ดันเจี้ยน x ดันเจี้ยน

    ตอนที่ 46 รุ่งอรุณที่แตกสลาย

     



              ในเวลาเดียวกัน ภายในอาคารศาลาว่าการกรุงโตเกียว


              “อะ...กลับมาแล้วเหรอครับคุณ—”


              เขาไม่สนใจใบหน้ายิ้มแย้มที่กำลังเอ่ยทักนั่นพุ่งตรงเข้าไปหักคออีกฝ่ายเสียจนผิดรูป โดยที่ชายคนดังกล่าวไม่ทันเอ่ยสิ้นสุดเสียงบริเวณทางขึ้นลิฟต์


              ชายอีกคนซึ่งอยู่ใกล้กันยังไม่ทันได้ประมวลผลถึงสิ่งที่เกิดขึ้นก็ถูกเขาใช้ฝ่ามือเจาะทะลุทรวงอกเป็นรูโหว่


              สามารถจู่โจมสังหารได้โดยไม่กระโตกกระตากเขามองทุกอย่างตรงหน้าด้วยความเฉยเมย


              ทุกคนที่พบเห็นตลอดเส้นทางถูกเขาสังหารลงอย่างเงียบเชียบ ทิ้งกลิ่นคาวเลือดฟุ้งในอากาศเปรียบดั่งยมทูตออกล่าดวงวิญญาณยามรัตติกาล


              เขาก้าวข้ามผ่านซากศพจนขึ้นมาจนเกือบชั้นบนสุดแล้วหยุดยืนอยู่หน้าห้องหนึ่ง


              “ความคืบหน้าเป็นยังไงบ้าง”


              เสียงสนทนาเล็ดลอดผ่านบานประตูขนาดใหญ่ซึ่งถูกเปิดแง้มไว้ออกมาให้ได้ยิน


              “ทีมจู่โจมของคุณนาโอกิเมื่อเร็ว ๆ นี้พวกเรามีปัญหาในการติดต่อสื่อสารกับพวกเขาดังนั้นจึงยังไม่ทราบสถานการณ์ของทางฝั่งนั้นครับ”


              เกนโดนั่งหันหลังให้หน้าต่างกระจกบานใหญ่เขาเดาะลิ้นอย่างขัดใจ โดยไม่สนใจแล้วว่าลูกน้องจะฟังอยู่หรือไม่ เท่ากับว่าต้องสั่งการจากสภาพข้อมูลเท่าที่มีอยู่ในตอนนี้พร้อมกับในใจร้องก่นด่าคุราเบะซึ่งอาสาแฝงตัวเข้าไปในพื้นที่เพื่อสังหารแกนนำฝ่ายศัตรูจนป่านนี้กลับไม่ยอมติดต่อรายงานสถานการณ์อะไรให้ได้รับรู้เลย


              ‘หรือจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นกับหมอนั่น...แต่ก็ไม่น่ามีทางเป็นไปได้ เขาเป็นคนมีฝีมือซึ่งตนไว้ใจและฝากฝังได้มากที่สุด’


              เกนโดรู้สึกปวดหัวกับสถานการณ์ที่ปัญหาเกิดขึ้นไม่หยุดทำให้เผลอเอามือไปกดที่หัวตา


              “ส่วนที่น่ากังวลกว่าตอนนี้คือแนวป้องกันของเราเอาพวกผีดิบไม่อยู่แน่ครับทำได้แค่ชะลอพวกมันเท่านั้น เราจะทำยังไงกันดีครับ?”


              ‘ในจังหวะที่กำลังคนเหลืออยู่ไม่มากช่างโผล่มาในเวลาอันเหมาะเจาะเหลือเกินนะ’


              เกนโดสะบัดหัวไล่ความคิด จู่ ๆกองทัพผีดิบขนาดใหญ่ที่เคยหลบเร้นกายได้พรั่งพรูออกมาในเวลาที่ไม่ต้องการ เขาจำต้องส่งกำลังคนทั้งหมดที่เหลืออยู่ไปอุดไว้ยังแนวต้านที่กำลังถูกรุกคืบเข้ามาใกล้


              “โทมะแกลองส่งคนไปดูที่นั่นว่าเกิดอะไรขึ้นกับพวกของนาโอกิแล้วกลับมารายงานฉันส่วนพื้นที่ที่ถูกโจมตี ให้กระชับถอยร่นมาตั้งแนวป้องกันที่หน้าเขตอุทยานเดี๋ยวที่เหลือฉันจะลงไปจัดการเอง”


