สังหารศัตรูห้าสิบสองคน!
จำนวนศัตรูที่ไป๋จงสังหารเพียงลำพัง กลับมากกว่าที่หลี่ซิ่นนำทัพร้อยนายสังหารเสียอีก เป็ไปได้อย่างไร!
หลี่ซิ่นถึงกับอึ้ง
เหล่านายกองร้อยที่อยู่ข้างกายเขาก็ตกตะลึงไปเช่นกัน ส่วนคนอื่น ๆ ที่ไม่รู้ว่าไป๋จงเป็ใคร ต่างมองไปยังตุลาการทหารด้วยความไม่อยากจะเชื่อ ราวกับว่าตนเองหูฝาดไป
"พลทหารทั่วไป สามารถสังหารศัตรูได้ถึงห้าสิบสองคนเชียวหรือ!"
"ข้าสังหารไปเพียงสองคน ก็กวัดแกว่งกระบี่ไม่ไหวแล้ว เขาทำได้อย่างไรกัน?"
"ไป๋จงคือใคร? ถึงได้เก่งกาจยิ่งกว่านายกองร้อยหลี่เสียอีก!"
"คนผู้นี้รายงานผลงานเท็จกระมัง?"
"ข้าก็คิดว่ารายงานเท็จ ต้องตรวจสอบให้ชัดเจน จะปล่อยให้เขาทำสำเร็จไม่ได้"
...
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังขึ้นอย่างต่อเนื่องในสนามฝึก ทุกคนต่างแสดงความสงสัยในตัวไป๋จง เพราะคนปกติที่ไหนจะมีความสามารถเช่นนี้ได้
"ท่านแม่ทัพ ข้าคิดว่าผลงานการรบของไป๋จงมีปัญหาขอรับ"
หลี่ซิ่นก้าวออกไปตั้งคำถามเป็คนแรก เมื่อได้ยินคนที่เคยประจบประแจงตนเอง นำตนไปเปรียบเทียบกับไป๋จง หลี่ซิ่นจึงรู้สึกไม่สบายใจอย่างยิ่ง
ตุลาการทหารกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึมว่า "ไป๋จงส่งมอบศีรษะห้าหัว และหูขวาอีกสี่สิบเจ็ดข้าง จำนวนถูกต้องครบถ้วน เ้าคิดว่ามีปัญหา มีหลักฐานหรือไม่?"
"ข้า..." หลี่ซิ่นจะมีหลักฐานได้อย่างไร เขามีเพียงความสงสัย ความไม่เชื่อ รวมถึงความริษยา ในยามนี้จึงไม่สามารถโต้แย้งได้
ตุลาการทหารมองไปยังฝูงชนแล้วกล่าวต่อว่า "พวกเ้าใครมีหลักฐานที่พิสูจน์ได้ว่าไป๋จงรายงานผลงานเท็จ ให้รีบมาบอกข้าเดี๋ยวนี้!"
เหล่าพลทหารเพียงแค่พูดไปตามปาก เมื่อต้องส่งหลักฐานก็ไม่มีใครนำออกมาได้ ทันใดนั้นทุกอย่างก็ตกอยู่ในความเงียบ
ในเมื่อไป๋จงสามารถส่งมอบศีรษะและใบหูได้มากมายขนาดนั้น พวกเขาจึงคิดว่าโอกาสที่จะปลอมแปลงนั้นมีน้อย
หากเป็คนปกติที่คิดจะเสี่ยงรายงานผลงานเท็จ ย่อมไม่กล้ารายงานจำนวนมากถึงเพียงนี้ เพราะหากถูกตรวจพบ ผลที่ตามมาจะร้ายแรงยิ่ง เมื่อคิดให้ลึกซึ้งขึ้น พวกเขาจึงเริ่มรู้สึกว่าผลงานการรบของไป๋จงน่าจะเป็เื่จริง
หลี่ซิ่นเริ่มรู้สึกกระอักกระอ่วน ใบหน้าค่อย ๆ เปลี่ยนเป็สีแดงก่ำ ไม่สามารถทะนงตนได้อีก แต่ในขณะเดียวกันเขาก็เริ่มสนใจในตัวไป๋จงอย่างลึกซึ้ง
"หากเขาสามารถมาใช้งานภายใต้สังกัดของข้า และสังหารศัตรูในหน่วยของข้า หลังจบศึกนี้ ข้าอาจจะได้เป็ผู้บังคับกองพันก็ได้!"
