ไม่รู้ว่าภายในหัวเล็ก ๆ กำลังคิดอะไรอยู่ แต่คำพูดจากปากน้อย ๆ ของน้องสาว มันทำให้ความอบอุ่นในใจหยุดชะงัก กลายเป็ความรู้สึกแปลก ๆ เข้ามาแทนที่
“เ้าเป็คนรับผิดได้ใช่ไหม พี่สาม”
น้ำเสียงหวาน ๆ จากเ้าตัวน้อยใครกล้าปฏิเสธ ในฐานะพี่ชายเขาทำได้แค่ยิ้มแหย ๆ ตอบตกลง แล้วบอกให้สาวใช้ทั้งสองนั่งร่วมโต๊ะ
ในตอนแรกพวกนางเหมือนจะไม่มีความกล้า แต่พอได้รับความยินยอมจากเขา และคำยืนยันของเด็กหญิงตัวน้อยที่ตบหน้าอกรับประกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ท้ายที่สุด สาวใช้ทั้งคู่ก็ยอมนั่งลงกินขนม แต่ทำได้ไม่นานก็ต้องลุกขึ้นเพราะมีแขกใหม่มาเยือน
“เสี่ยวเฉิน เ้ากลับมาแล้ว”
ผู้ก้าวเข้ามาไม่ใช่ใครที่ไหน นางคือแม่ของหลี่เสี่ยวเซียว โจวเฉินนับถือลูกพี่ลูกน้องคนนี้เป็พี่สาวคนโต
ส่วนบุรุษรูปงามในชุดเขียวที่เดินเคียงคู่กันนั้น นั่นคือบิดาของหลี่เสี่ยวเซียวหลานสาวตัวน้อยของเขา พี่เขยผู้นี้มาจากตระกูลหลี่ในเมืองหลวง
แม้แต่ทั่วทั้งจักรวรรดิ ตระกูลหลี่ก็ยังนับเป็กองกำลังชั้นยอด ทว่าพี่เขยคนนี้กลับไม่เคยถือตัว หรือแสดงออกถึงความเย่อหยิ่งให้เห็นเลยสักครั้ง
“ทักทายพี่เขยทักทายพี่สาวคนโต เชิญท่านทั้งสอง” โจวเฉินเร่งลุกไปต้อนรับ
“ระหว่างเรามีอะไรให้ต้องสุภาพอีก ทุกคนเป็ครอบครัวเดียวกันทั้งนั้น”
พ่อของหลี่เสี่ยวเซียวนั่งลงข้าง ๆ ลูกสาว แล้วเริ่มต้นสนทนากับโจวเฉินไปจนถึงเื่พี่ชายของเขา
ในเื่ความสัมพันธ์ พี่เขยคนนี้มีความสนิทสนมกับพี่ชายของโจวเฉินมากเป็พิเศษ
บ่อยครั้งมักจะหาเวลามาพักที่ตระกูลอยู่เสมอ จนกระทั่งได้พบรักตกแต่งสตรีจากตระกูลโจวเป็คู่ครอง
“เป็อย่างไร รู้สึกดีขึ้นบ้างแล้วใช่ไหม แค่แพ้การประลองครั้งเดียวคงไม่ทำให้เ้าถอดใจหรอกนะ” พี่สาวคนโตกล่าวตรงประเด็น ด้วยน้ำเสียงและแววตาที่สื่อถึงความห่วงใย
โจวเฉินที่เดาความคิดอีกฝ่ายได้ ก็รีบอธิบายคลายความกังวลแก่ลูกพี่ลูกน้องว่า “พี่สาว ข้ายังสบายดี จิตใจข้าไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้น ก็อย่างที่ท่านว่าแพ้แค่ครั้งเดียว ทำไมข้าต้องถอดใจ”
“คิดได้ก็ดีแล้ว ฝึกฝนต่อไปอีกสักหน่อยครั้งหน้าค่อยเอาใหม่ เส้นทางชีวิตยังอีกไกลมีโอกาสให้เ้าได้ประลองอีกนับไม่ถ้วน” นางหยุดพักหายใจครู่เดียวแล้วเริ่มพูดต่อว่า