              “เอ่อ...ท่านเกนโดจะลงมือด้วยตัวเองงั้นหรือครับ”


              โทมะเหงื่อตกเมื่อเห็นว่าเจ้านายของตนกำลังจะสำแดงฝีมือด้วยตัวเอง


              “ไม่ต้องพูดให้มากความรีบไปทำตามที่ฉันสั่—”


              “—ลำบากแย่เลยนะครับท่านเกนโด”


              เสียงของใครบางคนดังแทรกขึ้นขัดจังหวะการสนทนา


              “…!?”


              อึดใจที่โทมะกำลังจะส่งเสียงถามว่า ‘ใคร’ เขาก็มองเห็นของเหลวสีอุ่นแดงได้เอ่อล้นออกมาจากคอของตนแทนคำพูด


              "อยากจะกำจัดปัจจัยที่ทำให้ไม่มั่นคงเอาไว้น่ะต้องขอโทษจริง ๆ"


              เป็นสัมผัสเย็นยะเยือกที่เลยผ่านช่วงคอ และกลุ่มคำพูดที่เย็นเยียบเช่นเดียวกัน


              ชายที่ชื่อโทมะฟังเสียงนั้นและเอี่ยวคอสังเกตว่าผู้ที่มาปรากฏตัวด้านหลังคือคุราเบะที่พวกเขากำลังหาทางติดต่อ


              ทว่าสิ่งที่โทมะต้องการไม่ใช่รูปพรรณสัณฐานของอีกฝ่ายหรือถามหาเหตุผลว่าทำไมแต่เป็นการหยุดของเหลวที่ไหลออกมาจากคอของตน


              “อ๊ะฟังทั้งแบบนั้นแหละคุณโทมะ ผมไม่ได้กะจะให้ตอบ แล้วก็ไม่คิดจะปล่อยให้มีชีวิตรอดด้วยก็เลยเล็งที่ลำคอน่ะ”


              สิ่งที่คุราเบะถืออยู่นั้นคือมีดทหารที่มีหยาดสีแดงหยดหนึ่งเล่มวาววับสะท้อนแสงสีเงิน


              “ไม่ไหวเลยนะถึงจะมีเรื่องที่เหนือความคาดหมายเกิดขึ้น แต่ถูกมีดธรรมดาเชือดแบบนี้ช่างน่าอับอายในฐานะผู้คุ้มกันเสียจริง”


              แม้มีเสียงหายใจดังออกมาจากคอแต่ก็ไม่สามารถใช้หายใจได้


              โทมะฟังคุราเบะด้วยสติสัมปชัญญะที่กำลังหายไปอย่างรวดเร็ว


              “ยังไงก็ขอบคุณที่เคยสั่งสอนและอยู่ทำงานรับใช้ท่านเกนโดด้วยกันมานะลาก่อน”


              แม้คุราเบะจะมองด้วยสายตาดูถูกแต่เขาก็ไม่เผยสีหน้าประมาทออกมาจนถึงตอนสุดท้ายปล่อยให้ร่างอีกฝ่ายหมดลมหายใจจนล้มฟุบหน้าลง


              “ที่แกมาโผล่อยู่ตรงนี้ได้...ก็แสดงว่าเจ้าพวกที่อยู่ด้านนอกคงถูกจัดการหมดแล้วงั้นสิ”


              แม้เกนโดจะจ้องภาพนั้นอยู่แต่เขายังคงรักษาความเยือกเย็นไว้ได้เพียงเอื้อมมือหยิบดาบซึ่งพิงอยู่ข้างกายขึ้นมาอย่างเตรียมพร้อม


              “เธอเฝ้ารอโอกาสที่การป้องการหย่อนยานเพื่อทรยศฉันมาโดยตลอดเลยงั้นรึ...ทั้งที่รู้ว่าความสามารถของฉันคืออะไร แต่ยังกล้าเข้ามาเผชิญหน้าตรง ๆ เรื่องนี้ต้องขอนับถือจริงๆ”


              “ผมยอมรับว่าให้สู้กับคุณตรงๆ คงไม่มีทางชนะ แต่ได้โปรดอย่าพูดว่าเป็นการเฝ้ารอโอกาสสิครับมันดูถูกกันเกินไปสักหน่อย ...เพราะสถานการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นผมเองต่างหากที่สร้างมันขึ้นมาน่ะ”


              เกนโดชักดาบดาบเล่มยาวออกจากฝัก


              “หึพูดอะไรไปคงไม่มีความหมายฉันจะไม่ถามคนใกล้ตายหรอกนะว่าแกเลือกที่จะทรยศฉันเพื่อสิ่งใดไอ้ความโอหังนั่นฉันจะกำราบมันลงเดี๋ยวนี้!”


