หญิงสาวโวยวายอย่างลืมไปสนิทว่าก่อนหน้านี้ตนได้พูดอะไรไว้ว่าอย่างไร
“บังเอิญว่าฉันไม่กลัวอ้วนนี่ วันๆต้องทำงานไม่ได้หยุดหย่อนข้าวปลาไม่เคยได้กินเป็เวลา ก็มีมื้อเย็นนี่แหละที่ฉันพอจะมีเวลากินอะไรได้เต็มที่ให้เพียงพอกับความ้าของร่างกาย”
ชายหนุ่มเริ่มลงมือเจียวกระเทียมแล้วแบ่งเนื้อหมูที่สับไว้ครึ่งหนึ่งลงไปผัดเพื่อที่จะทำข้าวผัด เสียงฉู่ฉ่ากับกลิ่นหอมที่ฟุ้งตลบไปทั่วบริเวณเรียกน้ำลายของหญิงสาวที่ยืนดูอยู่ไม่ห่างให้ออกมาเต็มกระพุ้งแก้ม เธอกลืนน้ำลายหลายครั้งแล้วั้แ่เขาเริ่มลงมือทำอาหาร เขาทำอาหารเก่งทีเดียวเพราะเห็นหยิบโน้นจับนี่ได้อย่างคล่องแคล้ว นี่หากเป็เธอก็คงเอาแต่ยืนงงอยู่นั้นเอง ไม่รู้ว่าจะหยิบจับอะไรก่อนดี
ไม่นานฐาปกรณ์ก็ได้ข้าวผัดไข่ใส่หมูสับกับแกงจืดหมูสับใส่ผักรวมที่ต่างแข่งกันส่งกลิ่นหอมฟุ้งเอามาจัดวางไว้ที่โต๊ะแล้วเขาก็เดินไปล้างมือก่อนเดินกลับมานั่งลงที่โต๊ะอาหารและทำท่าว่าจะลงมือรับประทาน
“นี่นายจะไม่เรียกให้ฉันกินด้วยจริงๆใช่ไหม”
ณิชาภัทรปราดเข้ามาโวยวายอยู่ข้างโต๊ะอย่างทนไม่ได้เพราะถูกความหิวเล่นงานเอาอย่างหนัก ก็เธอไม่ได้ทานอะไรเลยมาั้แ่เที่ยง นี่ก็ปาเข้าไปเกือบสองทุ่มแล้ว
“เรียกฉันว่ายังไงน่ะ”
ชายหนุ่มทวงถามเชื่องช้าก่อนตักข้าวผัดคำโตใส่ปากเคี้ยวยั่วยวนคนที่กำลังหิวจนตาลาย
ณิชาภัทรแทบอยากจะร้องกรี้ดออกมาลั่นบ้านให้สมกับความโมโหที่ถูกเขากลั่นแกล้ง แต่เธอก็คงมัวโยกโย้อยู่ไม่ได้เพราะไม่งั้นนายนี่ต้องทานอาหารหมดไปก่อนแน่ๆ
“น้าฐา”
หญิงสาวจำต้องเอ่ยออกไปตามที่เขา้า
“เธอต้องสัญญาว่าจะเรียกฉันอย่างนี้ตลอดไป แล้วก็ต้องพูดจาให้มีหางเสียงอย่างเด็กที่ได้รับการอบรมมาดีพูดกับผู้ใหญ่ด้วย”
ชายหนุ่มยื่นข้อแม้มาแล้วตักหมูสับที่ปั้นเป็ก้อนในแกงจืดเข้าปากไปอีก สายตาก็มองหญิงสาวอย่างจะถามว่าเอาไง
ณิชาภัทรกลืนน้ำลายตามเขาไปอีกแล้วก็รีบพยักหน้ารับอย่างยอมจำนน
“ไหนลองพูดขอกินข้าวกับฉันอย่างเพราะๆให้ฟังสิ”
คำสั่งของเขาทำให้หญิงสาวต้องกัดฟันกรอดข่มความโกรธแต่เธอก็ต้องกล่าวออกไป
“น้าฐาขา ขอณิชาทานข้าวด้วยคนสิค่ะ”
