ้านที่ไม่มีแผนสำรองคือบ้านที่เปราะบางที่สุด
น้ำมาเร็วแต่ความเสียหายอยู่นาน
บางคนซ่อมบ้านเสร็จใน 3 เดือน แต่ใช้เวลา 3ปี กว่าจะฟื้นฐานะการเงินกลับมา
คำถามที่ต้องกล้าถามตัวเอง
ถ้าน้ำท่วมอีกครั้งในปีนี้บ้านคุณพร้อมแค่ไหน?
เพราะเวลาน้ำมามันไม่ให้เวลาประชุมครอบครัวก่อน
ปี 2554 ผ่านไปแล้ว น้ำท่วมหาดใหญ่ผ่านไปแล้ว แต่คำถามยังอยู่
เราเรียนรู้อะไรจากมันบ้างหรือเราแค่รอให้มันเกิดอีกครั้งแล้วค่อยคิดใหม่?
ความจริงที่หลายคนไม่อยากยอมรับคือ ภัยพิบัติไม่ได้หายไป มันแค่เว้น่
และทุก่ว่าง คือโอกาสให้เราเตรียมตัวหรือโอกาสให้เราประมาท
อ่านมาถึงตรงนี้ถ้าในใจเธอมีเสียงเบา ๆ ว่า “เออ… จริงว่ะ”
นั่นแหละคือจุดเริ่มต้นของการไม่ปล่อยให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีกครั้ง