              คุราเบะได้เผยรอยยิ้มเล็ก ๆขึ้นยังมุมปาก


              พริบตาที่สิ้นเสียงของเกนโดจบลง ผนังกระจกเบื้องหลังที่แสดงให้เห็นทิวทัศน์เมืองโตเกียวจากมุมสูงได้แตกออกพร้อมกับพายุฝนที่โหมกระหน่ำซัดผ่านเข้ามา


              “นี่มันอะไรกัน! อั่ก—”


              เกนโดถูกอะไรบางอย่างที่มองไม่เห็นยกลอยขึ้นจากพื้นเงาร่างที่กลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อม ถูกหยาดน้ำฝนสาดซัดจนปรากฏให้เห็นรูปลักษณ์รางๆ ว่ามีมือขนาดใหญ่ยื่นเข้ามาจากด้านนอกอาคารสิ่งนั้นจับตัวเกนโดเอาไว้แน่นเต็มกำมือ


              “ไม่ระวังหลังเลยนะครับท่านคงจะคาดไม่ถึงสินะว่าจะมีสิ่งใดที่ปีนขึ้นมาบนตึกซึ่งมีความสูงถึงสี่สิบแปดชั้นได้”


              “อึก...อั่ก”


              เกนโดแสดงสีหน้าทรมานออกมาเมื่อถูกมือที่มองไม่เห็นออกแรงบีบแน่นขึ้นเหมือนได้ยินเสียงกระดูกเคลื่อนดังแว่วอยู่ในหูดาบในมือที่ถืออยู่ร่วงหล่นปักเสียบพื้น


              “อย่างท่านคงไม่มีวันนึกถึงสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดได้สินะครับเพราะท่านมั่นใจจนเกินไป ผมคิดถึงการเคลื่อนไหวต่อไปของท่านในขณะที่ท่านมัวแต่หัวเราะอยู่บนหอคอยงาช้างอย่างสงบสุข ไม่ยอมให้มือตัวเองสกปรก”


              คุราเบะกล่าวเอื่อย ๆขณะที่เดินไปทำลายตู้เซฟในห้องด้วยฝ่ามือจนบู้บี้เขาหยิบกุญแจสีทองทั้งสี่ดอกออกมาพินิจดูใกล้ ๆ แล้วว่าต่อ


              “ผมต้องกล่าวขอบคุณท่านที่ทำให้ได้รู้เรื่องราวเกี่ยวกับเบื้องหลังทั้งหมดที่เกิดขึ้นจนมีเวลาได้เตรียมพร้อม และในขณะเดียวกันต้องขอโทษด้วยนะครับที่ต้องพูดว่าความทะเยอทะยานของท่านคงต้องสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้”


              “เธอคิดจะทำอะไร...แค่ก... ต้องการอะไรกันแน่!?”


              ในน้ำเสียงนี้ อารมณ์ที่อัดแน่นอยู่ในนั้นมีทั้งความโกรธความกระสับกระส่าย และความเดือดดาล


              คุราเบะเงียบไปครู่หนึ่งไม่ตอบคำถามอีกฝ่ายทันที


              เขาเดินไพล่หลังผ่านเศษกระจกที่แตกเกลื่อนไปยังริมขอบผนังไร้ซึ่งกระจกกั้นลมแรงจากยอดสูงพัดลอยเข้ามา แม้เริ่มเปียกปอนแต่เขายังได้สัมผัสถึงอากาศอันเย็นชุ่มช่ำจากภายนอก จนอดไม่ได้ต้องสูดลมหายใจลึกเพื่อดื่มด่ำกลิ่นคาวเลือดซึ่งลอยฟุ้งในอากาศ