“อีกอย่างข้ารู้นะว่าเ้ากำลังมองหาโอกาสจากการต่อสู้จริง เ้าอยากจะสำเร็จความเข้าใจความหมายของกระบี่เร็ว ๆ แต่ความสำเร็จไม่จำเป็ต้องยึดติดเส้นทางเดียวก็ได้ กระบี่หัวใจเต๋าไม่ใช่ทุกอย่าง เ้าไม่ควรหมกมุ่นเกินไปจนกลายเป็ตัดเส้นทางตัวเอง”
“พี่สาวเ้าพูดถูก เื่บางเื่ความพยายามอาจไม่ใช่คำตอบสุดท้าย” พี่เขยกล่าวเสริมเพื่อยืนยันคำพูดคนรัก
ความจริงโจวเฉินในเวลานี้ มีความเข้าใจสิ่งที่ทั้งคู่้าชี้แนะอย่างกระจ่างชัด
ในฐานะผู้ที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับเื่นี้ โจวเฉินจะไม่เข้าใจความหมายของอีกฝ่ายได้อย่างไร
แต่ในฐานะเป็ผู้ที่เกิดในตระกูลผู้ฝึกฝนกระบี่ ถึงจะเป็ตอนนี้ความรู้สึกนั้นก็ยังมีผลต่อเขาอยู่บ้าง
เพราะการที่ไม่สามารถเข้าใจความหมายของกระบี่ได้ มันทำให้เขารู้สึกว่าตนเป็ตัวอัปยศประจำครอบครัว
นับั้แ่จำความได้โจวเฉินฝึกฝนเพียงกระบี่มาโดยตลอด เพียงแต่สุดท้ายเขาจบลงได้แค่เป็คนส่วนใหญ่ที่ไม่ประสบความสำเร็จ
น่าเสียดายในชีวิตที่แล้ว เขาไม่สามารถทำตามความตั้งใจแรกเริ่มได้ ต่อให้เวลาผ่านไปนานแค่ไหน หรืออาศัยวิธีการใด ความเข้าใจในกระบี่ไม่เคยตอบรับเขาเลย
ตระกูลโจวคือั์ใหญ่ของผู้ฝึกฝนกระบี่ ปฏิเสธไม่ได้ว่าแทบทุกคนในตระกูล้าแตกฉาน และกลายเป็ผู้ที่โดดเด่นในเส้นทางนี้
โจวเฉินที่ประสบความล้มเหลวในตอนชีวิตที่แล้ว เกือบจะกลายเป็ความหลงใหลสูงสุด จนก่อให้เกิดปีศาจภายในนำไปสู่การปิดกั้นวิถีทาง
นี่จึงเป็ต้นเหตุความกังวลของพี่สาวคนโต และอีกหลาย ๆ คนในตระกูลที่มีต่อเขา
“ดูอย่างพี่ชายคนโตของเ้าสิ เกิดมาก็เข้าใจความหมายกระบี่ได้โดยที่แทบไม่ได้ใช้ความพยายามใด ๆ เลย ความจริงบางทีเ้าอาจจะมีพร์ด้านอื่นรอให้ค้นพบอยู่ก็ได้นะ ทำไมไม่ลองสิ่งใหม่ ๆ ดูบ้างล่ะ”
พี่เขยยังคงอธิบายเพิ่มเติมพร้อมยกตัวอย่างขึ้นมาประกอบ อีกทั้งในเื่นี้ผู้ที่ถูกหยิบยกนำมากล่าวถึงยังเป็พี่ชายของโจวเฉินเอง
ครอบครัวเขามีพี่น้องทั้งหมด 4 คน เขาคือลูกคนที่สาม พี่ชายคนโตของเขาเป็ผู้ฝึกฝนกระบี่ครองตำแหน่งอัจฉริยะสูงสุดในตระกูล
พี่ชายคนรองเป็ผู้ฝึกฝนกระบี่เช่นเดียวกัน แต่เขาคนนั้นมีความสนใจอย่างอื่นอีกนอกจากการฝึกกระบี่
ในเวลานี้ พี่ชายคนรองได้ฝากตัวเป็ศิษย์ เพื่อร่ำเรียนการปรุงยาจากผู้าุโท่านหนึ่ง เขาออกติดตามผู้เป็อาจารย์ไปเมื่อปีก่อนจึงไม่ได้อยู่ที่นี่
ส่วนพี่น้องคนสุดท้ายก็คือโจวอันฉี เ้าตัวน้อยเป็น้องสาวคนเล็กที่ทุกคนรักมากที่สุด แม้แต่คนอื่น ๆ ในตระกูลก็ยังหนีไม่พ้น ทุกคนต่างหลงใหลในเสน่ห์ความน่ารักของเด็กหญิงตัวน้อย
