จังหวะนั้นเอง...ภูดิศที่กำลังเดินลงมาตรวจงานผ่านมาเห็นเหตุการณ์เข้าพอดี สัญชาตญาณทำให้ชายหนุ่มโผเข้าไปช้อนตัวอุ้มร่างกลมป้อมลอยขึ้นมาแนบอกทันที
และ...ในเสี้ยววินาทีที่สบตากับดวงตาคมกริบระยับพราวดุจดวงดาวของเด็กน้อยในระยะประชิด หัวใจของภูดิศก็กระตุกรัวอย่างรุนแรง เมื่อร่างเล็กอยู่ในอ้อมกอด หยาดน้ำตาแห่งความคิดถึงก็เริ่มรื้อปริ่มขึ้นโดยไม่อาจกลั้น ภูดิศสูดหายใจเข้าลึก พยายามสกัดกั้นหยาดน้ำใสไม่ให้ไหลร่วงลงมา และเอ่ยเสียงนุ่ม
"เจ็บไหมลูก... มานี่มา เดี๋ยวพะพ...เอ้ย...ลุงจะพาไปทำแผล" ภูดิศไม่กล้าเรียนแทนตัวว่าพ่อ เขารีบเปลี่ยนคำเรียกแทนตัวเองเป็ลุง ั์ตาคู่นั้นของเขาสะท้อนความห่วงใยอาทรอย่างปิดไม่มิด
“ว่าไง ไปกับลุงไหม ให้ลุงพาไปทำแผล เดี๋ยวพามาส่ง” เขาถามย้ำ แต่เงียบ เด็กน้อยยังคงจ้องหน้าเขาตาเขม็ง
เด็กน้อยเบิกตาจนโตกว้าง เติมเต็มจำใบหน้าดุดันของผู้ชายคนนี้ได้ดี รีบเอามืออวบๆ ปิดปากตัวเองไว้แน่น ส่ายหัวรัวๆ ไม่ยอมพูดจาประการใด เพราะจำคำสั่งเด็ดขาดของคุณแม่ได้ขึ้นใจว่าห้ามคุยกับคุณลุงคนนี้
ภูดิศเห็นท่าทางของเด็กน้อยที่เขาค่อนข้างมั่นใจว่าเป็เืเนื้อเชื้อไขของตัวทำท่าทางแบบนั้น เขาก็รู้ทันทีว่า ที่ลูกไม่ยอมตอบ เอามือปิดปาก ต้องเป็มนัสวีที่สั่งให้ลูกทำแบบนี้แน่นอน แสดงว่า เ้าหล่อนเห็นเขาในวันนั้น วันที่เขาวิ่งตามรถของหล่อนไป
ภูดิศอมยิ้ม รู้เท่าทันแฝงความเอ็นดู เขาอุ้มหนูน้อยตรงดิ่งเข้าไปในห้องฉุกเฉินทรุดตัวลงนั่งเช็ดเืและทายาทำแผลให้เด็กชายด้วยตัวเองอย่างเบามือและทะนุถนอมที่สุด ความอ่อนโยนที่ไม่เคยมีให้ใครมาก่อนตลอดห้าปีที่ผ่านมา ถูกมอบให้เด็กน้อยคนนี้จนหมดสิ้น
และระหว่างที่ทำแผล ภูดิศแอบเก็บบางสิ่งบางอย่างของเด็กน้อยใส่ลงในกระเป๋ากางเกงของตัวเองโดยไม่มีใครรู้แม้กระทั่งพยาบาลที่ช่วยเขาทำแผลให้เติมเต็ม
เมื่อความเ็ปทุเลาลงเพราะมืออันอบอุ่น หนูน้อยเติมเต็มก็ค่อยๆ คลายมือออกจากปากเด็กน้อยซาบซึ้งใจที่ลุงหน้าดุคนนี้ใจดีกับเขา เด็กน้อยก้มหน้า ยกมือป้อมเล็ก ๆ สองข้างของตัวเองกระพุ่มไหว้อย่างสวยงาม ก่อนจะเอ่ยปากเสียงใสเครือแ่เบา