หลี่ซิ่นคิดในใจ แต่ไม่นานก็ตระหนักว่าความคิดนี้เป็ไปได้ยาก ผู้ที่มีความสามารถสังหารศัตรูได้ห้าสิบสองคน ย่อมต้องถูกเรียกไปใช้งานในตำแหน่งสำคัญแน่นอน
"หากไม่มีหลักฐาน ข้าจะดำเนินการต่อ!"
เมื่อตุลาการทหารกล่าวจบ ก็เริ่มประกาศรายชื่อและผลงานการรบของคนต่อไป จากความโกลาหลครั้งนี้ ชื่อของไป๋จงจึงแพร่กระจายไปทั่วทั้งกองทัพ และเข้าแทนที่ชื่อของหลี่ซิ่นอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็บุคคลที่ไม่มีใครไม่รู้จัก
"นั่นคือหลี่ซิ่น!"
หวังหลีมองไปยังหลี่ซิ่นที่อยู่ไม่ไกล แล้วกล่าวว่า "เขาเข้ากองทัพมาได้ประมาณครึ่งปี ใช้ผลงานการรบเลื่อนขั้นเป็นายกองร้อยอย่างรวดเร็ว และได้รับบรรดาศักดิ์เป็ต้าฟู รัศมีช่างเจิดจ้า ข้าไม่อาจเทียบกับคนผู้นี้ได้เลย"
ไป๋จงมองไปยังอีกฝ่าย ที่แท้หลี่ซิ่นมีหน้าตาเช่นนี้ ขณะที่กำลังจะพูด หลี่ซิ่นก็เดินตรงมาทางพวกเขา
"นายกองร้อยหวัง ขอถามหน่อยว่าสหายไป๋จงคือผู้ใด?"
หลี่ซิ่นตรวจสอบจากหมายเลขกระโจม จึงทราบได้อย่างรวดเร็วว่าไป๋จงเป็ผู้ใต้บังคับบัญชาของหวังหลี
"ข้าคือไป๋จง คำนับนายกองร้อยหลี่ขอรับ!"
ไป๋จงเป็ฝ่ายทักทายก่อน
'ช่างเยาว์วัยเหลือเกิน!'
หลี่ซิ่นลอบมองไป๋จงที่อายุเพียงสิบเจ็ดสิบแปดปี ทว่ากลับมีพร์อันไร้ขีดจำกัด เขาจึงยิ้มพลางกล่าวว่า "สหายไป๋จง วันหน้าพวกเราสนิทสนมกันให้มากขึ้นเถิด!"
ไป๋จงรู้สึกว่าสายตาที่คนผู้นี้มองตนนั้น เหตุใดจึงดูมีความอิจฉาริษยาอยู่เล็กน้อย
——
การประกาศผลงานการรบดำเนินต่อไปเกือบหนึ่งชั่วยาม
เมื่อยืนยันว่าทุกคนไม่มีปัญหา ตุลาการทหารจึงทำตามระเบียบโดยนำผ้าไหมที่เขียนรายชื่อทั้งหมดไปติดไว้บนกระดานไม้ และจะเรียกเก็บคืนในอีกสามวันต่อมา เพื่อจัดสรรบรรดาศักดิ์ตามผลงานการรบ ซึ่งเป็ขั้นตอนที่ค่อนข้างซับซ้อน
เหล่าทหารในสนามฝึกจึงค่อย ๆ ทยอยกันแยกย้าย บางส่วนไปเข้าเวร บางส่วนไปฝึกซ้อม ส่วนไป๋จงคิดว่าวันนี้ตนไม่มีกำหนดการใด ๆ จึงเตรียมตัวกลับไปยังค่ายพัก แต่ทันทีที่ออกจากสนามฝึก ก็เห็นเงาร่างหลายสายปรากฏขึ้นตรงหน้า
"เ้าคือไป๋จงใช่หรือไม่?" หวนอี่นำรองแม่ทัพหลายนายมาขวางทางเดินของไป๋จงไว้
"คำนับท่านแม่ทัพใหญ่ขอรับ!"
