ท้องฟ้าเหนือสวนสาธารณะใจกลางเมืองในยามเย็นวันนี้ ถูกฉาบด้วยสีสันอันสวยงามดังมีผู้ตั้งใจผสมสีในท้องฟ้าได้อย่างลงตัว สีส้มทองอร่ามที่ค่อยๆ ไล่โทนไปสู่สีชมพู และม่วงลาเวนเดอร์ตรงขอบฟ้า แสงอาทิตย์ที่ทอดตัวลงมาสะท้อนกับผิวน้ำในบึงใหญ่ ดูราวคล้ายกับเกล็ดเพชรที่ลอยละล่องอยู่ในน้ำ ลมเอื่อยๆ พัดกลิ่นหอมจางๆ ของดอกไม้ โชยมาปะทะจมูก ชวนให้ความรู้สึกผ่อนคลายอย่างถึงที่สุด
นัท ชายหนุ่มวัย 25 ปี ในชุดเสื้อเชิ้ตสีสะอาดตา นั่งอยู่บนม้านั่งไม้ใต้ร่มเงาของต้นจามจุรีใหญ่ที่กิ่งก้านแผ่ขยายให้ร่มเงาประดุจหลังคาธรรมชาติ เขารู้สึกว่าหัวใจของเขากำลังพองโต ไม่ใช่เพราะบรรยากาศที่สวยงามรอบตัว แต่เป็เพราะมี 'โลกทั้งใบ' ของเขาที่กำลังนั่งอยู่เคียงข้างเขาในตอนนี้
ฝ้าย ภรรยาสาววัย 24 ปีของเขา กำลังเอนกายพิงพนักม้านั่ง พลางทอดสายตามองไปที่ครอบครัวเป็ดที่กำลังว่ายน้ำอย่างสนุกสนาน แสงแดดสีทองรำไรที่ลอดผ่านช่องว่างของใบไม้ลงมาตกกระทบใบหน้าของเธอ ทำให้ใบหน้าดูเปล่งปลั่ง ผมยาวสลวยสีน้ำตาลเข้มของเธอพลิ้วไหวไปตามแรงลมเบาๆ ดวงตากลมโตส่องประกายสะท้อนแสงระยิบระยับที่ทำให้พี่นัทของเธอหลงใหลที่สุด
"พี่นัทดูนั่นสิคะ..." ฝ้ายเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเธอนุ่มนวลและหวานละมุน เป็ดั่งเสียงที่คอยปลอบประโลมจิติญญาของเขา
"ลูกเป็ดตัวนั้นพยายามจะว่ายตามแม่ให้ทันแต่มันขาสั้นนิดเดียวเอง ดูน่ารัก น่าเอ็นดูจังเลยเนอะ"
นัทไม่ได้มองตามปลายนิ้วอันเรียวบางและงดงามของเธอที่เธอกำลังชี้ชวน แต่เขากลับเลือกที่จะจ้องมองไปที่ใบหน้าของเธอ เพื่อดูรอยยิ้มเล็กๆ ที่ประกอบด้วยริมฝีปากอันบอบบางสีชมพูระเรื่อของเธอ รอยยิ้มที่เขาคอยบอกตัวเองอยู่เสมอนับครั้งไม่ถ้วนว่าจะปกป้องมันไว้ด้วยชีวิต
"อืม... น่ารักเหมือนฝ้ายเลย" นัทกระซิบตอบ พร้อมกับเอื้อมมือไปกุมมือเล็กๆ ของเธอไว้ ฝ่ามือของฝ้ายนั้นนุ่มนิ่มและอบอุ่น นิ้วมือของทั้งคู่สอดประสานกันได้อย่างพอเหมาะพอดี ราวกับชิ้นส่วนของร่างกายนี้ถูกออกแบบมาเพื่อกันและกัน
ฝ้ายหันหน้ากลับมาสบตาเขา ดวงตาของเธอสะท้อนภาพของนัทแต่เพียงผู้เดียว
"ปากหวานอีกแล้วนะคะพี่นัท วันนี้เป็อะไรเนี่ย ดูอ้อนผิดปกติจัง" เธอพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานปนความเขินอาย
