ณ ศาลาหลังหนึ่งรูปแปดเหลี่ยมตั้งอยู่ริมทะเลสาปใหญ่ จ้าวเล่อจินทอดสายตายืนมองเหล่านกที่คอยบินวนเวียนและโฉบลงมากินปลาในน้ำ อีกฟากหนึ่งของทะเลสาบเป็ูเาหลายลูกซ้อนชั้นสลับกันไปมา จ้าวเล่อจินเป็ชาวเหนือ แถบบ้านของเธอนั้นเป็ดินแดนที่มีภูมิประเทศเป็ูเาสูงและมีอากาศที่หนาวเย็นมาก ่ใดที่เป็ฤดูหนาวจะมีหิมะปกคลุมูเาทั้งลูกให้กลายเป็สีขาว เธอยืนมองขุนเขาเ่าั้พลางคิดถึงบ้านเกิด
“ท่านพ่อ ท่านคงไม่พอใจที่ข้าพเ้าหนีลงมาที่แดนล่าง แต่ท่านรู้หรือไม่ข้าพเ้ามีสิ่งตอบแทนอย่างงดงามที่จะมอบเป็ของขวัญแก่ท่าน หากว่าข้าพเ้าทำสำเร็จ ท่านแม่ที่อยู่บน์จะต้องยินดีแน่” จ้าวเล่อจินกล่าวคนเดียว
ระหว่างนั้นเองมารกระเรียนขาวและมารกระเรียนดำ ทั้งสองคนกลับมาจากการสืบข่าว เมื่อเห็นจ้าวเล่อจินยืนรออยู่ที่ศาลาจึงเดินเข้าไปกล่าวว่า “ประมุขน้อย พวกเราได้ข่าวมาแล้ว”
จ้าวเล่อจินหันมามองและพูดว่า “ว่ายังไงบ้าง”
“ผู้ที่ทำร้ายโจวเจียอี้ คือคนสกุลหวัง” มารกระเรียนขาวกล่าว
“คนสกุลหวังงั้นรึ” จ้าวเล่อจินกล่าว
“ใช่แล้วประมุขน้อย พวกนั้นคือคนสกุลหวังไม่ผิดแน่ พวกข้าสองคนตามสืบมาอย่างดีไม่ผิดเพี้ยน คนพวกนั้นผลักให้โจวเจียอี้ตกหน้าผา คนสกุลหวังพวกนี้ได้ชื่อว่ามีวรยุทธ์ไม่น้อยหน้าพวกสำนักฝ่ายธรรมะ คุณหนูคิดจะบุกไปคนเดียวอย่างนั้นหรือ” มารกระเรียนดำพูด
“ใช่ ข้าพเ้าเพียงคนเดียวก็เพียงพอแล้ว” จ้าวเล่อจินพูด
“พวกสกุลหวังเป็คนมีฝีมือมาก หากว่าประมุขน้อยบุกไปคนเดียวท่านจะเป็อันตราย แล้วอีกอย่างหนึ่งโจวเจียอี้ก็ไม่ได้มีค่ามากพอที่จะให้คุณหนูไปเสี่ยงเช่นนั้น” มารกระเรียนขาวพูด
จ้าวเล่อจินขำขึ้นมาเล็กน้อยก่อนจะกล่าวว่า “ข้าพเ้านี่นะทำเพื่อโจวเจียอี้ เปล่าเลย ข้าพเ้าทำเพื่อปกป้องศักดิ์ศรีตัวเองต่างหาก ชีวิตของโจวเจียอี้ต้องอยู่ในกำมือของข้าพเ้าแต่เพียงผู้เดียว ผู้ใดบังอาจเข้ามายุ่งย่ามในเื่นี้ก็ถือว่าหยามข้าพเ้า”
“เื่ใดที่เป็การหยามประมุขน้อย ก็เท่ากับว่าหยามพวกเาาวโลหิตดำด้วย ขอประมุขน้อยพิจารณาให้พวกเราร่วมต่อสู้ด้วยเถิด” มารกระเรียนดำพูด