              ทิวทัศน์ที่มองออกไปกลับเป็นสิ่งซึ่งราวกับอยู่ในอีกโลกหนึ่ง


              ด้วยความสูงมากกว่าตึกอื่น ๆหลายสิบชั้น ทำให้ที่นี่รู้สึกโดดเดี่ยวมากกว่าสวยงาม


              “เวลามองลงมาจากที่สูงท่านมักจะนึกถึงอะไรงั้นเหรอครับ”


              คุราเบะเลือกตอบคำถามด้วยคำถาม


              สายตามองต่ำไปยังเมืองเบื้องล่างเหมือนกับว่ากำลังยืนอยู่บนบันไดที่สูงง่อนแง่นส่วนพื้นเบื้องล่างคือทะเลสีดำมืดที่มีเพียงปลาใต้ทะเลส่องแสงประปราย


              ถ้าสิ่งที่เห็นคือโลกเช่นนั้นตอนนี้โลกทั้งใบก็คงกำลังหลับใหล


              นี่อาจเป็นโอกาสดีที่จะได้เพิ่มความเพลิดเพลินและแผดเผาโลกให้เป็นจุณก็ได้ เขารู้สึกตื่นเต้นไปกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้จึงกล่าวต่อไปอย่างไม่รอฟังคำตอบ


              “สำหรับผมมันคือระยะทางที่บอกว่า‘ไกล’ ...ระยะห่างขนาดใหญ่นั้นจะแบ่งแยกตัวเรากับโลกออกจากกันโดยธรรมชาติแล้วมนุษย์จะรู้สึกปลอดภัยได้ก็ต่อเมื่อโลกอยู่ใกล้กับตนเอง แต่หากพูดกันในอีกแง่หนึ่งแล้วสามัญสำนึกของแต่ละคนก็แตกต่างกัน ดังนั้นจึงมีคนบางจำพวกที่กลัวความสูงและคนบางพวกที่ชอบสถานที่สูง ๆ เป็นพิเศษ

              แต่แม้ว่าพวกเขาจะขึ้นไปสูงแค่ไหนมนุษย์ก็ยังเป็นมนุษย์ ไม่มีใครสามารถหลุดออกจากกล่องที่ปิดครอบไว้ได้นั่นเพราะมนุษย์ถูกสร้างขึ้นมาให้อาศัยในกล่องที่เรียกว่าสามัญสำนึกและมนุษย์ก็สามารถจะมีชีวิตได้แต่ในกล่องใบนี้ไม่มีทางจะมองลงมาด้วยทัศนะของพระเจ้าได้”


              คุราเบะหันกลับมาจ้องตาคนที่ตัวเองเคารพเป็นครั้งสุดท้าย


              “และเมื่อใดก็ตามที่มีใครคิดก้าวผ่านเส้นซึ่งถูกขีดแบ่งไว้ไปคน ๆ นั้นก็ต้องเตรียมใจที่จะถูกกระชากกลับลงไปสู่พื้นเบื้องล่างในเวลาเดียวกันขอบคุณที่สอนบทเรียนหลาย ๆ อย่างให้จนผมเติบใหญ่นับเป็นเกียรติมากที่ได้รับใช้ท่านนะครับ”


              สิ้นเสียงอันเยือกเย็นจนอาจถึงขั้นอำมหิต


              “แก!!! คุ—รา—เบะ—”


              เกนโดถูกเหวี่ยงออกไปด้านนอกอาคารจากความสูงกว่าสองร้อยสี่สิบเมตรพร้อมกับเสียงแห่งความคลั่งแค้นที่ค่อย ๆ ลอยดังไกลออกไปสู่เบื้องล่าง


              ภาพที่เห็นทำให้คุราเบะนึกถึงตะเกียง


              ตะเกียงส่องสว่างที่จมลงสู่ก้นทะเลอันมืดมิด

             

              นี่ก็ผ่านมากว่าสิบสองชั่วโมงแล้วนับตั้งแต่แยกจากกันชิโฮะเริ่มกังวลขึ้นมาว่าถ้าเคนจิกับเรย์ไม่มาถึงที่หมายเสียทีจะทำอย่างไรต่อไปแน่นอนว่าเธอเองก็เข้าใจดีเช่นกันว่าต่อให้กังวลไปก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นมเพราะฉะนั้นความหวาดกลัวจึงเป็นเพียงสิ่งที่ขาดทุน