"ก็แค่อยากบอกให้รู้ไงครับ" นัทพูดด้วยน้ำเสียงอบอุ่น พลางกระชับมือให้แน่นขึ้น
"พี่ขอบคุณจริงๆ นะที่ฝ้ายอยู่ตรงนี้ พี่อยากอยู่กับฝ้ายแบบนี้ทุกวันไปตลอดชีวิตเลย"
ฝ้ายหัวเราะเบาๆ เป็เสียงหัวเราะที่ทำให้โลกของนัทสว่างไสว เธอโน้มตัวเข้ามาใกล้จนนัทได้กลิ่นหอมสะอาดของแชมพูอ่อนๆ ผสมกับกลิ่นน้ำหอมกลิ่นกุหลาบที่เธอมักใช้ประจำ กลิ่นที่นัทจดจำได้แม่นยำกลิ่นนี้คือกลิ่นของเธอ
"พูดเหมือนจะไปไหนไกลเลย ก็เราสัญญากันแล้วไงคะ ว่าปีหน้าเราจะเริ่มเก็บเงินดาวน์บ้านหลังใหม่ที่เราไปดูด้วยกัน เราจะแต่งบ้านหลังใหม่ด้วยกัน….ฝ้ายไม่ไปไหนหรอกค่ะ พี่นัทนั่นแหละ ห้ามเบื่อฝ้ายก่อนนะ" เธอพูดด้วยน้ำเสียงอันอ่อนหวานและออดอ้อน
"ไม่มีวันเบื่อหรอกครับ" นัทตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น เขาใช้นิ้วโป้งคลึงเบาๆ บนหลังมือของเธอ
"พี่จะรักฝ้ายแบบนี้ตลอดไป จะเป็พี่นัทคนเดิมที่คอยดูแลฝ้าย ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม" นัทพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มแต่หนักแน่น ทำเอาฝ้ายถึงกับหน้าแดงด้วยความเขินอาย
บรรยากาศรอบตัวในขณะนั้นมันช่างสมบูรณ์แบบจนดูเหมือนภาพในความฝัน ทุกคำพูด ทุกัั และทุกแผนการในอนาคตที่พรั่งพรูออกมาจากปากของคนทั้งสอง มันคือสายใยแห่งความรักที่ถักทอจนแ่า นัทรู้สึกว่าตัวเองเป็ผู้ชายที่โชคดีที่สุดในโลก ความสุขมันล้นปรี่จนเขารู้สึกเหมือนกำลังลอยล่องอยู่กลางอากาศ
"อ๊ะ... พี่ขอตัวไปเข้าห้องน้ำแป๊บนึงนะ" นัทเอ่ยขึ้นอย่างเสียดายเมื่อความ้าทางกายเริ่มรบกวน่เวลาอันแสนหวาน
"เดี๋ยว ฝ้ายนั่งรอพี่อยู่ตรงนี้แป๊บนึงนะคะ อย่าเพิ่งหายไปไหนล่ะ"
ฝ้ายพยักหน้าพร้อมรอยยิ้มที่ดูซุกซน
"ไปเถอะค่ะ ฝ้ายจะนั่งดูพระอาทิตย์ตกดินรอพี่นัทตรงนี้ ไม่หายไปไหนแน่นอน... สัญญาค่ะ"
ก่อนจะลุกขึ้น นัทก้มลงประทับริมฝีปากไปที่แก้มของเธออย่างอ่อนโยน มันเป็ััที่เต็มไปด้วยความทะนุถนอม ััที่เขายังรู้สึกถึงความอุ่นจากแก้มของเธอติดอยู่ที่ริมฝีปากในขณะที่เขาเดินผละออกมา เขาหันกลับไปมองเธออีกครั้งเมื่อเดินไปได้ไม่กี่ก้าว เห็นฝ้ายโบกมือให้เล็กน้อยท่ามกลางแสงสีส้มที่เริ่มเข้มขึ้นเรื่อยๆ ภาพนั้นช่างงดงามจนเขาอยากจะหยุดเวลาเอาไว้ที่ตรงนี้ตลอดกาล