ตอนแรกไป๋จงสงสัยว่าเป็ใคร แต่เมื่อเห็นอีกฝ่ายสวมเกราะของแม่ทัพหลัก ก็เข้าใจฐานะในทันที การที่เขาสังหารศัตรูได้อย่างโดดเด่น ย่อมต้องดึงดูดความสนใจของแม่ทัพหลักในกองทัพ
เื่นี้อยู่ในความคาดหมายของเขาอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม เขายังจำได้ว่าแม่ทัพหลักของกองทัพผู้นี้ มีนามว่าหวนอี่
เมื่อเห็นว่าไป๋จงจำตนได้ในทันที สายตาของหวนอี่ก็ยิ่งชื่นชมมากขึ้น พร้อมยิ้มแล้วกล่าวว่า "สายตาดีและเฉลียวฉลาด ข้าสงสัยยิ่งนักว่าเ้าทำได้อย่างไร ถึงสังหารศัตรูได้มากมายเพียงนี้"
ไป๋จงเห็นว่าเขาดูเป็กันเอง จึงไม่ได้ยืนตัวเกร็งนัก และตอบไปตรง ๆ ว่า "เืในกายมันพลุ่งพล่าน คิดเพียงแต่จะสังหารศัตรู รู้ตัวอีกทีก็สังหารไปมากมายแล้วขอรับ"
"เืพลุ่งพล่านได้ดีนี่"
หวนอี่พยักหน้าเล็กน้อย "ทหารทั่วไปสามารถเลื่อนบรรดาศักดิ์ได้สูงสุดเพียงขั้นที่สี่คือปู้เกิง หาก้าเลื่อนขั้นสูงกว่านี้ จำเป็ต้องสังหารศัตรูในฐานะนายทหาร ตอนนี้เ้ามีคุณสมบัติเพียงพอที่จะได้รับบรรดาศักดิ์ปู้เกิง เื่ของเ้าข้าได้ส่งฎีกาแจ้งต่อฉินอ๋องแล้ว หลังจากได้รับอนุมัติ รางวัลจะถูกส่งไปยังครอบครัวของเ้าก่อน"
ที่แท้เลื่อนได้ถึงแค่ปู้เกิง
แค่ปู้เกิงก็เพียงพอแล้ว ไป๋จงคิดว่าการจะเลื่อนขั้นในภายหลังไม่ใช่เื่ยาก และชื่อของเขายังสามารถปรากฏต่อหน้าท่านเจิ้งได้ ซึ่งดูเหมือนจะเป็เื่ดี ส่วนเื่ครอบครัว ตามความทรงจำที่สืบทอดมา เขามีน้องสาวเพียงคนเดียว
"เดิมทีข้าคิดจะเลื่อนตำแหน่งเ้าเป็นายกองร้อย แต่เมื่อตรวจสอบประวัติ พบว่าเ้าเข้ากองทัพมาไม่ถึงสามเดือน และไม่มีประสบการณ์ในการนำทัพ หากเลื่อนตำแหน่งสูงเกินไปจะส่งผลเสีย จึงให้เ้าดำรงตำแหน่งนายกองหมวดไปก่อน"
หวนอี่กล่าวต่อว่า "เมื่อยึดเมืองชื่อลี่ได้ หากเ้าสามารถสร้างผลงานการรบได้อีก ตำแหน่งนายกองร้อยจะเป็ของเ้า"
คำพูดนี้เป็การยืนยันบรรดาศักดิ์และตำแหน่งทางทหารของไป๋จงโดยปริยาย
"ขอบพระคุณท่านแม่ทัพใหญ่ขอรับ!" ไป๋จงรีบประสานมือคำนับ
"พยายามเข้าล่ะ!" หวนอี่เพียงแค่ชื่นชมจึงมาดูหน้าไป๋จงเพื่อให้จำได้ เมื่อพูดจบก็จากไป
รองแม่ทัพหลายคนที่ติดตามเขามา ต่างรู้สึกแปลกใจ เป็ครั้งแรกที่เห็นแม่ทัพใหญ่ให้ความสำคัญกับพลทหารทั่วไปถึงเพียงนี้ แม้แต่หลี่ซิ่นก่อนหน้านี้ก็ยังไม่ได้รับสิทธิพิเศษเช่นนี้
หลังจากส่งหวนอี่กลับไป ไป๋จงมองตามหลังพวกเขาแล้วพึมพำในใจ "แม่ทัพหลักหวนอี่ เมืองที่เข้าโจมตีคือเมืองชื่อลี่ ซึ่งเป็หนึ่งในเมืองสำคัญทางตอนเหนือของเมืองหานตัน"
ทันใดนั้นเขาก็นึกถึงาครั้งใหญ่ที่ร้ายแรงครั้งหนึ่ง
"ตอนนี้คือปีที่สิบสี่ของฉินอ๋องเจิ้ง สมรภูมิที่แคว้นฉินโจมตีแคว้นจ้าว าครั้งนี้ คงไม่ใช่ศึกเมืองเฝยเฉิงหรอกนะ!"