ความบ้าคลั่งที่เกิดขึ้นถึงขนาดที่คู่รักในตระกูล ต่างใช้ความพยายามอย่างมากเพื่อให้กำเนิดลูกสาว ลูกชายใน่เวลานั้นกลับกลายเป็ไม่ได้รับความนิยม
“พี่เขย พี่สาวคนโตข้าเข้าใจแล้ว ขอบคุณที่พวกท่านชี้แนะ ขอบคุณที่คอยเป็ห่วงข้า” เขาเอ่ยขอบคุณจากใจจริง เพราะััได้ถึงความตั้งใจดีจากทั้งสอง
ไม่ว่าจะเป็ในตอนนี้ หรือชีวิตก่อนนางไม่เคยแปรเปลี่ยนไปจากเดิมเลย
ถึงพี่สาวคนโตจะแต่งงานออกไปแล้ว แต่นางก็ยังคอยเป็ห่วงน้องชายอย่างเขาเสมอ
แล้วนอกจากนาง ความจริงพี่น้องอีกหลายคนยังคอยให้กำลังใจเขามาโดยตลอด
แม้ตระกูลโจวจะประกอบด้วยผู้มีสายเืเดียวกันจากหลายครอบครัว แต่โดยรวมคนในตระกูลต่างรักใคร่อยู่ร่วมกันอย่างกลมเกลียว
พวกเขาให้ความสำคัญกับกติกา และรักษามันเอาไว้เป็อย่างดี
การแย่งชิงอำนาจภายในแต่ละครั้งตั้งอยู่บนพื้นฐานที่เป็ธรรม ไม่มีใครคิดร้ายใช้แผนการอันน่ารังเกียจมาทำลายพวกเดียวกัน
นี่จึงเป็เหตุผลที่ตระกูลโจวมีสถานที่สำคัญในหัวใจโจวเฉินมาก ไม่ว่าอย่างไรในชีวิตนี้ เขาจะไม่ยอมให้ตระกูลนี้ถูกทำลายเป็ครั้งที่สองเด็ดขาด
และพอถึงเวลาเหมาะ ๆ เขาจะทำอย่างดีที่สุดเพื่อผลักดันตระกูลโจวแห่งเมืองจันทร์เงิน ซึ่งเป็เพียงตระกูลสาขาให้ทะยานขึ้นไปจนสูงเสียดฟ้า
“เสี่ยวเฉิน ถึงเวลาที่ข้าต้องกลับแล้วยังมีเื่ในเมืองหลวงที่รอข้ากลับไปจัดการ ไว้มีโอกาสข้าจะพาพี่สาวเ้าและเสี่ยวเซียวมาเยี่ยมใหม่”
หลังผ่านการสนทนาได้สักพัก พี่เขยก็ตัดสินใจพูดถึงหัวข้อหลักโดยเป็การมาบอกลา
เมื่อได้ทราบดังนั้น โจวเฉินจึงอุ้มน้องสาวออกไปรอส่งพวกเขาด้วยตนเอง
“เสี่ยวเฉินเ้าดูแลตัวเองให้ดีนะ ตั้งใจบ่มเพาะยกระดับฐานพลังด้วยล่ะ อย่ามัวแต่หมกมุ่นกับการฝึกกระบี่เพียงอย่างเดียว”
โจวเฉินที่ได้ยินดังนั้นจากพี่สาวคนโตพยักหน้าอย่างว่าง่าย อันที่จริงเขาเองก็อยากจะแสดงสิ่งที่อยู่ให้นางรู้สึกสบายใจ
แต่พอคิดว่าคงไม่มีทางหาคำอธิบาย เขาเลยได้แต่ก้มหัวยอมรับชะตากรรมฟังคำแนะนำของนางอย่างเงียบ ๆ
ถ้าพี่สาวรู้ว่าข้าคนนี้เข้าใจพลังแห่งเจตนามากกว่าหนึ่ง ไม่รู้นางจะทำสีหน้ายังไง อยากเห็นสักครั้งอยู่เหมือนกัน
“ลุง ป้า เดี๋ยวเสี่ยวเซียวจะมาเล่นด้วยใหม่นะ” ใบหน้าเล็ก ๆ แทบจะร้องไห้ แต่ก็กลั้นใจโบกมือลาทุกคน