ภายในห้องน้ำสาธารณะที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก นัทรีบจัดการธุระส่วนตัวด้วยความเร่งรีบ เขาไม่อยากปล่อยให้ฝ้ายต้องนั่งอยู่คนเดียวท่ามกลางแสงที่เริ่มสลัวลงนานเกินไป ในขณะที่เขายืนอยู่หน้าอ่างล้างหน้า เขาส่องกระจกดูใบหน้าที่มีความสุขของตนเอง เขายังเผลอยิ้มออกมาคนเดียวพลางนึกถึงแผนการที่จะชวนเธอไปทานมื้อค่ำที่ร้านอาหารบรรยากาศดีๆ กันต่อ
เขารู้สึกดีใจแบบที่ไม่เคยเป็มาก่อน ความรักที่เขามีต่อฝ้ายมันไม่ใช่แค่ความหลงใหล แต่มันคือความผูกพันที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกัน จนหล่อหลอมกลายเป็ส่วนหนึ่งของกันและกัน เขาพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อให้เธอมีความสุข พร้อมจะเผชิญทุกอุปสรรคเพื่อรักษาความรักนี้ไว้
ทว่า... ในวินาทีที่เขาก้าวเดินออกจากห้องน้ำ และกำลังเดินกลับไปจนใกล้ถึงม้านั่งที่เขาทั้งคู่เคยนั่งอยู่ ความรู้สึกแรกที่พุ่งเข้าปะทะกลับไม่ใช่ความสุขอย่างที่เขาคาดหวังไว้ แต่เป็ความว่างเปล่ากับความเงียบ และลมเย็นๆ ที่พัดผ่านมาแบบเหงาๆ
เขารู้สึกว่ามันเป็ความเงียบที่ผิดปกติจนน่าขนลุก
เสียงนกร้องที่เคยเจื้อยแจ้วหายไปสิ้น แสงอาทิตย์สีทองเมื่อครู่เริ่มถูกกลืนกินโดยเงามืดของเมฆหนาที่เคลื่อนมาบังไว้โดยไม่ทันตั้งตัว บรรยากาศรอบกายพลันเปลี่ยนจากความอบอุ่นละมุนละไม กลายเป็ความหนาวเย็นที่เริ่มกรีดลึกเข้าไปถึงกระดูก นัทรีบเร่งฝีเท้าเพื่อกลับไปยังม้านั่งไม้ตัวเดิมให้เร็วขึ้น หัวใจที่เคยเต้นด้วยความสุขเริ่มเปลี่ยนจังหวะเป็ความกระวนกระวายที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกก้าว
"ฝ้าย?"
เขาเรียกชื่อเธอออกมา เมื่อมองเห็นม้านั่งตัวนั้นอยู่รำไรท่ามกลางแสงพระอาทิตย์ที่เริ่มจะหมดลง
แต่เมื่อเขาเดินไปถึงจุดนั้น... สิ่งที่พบกลับมีเพียงความว่างเปล่า
บนม้านั่งไม่มีร่างของหญิงสาวคนรัก ไม่มีรอยยิ้มที่แสนหวาน ไม่มีแม้แต่ร่องรอยว่าเคยมีใครอยู่ตรงนั้น นัทหยุดยืนนิ่งทำอะไรไม่ถูก สายลมกระโชกแรงพัดพาใบไม้แห้งหมุนวนรอบฝ่าเท้า ส่งเสียงสวบสาบที่ฟังดูคล้ายเสียงกระซิบที่เขาฟังไม่ได้ศัพท์
"ฝ้ายครับ! ฝ้าย! ฝ้ายอยู่ไหนครับ? ฝ้ายครับ!"