ในศึกเมืองเฝยเฉิง หวนอี่แม่ทัพผู้สั่งการหลักของแคว้นฉิน ถูกหลี่มู่แห่งแคว้นจ้าวซุ่มโจมตีระหว่างเมืองอี๋อันและเมืองเฝยเฉิง กองทัพแสนนายสุดท้ายเหลือรอดชีวิตหนีออกมาได้เพียงไม่กี่พันนาย
ตามบันทึกประวัติศาสตร์บางฉบับ หวนอี่กังวลว่าจะถูกลงโทษเพราะพ่ายแพ้ จึงหลบหนีไปยังแคว้นเยียน และเปลี่ยนชื่อแซ่เป็ฝานอวี๋ชี
ตอนนี้ทั้งเวลา สถานที่ และตัวบุคคล ล้วนตรงกันทั้งหมด
ขณะที่ไป๋จงกำลังลังเลว่าจะทำอย่างไรดี ทันใดนั้นหน้าจอแสงก็วาบขึ้น แผงความสำเร็จของระบบปรากฏขึ้นตรงหน้า เห็นได้ว่าความสำเร็จระดับกงซื่อ ซ่างเ้า จานเหนี่ยว และปู้เกิง ได้ถูกปลดล็อกแล้ว นอกจากนี้ยังมีตำแหน่งนายหมู่ห้า นายหมู่สิบ และนายกองหมวด ที่ถูกปลดล็อกเช่นกัน
เขาวางความกังวลลงชั่วคราว และรีบกลับไปยังกระโจมของตน เพื่อรับรางวัลจากความสำเร็จ
[ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ ได้รับความสามารถพิเศษใหม่ 'คลั่งศึก']
[คุณสมบัติ : ยิ่งาเ็หนัก พลังต่อสู้ยิ่งแข็งแกร่ง สังหารศัตรูได้โเี้ยิ่งขึ้น]
[ได้รับความสามารถพิเศษ : 'เกราะแสงจันทร์' ป้องกันความเสียหายทั้งหมดเป็เวลาสิบวินาที คูลดาวน์สามวัน]
[ได้รับยาสมานแผลจินชวงและสูตรปรุงยา]
[ได้รับเสริมแกร่งสิ่งของ +1 ผลลัพธ์ เสริมแกร่งสิ่งของใด ๆ รอบตัว เพิ่มคุณภาพ และมีผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึง]
[ได้รับแต้มผลงานหนึ่งร้อยแต้ม ซึ่งเป็ผลรวมของแต้มผลงานจากการเลื่อนขั้นจากพลทหารทั่วไปสู่ตำแหน่งนายกองหมวด]
เสียงของระบบทำให้ไป๋จงมีความสุขยิ่งนัก รางวัลจากการปลดล็อกความสำเร็จช่างล้ำค่าจริง ๆ เขารีบกล่าวในใจว่า "รับทั้งหมด!"