ชายหนุ่มยิ้มกว้างอย่างผู้มีชัยทันทีที่ได้ฟัง ก่อนหันไปตักข้าวผัดใส่จานให้กับหญิงสาว ซึ่งเธอเองก็รีบนั่งลงแล้วเลื่อนจานข้าวเอาไปตักทานอย่างรีบร้อนด้วยความหิวโหย
“แล้วนั้นไม่กลัวอ้วนแล้วเหรอ”
เขาไม่วายที่จะกล่าวประชดประชัน ทำให้หญิงสาวนึกได้และหยุดชะงักไปนิดหนึ่งเพราะห่วงรูปร่างของตัวเองก่อนจะพ่ายแพ้ต่อความหิวที่คะยั่นคะยอให้รีบทานต่อ เมื่อหมดจานแรกหญิงสาวก็เติมจานที่สองให้กับตัวเองทันที แล้วก็ทานหมดเกลี้ยงไปไม่มีเหลืออีกในขณะที่ฐาปกรณ์ยังทานจานแรกไม่หมดเลย
ทานเสร็จณิชาภัทรก็มองหาน้ำดื่มซึ่งฐาปกรณ์ไม่ได้จัดมาไว้บนโต๊ะอาหารด้วยั้แ่แรก ชายหนุ่มจึงได้ชี้ไปที่กระติกน้ำร้อน
“โน้น อาการเย็นๆอย่างนี้เธอควรจะดื่มน้ำอุ่นน่ะ ไม่งั้นเดี๋ยวจะไม่สบายได้”
ฟังแล้วหญิงสาวก็ลุกขึ้น แต่แทนที่เธอจะเดินไปยังกระติกน้ำร้อนเพื่อดื่มน้ำอุ่นตามคำแนะนำของเขา เธอกลับตรงไปที่ตู้เย็นแล้วเปิดเอาขวดน้ำเย็นออกมารินดื่ม ก่อนเดินกลับมาเชิดหน้ามองเขาอย่างท้าทายแล้วก็เดินจากไปโดยไม่พูดอะไรสักคำ
“เฮ้ย ดูทำเข้า แล้วนี่ที่ทำอะไรให้กินจะไม่มีคำขอบคุณตอบแทนสักคำเลยเหรอ อ้าว แล้วนั้นจะไปไหนล่ะ มาเอาจานไปล้างก่อนสิ”
ชายหนุ่มร้องเอะอะ แต่หญิงสาวก็ไม่เหลียวหลังแล้ว
“โธ่เอ๊ย ยัยเด็กบ้านี่เป็ทายาทของงูเห่าหรือไงน่ะถึงได้ไม่รู้จักคุณคนเอาเสียเลย”
เ้าของรีสอร์ทบ่นพึมพำเมื่อต้องนำจานชามไปล้างด้วยตัวเองทั้งหมด พลางคิดอาฆาตแค้นในใจว่าพรุ่งนี้จะไม่ทำอะไรให้ยัยทายาทงูเห่าคนนั้นทานอีกจะปล่อยให้อดเสียให้เข็ดเชียว
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
วันรุ่งขึ้นเสียงโทรศัพท์มือถือปลุกให้ฐาปกรณ์ต้องรู้สึกตัวตื่นขึ้นแต่เช้า ชายหนุ่มควานมือไปหยิบโทรศัพท์จากโต๊ะข้างหัวเตียงเอามากดรับทั้งที่ยังหลับหูหลับตา
“โหล...”
เขากรอกเสียงอู้อี้ของตนลงไป
“ฐา นี่พี่นิดเองน่ะ”
เสียงพี่สาวของเขาดังแจ้วมาตามสาย ฮึทีเมื่อวานเขาโทรไปกว่าสิบสายก็ไม่ยักกะรับ
“ว่าไงครับ”
“คือพี่จะโทรมาถามว่า ฐาได้พบยัยณิชาแล้วหรือยังเพราะแกเดินทางไปที่ไร่ไผ่เขียวั้แ่เมื่อวานแล้ว”