              ชิโฮะกระวนกระวายเดินวนไปวนมารอบบริเวณใกล้ทางเข้าค่ายอพยพอีกแห่งหนึ่งเธอส่ายศีรษะเพื่อขับไล่ความคิดในแง่ลบออกไปจากหัวสูดหายใจเข้าปอดชุดใหญ่เพื่อรับเอาความคิดด้านบวกเข้ามาแทน


              ทว่าแม้จะสะบัดความรู้สึกกังวลที่เรียบเรียงเป็นคำพูดไม่ได้ออกไปจากสมองได้แต่ก็หนีจากทุกสิ่งทุกอย่างที่กำลังถาโถมเข้ามาตรงหน้าไม่ได้อยู่ดี


              มือทั้งสองกำแน่นโดยไม่รู้ตัว


              โยซึรุมองภาพชิโฮะที่กำลังยืนเฝ้ารออย่างกระสับกระส่ายด้วยแววตาอ่านไม่ออกว่าในใจรู้สึกเช่นไร


              กลุ่มของมัตสึบาระได้พาทุกคนหลบหนีมาถึงค่ายอพยพในเอโกตะได้สำเร็จผ่านการเสียสละของเพื่อนร่วมทีมไปเป็นจำนวนมาก ทุกคนอยู่ในสภาพหมดอาลัยตายอยาก


              ในตอนที่โยซึรุตามมาสมทบกับพวกเขาเธออ้างไปว่าได้พลัดหลงกับทั้งคู่ตอนถูกพวกผีดิบไล่ล่าเธอคงไม่มีทางบอกความจริงออกไป ว่าได้ทิ้งพวกเขาให้เป็นเหยื่อล่อแล้วหนีเอาตัวเองรอด


              ใจหนึ่งก็อยากให้พวกเขารอดแต่อีกใจหนึ่ง...


              “เรย์!”


              เสียงร้องเรียกอย่างดีใจฉุดโยซึรุออกมาจากห้วงความคิดเธอมองเห็นเรย์ที่เดินใกล้เข้ามาคนเดียวด้วยสภาพเหมือนคนไร้วิญญาณ


              ชิโฮะและฮารุโตะรีบวิ่งเข้าไปหาอีกฝ่าย ดวงตาของชิโฮะมองมาราวกับต้องการถามว่าเคนจิอยู่ไหนเรย์หลบสายตาอย่างทนไม่ไหว


              เขานำไฟแช็กอันโปรดของเคนจิมายื่นมอบให้ชิโฮะดวงตาของเขาหม่นแสงลงโดยไม่ต้องเอ่ยสิ่งใดทุกคนก็สามารถรับรู้ได้ถึงความรู้สึกอันหนักอึ้งของเขา


              “ไม่จริงน่ะ...ทำไมถึงเป็นแบบนี้ไปได้—”


              ฮารุโตะพึมพำขึ้นอย่างแผ่วเบาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือแววตาเปราะบางคล้ายจะร้องไห้ออกมาได้ทุกเมื่อ


              ชิโฮะกัดริมฝีปากพริบตานั้นความรู้สึกของเธอก็พรั่งพรู มือที่วางบนเข่าบีบแน่นรู้สึกเหมือนหัวใจถูกบีบรัด หน้ามืด จุกอกจนหายใจไม่ออก ลำคอตีบตันไปหมด สะอึกสะอื้นจนตัวโยนแต่มันก็ยังไม่อาจถ่ายทอดความรวดร้าวที่เธอรู้สึกแม้แค่ส่วนเสี้ยว


              “ฮึก...ไหนสัญญากันแล้วไงว่าจะรีบตามมา... —คนโกหก”


              ชิโฮะร่างสั่นเทิ้มนั่งทรุดลงกับพื้นอดกลั้นความปวดร้าวในใจไว้ไม่ไหวอีก เธอยกสองมือกุมหน้า ร่ำไห้ออกมาอย่างแตกสลายในที่สุดเธอได้เข้าใจถึงสิ่งที่เรย์เคยพูดกับเธอเพราะตอนนี้เธอไม่มีโอกาสนั้นอีกแล้ว ไม่มีโอกาสแม้แต่เอื้อนเอ่ยคำลาใดมันช่างทรมานใจเหลือเกิน

    คล้ายกับเรื่องดันเจี้ยน x ดันเจี้ยน ที่คุณอ่าน