จ้าวเล่อจินเงียบไปชั่วครู่ก่อนจะหยิบแผ่นป้ายศักสิทธิ์อันเป็สัญลักษณ์ประจำตัวของประมุขพรรคโลหิตดำออกมา มารกระเรียนขาวและมารกระเรียนดำเมื่อเห็นแผ่นป้ายนั้นรีบคุกเข่าทันที จากนั้นจ้าวเล่อจินจึงกล่าวขึ้นมาว่า “เห็นแผ่นป้ายเท่ากับเห็นประมุข คำสั่งของผู้ถือแผ่นป้ายถือเป็สิทธิ์ขาด ข้าพเ้าขอสั่งให้พวกท่านสองคนและคนในพรรค ห้ามเข้ามายุ่งเื่ระหว่างข้าพเ้ากับพวกสกุลหวังเด็ดขาด”
“รับคำสั่ง” มารกระเรียนขาวและดำกล่าว
จ้าวเล่อจินเดินออกมาจากศาลาแปดเหลี่ยมและะโขึ้นม้าแดงที่ขโมยมา และควบตรงดิ่งไปยังหมู่บ้านที่คนของสกุลหวังตั้งถิ่นฐานอยู่
เมื่อประมุขน้อยแห่งพรรคโลหิตดำจากไปแล้ว มารกระเรียนขาวจึงพูดขึ้นมาว่า “เ้าว่า พวกเราควรติดตามนางไปหรือไม่”
“แม้นางจะใช้ป้ายประมุขสั่งการ แต่นางก็ไม่ใช่ประมุขอยู่ดี หากว่านางเป็อะไรไป ยังไงท่านประมุขก็ไม่เก็บพวกเราไว้แน่ ข้าคิดว่าเราสองคนควรจะตามนางไปห่างๆ หากเกิดเื่ฉุกเฉินค่อยยื่นมือเข้าช่วย” มารกระเรียนดำพูด
จ้าวเล่อจินเดินทางมาถึงหมู่บ้านปลายทาง เธอเดินเข้ามายังโรงเตี๊ยมเล็กๆแห่งหนึ่ง ซึ่งมีขนาดไม่ใหญ่มากนัก สมกับเป็โรงเตี๊ยมในหมู่บ้าน แต่ถึงแม้จะไม่ได้ดูหรูหราแต่ก็ไม่ได้ดูสกปรกแต่ประการใด
“เสี่ยวเอ้อ!” จ้าวเล่อจินเรียกหาบริกร
“รับอะไรดีครับท่านหญิง” เสี่ยวเอ้อถาม
“ร้านท่านอะไรรสชาติดีที่สุด ก็ให้นำสิ่งนั้นมาพร้อมน้ำชา” เล่อจินพูด
“ได้ครับท่านหญิง” เสี่ยวเอ้อตอบ
ไม่นานนักเสี่ยวเอ้อก็ได้นำอาหารชุดหนึ่งพร้อมน้ำชามาให้แก่จ้าวเล่อจิน เธอหยิบเงินจำนวนหนึ่งมาเป็ค่าอาหาร จากนั้นเธอจึงกล่าวขึ้นมาว่า “เสี่ยวเอ้อ เ้ารู้จักคนสกุลหวังหรือไม่”
เสี่ยวเอ้อผู้นั้นเมื่อได้ยืนคำว่าสกุลหวังเหงื่อก็ตก อึกอักเหมือนไม่อยากจะตอบ จ้าวเล่อจินจึงหยิบเงินจำนวนหนึ่งขึ้นมาวางไว้บนโต๊ะ แล้วหยิบดาบขึ้นมาวางคู่กัน และพูดว่า “หากเ้าบอก เงินจำนวนนี้จะเป็ของเ้า แต่หากว่าเ้าไม่บอก ดาบเล่มนี้จะบั่นคอเ้า”
“ข้าบอก ข้าบอก ข้าบอกทุกสิ่ง” เสี่ยวเอ้อพูด
เมื่อเสี่ยวเอ้อกล่าวเช่นนั้น จ้าวเล่อจินจึงถามต่อว่า “ตกลงเ้ารู้จักคนสกุลหวังหรือไม่”
“ข้ารู้ ข้ารู้จัก” เสี่ยเอ้อตอบ
“บ้านของคนสกุลหวังอยู่ที่ใด” จ้าวเล่อจินถามต่อ
“ท่านหญิงเดินออกจากหมู่บ้านไปทางทิศใต้ จะพบกับลำธารเล็กๆ เมื่อข้ามลำธารไปแล้วจะพบบ้านหลังใหญ่ตั้งอยู่ นั่นแหละบ้านของคนสกุลหวัง” เสี่ยวเอ้อพูด
จ้าวเล่อจินพอใจในคำตอบ จึงนำดาบเก็บและมอบเงินให้แก่เสี่ยวเอ้อไป