อย่างไรก็ตาม หลังครอบครัวสามคนจากไปพร้อมกับกลุ่มผู้ฝึกฝนตระกูลหลี่ที่คอยคุ้มกัน สองพี่น้องก็พากันกลับมาที่ลานบ้าน
แต่เมื่อโจวเฉินได้ทราบว่าบิดาที่เป็ผู้นำตระกูล และมารดาของเขาทั้งคู่เก็บตัวปิดด่านั้แ่วันก่อน
เขาที่้าเข้าพบท่านทั้งสอง ตอนนี้จึงจำใจต้องเปลี่ยนแผนไปจัดการกับเื่อื่นแทน
“เสี่ยวฉี ให้พี่สาวทั้งสองพาไปเล่นก่อน พี่ชายมีเื่สำคัญต้องจัดการ” นายน้อยคนที่สามกล่าวกับน้องสาว พลางขยี้ศีรษะเล็ก ๆ ด้วยความรักของพี่ชายเต็มขั้น
“ฮึ่ม” มือน้อย ๆ ผลักดันกรงเล็บปีศาจตัวใหญ่ออกไปอย่างยากลำบาก ขาสั้น ๆ หนีไปทางสาวใช้ด้วยความเร็วที่มากกว่าเด็กวัยเดียวกัน
หลังเขาจัดเตรียมเื่น้องสาวตัวน้อยเสร็จ นายน้อยที่สามได้เดินทางไปยังหอทรัพยากรของตระกูลโจว
เขาได้มองหาสิ่งที่้าเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้แก่ วัตถุดิบปรุงยา อุปกรณ์ช่วยปกปิด และไม้ชนิดพิเศษที่มีคุณสมบัติป้องกันการตรวจสอบจากััศักดิ์สิทธิ์
นี่คือหนึ่งในวัตถุดิบที่เหมาะแก่การทำหน้ากาก
“ขอบคุณลุงรอง” เขาบอกลาผู้าุโที่ดูแลสถานที่แห่งนี้ ซึ่งเป็ลุงคนที่สองของเขา
บิดาของโจวเฉินมีพี่น้องทั้งหมด 3 คน พ่อเขาเป็ลูกชายคนโต ผู้าุโที่เฝ้าหอทรัพยากรเป็ลูกคนที่สอง
ส่วนคนสุดท้ายเป็ป้าของเขาที่แต่งงานออกไปนานแล้ว แต่นาน ๆ ทีจะกลับมาเยี่ยมพี่น้องสักครั้ง
“รับของพวกนี้ไปแล้วปรุงเม็ดยารวมพลังให้ดูหน่อย”
หลังกลับมาถึงลานบ้าน โจวเฉินปล่อยให้สมุนิญญาปรุงยาเพื่อเป็การทดสอบ
เขา้าทราบว่า ความรู้ความสามารถที่อีกฝ่ายตอนมีชีวิตยังอยู่จริงหรือไม่
เพราะถ้ายังอยู่ครบสมบูรณ์ดี เขาจะได้เริ่มต้นขีดเขียนแผนการในอนาคต แต่หากผลปรากฏกลับเป็ตรงกันข้าม คงช่วยไม่ได้ที่ความคิดนั้นจำเป็ต้องถูกระงับไว้ชั่วคราว
ต้องทำได้สิ จำได้ว่าเ้านี่มีพร์ด้านนี้สูงมากเลยนะ ถ้าความสามารถไม่เหมือนเดิมคงจะน่าเสียดายแย่
สีหน้าโจวเฉินเวลานี้เต็มไปด้วยความคาดหวัง แต่ในขณะนั้น เหมือนกับว่าเขาจะฉุกคิดบางอย่างขึ้นมาได้
“เดี๋ยวนะ จำเป็ต้องใช้ห้องปรุงยาไหม”
สมุนิญญาที่ได้ยินดังนั้น ทำเพียงส่ายหน้าแล้วเริ่มเตรียมการต่อไป
อย่างแรกเป็เตาปรุงยาสีดำขนาดเล็ก ที่ดูเหมือนผ่านการใช้งานมายาวนานถูกนำออกจากถุงเก็บของ
ต่อมาตามด้วยการเตรียมสมุนไพร และวัตถุดิบจำเป็อีกจำนวนหนึ่ง ส่วนไฟที่ใช้ปรุงยาโจวเฉินเห็นว่า ได้มาจากคุณสมบัติรากิญญาอีกฝ่ายโดยตรง
“รากิญญาไฟ ก็ไม่เลว”