นัทเริ่มะโเรียกเสียงดังขึ้น ความเยือกเย็นเริ่มเกาะกินหัวใจจนเขารู้สึกหนาวสั่นไปถึงปลายนิ้วมือ เขาหมุนตัวไปรอบๆ กวาดสายตามองหาผ่านความมืดที่คืบคลานเข้ามาปกคลุมทุกหย่อมหญ้า สวนสาธารณะที่เคยดูเหมือนสรวง์ในยามเย็น บัดนี้กลับดูรู้สึกเงียบราวกับไม่มีสิ่งมีชีวิตอยู่ เงาของต้นไม้ใหญ่ที่พาดผ่านพื้นดูบิดเบี้ยวและขยายใหญ่ขึ้นคล้ายมือของปีศาจที่กำลังตะเกียกตะกายขึ้นมาจากพื้นดิน
ความสับสนปนเปไปกับความกลัวที่เริ่มก่อตัว นัทรู้สึกถึงเม็ดเหงื่อที่เริ่มซึมออกมาตามฝ่ามือ ลมหายใจของเขาเริ่มติดขัด ทุกจังหวะการเต้นของหัวใจมันสั่นสะท้านไปถึงทรวงอก
ฝ้ายจะไปไหน? เธอเพิ่งสัญญาว่าจะรอตรงนี้...หรือว่าเราจำทางผิด แต่เราก็จำวิวตรงนี้ได้นี่น่า เสียงความคิดในหัวของนัทตีกันอย่างบ้าคลั่ง
เขาเริ่มวิ่งออกไปรอบๆ บริเวณม้านั่ง ะโเรียกชื่อเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเสียงเริ่มแหบพร่า แต่สิ่งที่ได้รับกลับมามีเพียงเสียงสะท้อนของตัวเองและความเงียบที่น่าอึดอัด
นัทเริ่มหนาวสั่นด้วยความหวาดกลัวที่ไม่อาจนิยามได้ เขาเริ่มมองไปตามพุ่มไม้สลัวๆ เขาเริ่มจินตนาการถึงเื่ร้ายแรงต่างๆ นานาที่อาจเกิดขึ้นกับเธอ เขาเริ่มรู้สึกถึงอันตรายบางอย่างที่มองไม่เห็นแต่มันััได้ด้วยสัญชาตญาณ และรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างกำลังจ้องมองเขามาจากเงามืด
"ฝ้าย!!! ออกมาเถอะ พี่ไม่ตลกนะ!"
เขาะโเรียกจนเขาเริ่มเจ็บคอ แสงสุดท้ายของวันหายลับขอบฟ้าไปอย่างสมบูรณ์ ทิ้งให้นัทอยู่ท่ามกลางแสงสว่างอ่อนๆ จากหลอดไฟที่มาแทนที่แสงอาทิตย์ที่เคยส่องสว่างในสวนสาธารณะแห่งนี้
"ฝ้าย! อยู่ไหน? ได้โปรดออกมาเถิด พี่ขอร้อง"
นัทะโจนสุดเสียง แต่เสียงของเขากลับถูกความกว้างขวางของสวนสาธารณะดูดซับหายไปกับเงามืดจนหมดสิ้น เขาเริ่มวิ่งไปตามเส้นทางที่คาดว่าเธอน่าจะเดินไป เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาด้วยมือที่สั่นเทา ตอนนี้มือเขาสั่นจนแทบจะกดโทรศัพท์มือถือไม่ได้เลย เขาพยายามโทรหาเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่สัญญาณปลายสายกลับไม่มีสัญญาณตอบรับ
เขาเหมือนคนกำลังคลุ้มคลั่ง ความคิดในหัวตีกันยุ่งเหยิง เธอถูกลักพาตัวไปหรือเปล่า? หรือเธอประสบอุบัติเหตุ? มีสัตว์ร้ายมาทำร้ายเธอ? ความกลัวที่ว่าเขาอาจจะเสียเธอไปจริงๆ เริ่มกัดกินจิตใจจนเขารู้สึกเริ่มที่จะไม่ไหว เหงื่อของเขาเริ่ม ผุดขึ้นตามร่างกายั้แ่แผ่นหลังมาจนถึงฝ่ามือ เหมือนตอนที่อากาศร้อน ทั้งๆ ที่อากาศในตอนนี้จะเริ่มเย็นขึ้นมาแล้วก็ตาม
ในจังหวะที่นัทกำลังจะตัดสินใจว่าจะวิ่งออกไปที่ถนนใหญ่เพื่อขอความช่วยเหลือจากคนที่อยู่แถวนั้นดี หรือหาป้อมของเ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเพื่อให้เ้าหน้าที่ที่อยู่ในป้อมช่วยเหลือดี อยู่ๆ ก็มีผู้หญิงแปลกหน้าคนหนึ่งวิ่งหน้าตาตื่นใตรงมาหาเขาเหมือนหนีอะไรบางอย่างมา
และนั่นคือจุดเริ่มต้นของฝันร้ายที่เขาไม่มีวันตื่นขึ้นมาได้อีกเลย
(จบบทที่ 1)