"ขอบคุณมากครับ...คุณแม่สั่งเติมเต็มไว้ว่า ไม่ให้คุยกับคุณลุงเด็ดขาดครับ...แต่เพราะคุณลุงช่วยทำแผลให้เติมเต็ม เติมเต็มเลยจำเป็ต้องพูดคำว่าขอบคุณ ได้เท่านี้ครับ พูดอย่างอื่นไม่ได้แล้วครับ"
พูดจบปุ๊บ หนูน้อยก็รีบเม้มริมฝีปากแน่นสนิททันที สายตาใสซื่อจับจ้องมองนิ่งและไม่ยอมหลุดปากพูดอะไรออกมาอีกเลยตามคำสั่งสอนของแม่
ภูดิศฟังแล้วถึงกับอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะลอบยิ้มละมุนที่มุมปากด้วยความเอ็นดู
"โอเคครับ... งั้นไม่ต้องพูดนะแค่ชี้นิ้วบอกทางให้ลุงก็พอ บอกทางว่าลุงทิวอยู่ไหน"
ชายหนุ่มจัดการอุ้มร่างกลมป้อมขึ้นมาแนบอกอีกครั้งเพื่อจะพากลับไปส่ง ความจริง เขารู้ว่าร้านของธราธรกับมนัสวีอยู่ที่ไหน แต่เขาอยากมีปฏิสัมพันธ์กับลูกให้มากที่สุด
เด็กน้อยพยักหน้ารับคำ ขยับนิ้วอวบๆชี้ทางให้ผู้ใหญ่ใจดีอุ้มเดินก้าวไปตามทางเดินก่อนที่จะถึงหน้าร้านอาหารที่ธราธรรออยู่ ภูดิศหยุดเดิน วางเติมเต็มลงบนพื้น เขาแอบก้มลงไปกระซิบชิดใบหูของเด็กชายตัวน้อยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลและแฝงไว้ด้วยข้อเสนอสุดพิเศษ
"เติมเต็มครับ...ถ้าวันหลังเติมเต็มได้มาโรงพยาบาลนี้อีกครั้งนะ แอบมาหาลุงนะครับ มาบอกพนักงานว่าจะมาพบลุง มาพบคุณภูดิศ จำชื่อลุงไว้นะ ภูดิศ ลุงชื่อภูดิศ จำได้มั๊ย” เด็กน้อยไม่ตอบ แต่พยักหน้า
“โอเค ลุงจะเป็คนพาหนูเดินเที่ยวเล่นเอง ไปดูห้องสนุกๆ มีห้องที่มีของเล่นเด็กเยอะเลย อยากไปมั๊ยครับไปดูห้องอื่น ๆ ด้วย ไปทัวร์ให้ทั่วโรงพยาบาลนี้เลย ดีไหมครับ" คำเชิญชวนแสนอบอุ่นทำให้น้องเติมเต็มตาโตด้วยความตื่นเต้น เด็กชายรู้สึกดีและถูกชะตากับคุณลุงคนนี้ขึ้นมาอย่างประหลาดทว่าด้วยคำสัญญาที่มีให้แม่ เด็กน้อยจึงยังคงปิดปากเงียบสนิท ไม่ยอมพูดจาใดๆออกมาเช่นเคย แต่เขาใช้วิธีชูนิ้วก้อยเล็กๆ อวบๆ ส่งให้ภูดิศเพื่อเป็สัญญาณเกี่ยวก้อยสัญญาแทนคำพูด พร้อมกับเหยียดยิ้มตาหยีจนเห็นลักยิ้มจางๆน่ารัก ภูดิศยื่นนิ้วก้อยที่หนาและใหญ่กว่าของตัวเองเข้าไปเกี่ยวกระหวัดรัดนิ้วเล็กๆนั้นไว้แน่น ััอันนุ่มนวลส่งผ่านสายใยพ่อลูกที่ซึมลึกเข้ากลางใจ