ไอรีนเก็บของใส่ในกระเป๋าเป้พลางเดินออกไปทางหน้าร้าน เจอแม่กำลังยุ่งอยู่กับการรับออเดอร์ลูกค้าอยู่หน้าเคาเตอร์่เวลาเช้าๆ แบบนี้ ลูกค้าในร้านจะมากเป็พิเศษ แต่ทุกครั้งที่ไอรีนออกมา ก็จะเห็นร้อยยิ้มที่แสนจะอบอุ่นของแม่เสมอแม้จะมีลูกจ้างมาช่วยงานอยู่ 2 คนแต่เพราะความสนุกและความรักในร้านนี้คุณนายมิลินยังคงทำหลายๆ อย่างด้วยตัวเองเธอบอกเสมอว่า การได้เห็นชาวเมืองได้ทานอาหารอย่างเอร็ดอร่อยๆ คือความสุขเธอ ชาวเมืองหลายคนจึงเลือกมาทานอาหารที่แห่งนี้มากกว่าทานอาหารสวัสดิการที่มาจากนิวเวิร์ล
ไอรีนกวาดมองไปรอบร้าน มีลูกค้ามากหน้าหลายตา ทุกคนล้วนแล้วแต่เป็ลูกค้าประจำที่คุ้นเคยกันดีสองแม่ลูกสบตากันเล็กน้อย ก่อนที่แม่จะกล่าวขึ้นมา
“วันนี้ไปโรงเรียนแต่เช้าเลยนะ”
“ค่ะแม่ เช้านี้คงมีอะไรให้คุยกับเพื่อนๆเยอะเลย” ไอรีนแสดงท่าทางกระตือรือร้น
คุณนายมิลินแอบยิ้มที่มุมปากก่อนจะพูดออกไปว่า
“เบาๆ ลงบ้างก็ได้นะ”
“แม่รู้เหรอคะ ว่าเื่อะไร”
“ทำไมแม่จะไม่รู้ละ”
“ทำไมแม่ถึงไม่อยากให้หนูไปยุ่งละ”
“ก็แค่บอกว่าเบาๆลงหน่อยก็เท่านั้นแหละ แม่แค่อยากให้ลูกได้มีสมาธิกับการเรียนให้มากกว่านี้”
“หนูก็ตั้งใจเรียนอยู่นะ”
“แม่เข้าใจจ๊ะและแม่ก็เห็นอยู่ว่าลูกสาวคนสวยของแม่ เก่งที่สุดอยู่แล้ว”
“หนูไม่อยากเก่งหรอกแค่อยากทำอาหารให้อร่อยเหมือนแม่ จะได้ช่วยงานแม่ได้”
“โอ้ย อย่าเปลี่ยนประเด็นเลย ร้านนี้แม่ทำคนเดียวได้ลูกไปทำอย่างอื่นที่มันได้เงินดีกว่านี้เถอะ”
“ร้านนี้ก็ดีอยู่แล้วนะหนูคิดว่าในอนาคตหนูจะปรับ.................”
ไอรีนพูดไม่ทันจบก็ถูกแม่ขัดจังหวะ
“พอๆๆ โน่นรถมารับแล้ว รีบออกไปขึ้นรถเถอะ”
ไอรีนเดินมากอดแม่พร้อมกับกระซิบเบาๆ
“หนูรักแม่ค่ะ”
“แม่ก็รักลูกเช่นกัน มากๆ ด้วย”
“แม่อย่าลืมดูการแถลงข่าวด้วยนะค่ะเย็นนี้หนูจะให้แม่เล่าให้ฟัง อย่าลืมละ” ไอรีนพูดพลางวิ่งไปขึ้นรถโรงเรียน
.....................................................
เช้านี้ที่ตึกบัญชาการของนิวเวิร์ลดูจะคึกคักเป็พิเศษเพราะมีกำหนดการแถลงข่าวความสำเร็จในการนำยานลงจอดบนดาวซีรีสที่จะมีขึ้นในเวลา11 โมง ตอนที่มาดามแคทเธอรีนเดินเข้ามาในห้องบัญชาการเ้าหน้าที่ทุกคนกำลังเตรียมข้อมูลกันอย่างขะมักเขม้น เธอยืนมองอยู่สักพัก ก่อนที่จะกวักมือเรียกผู้พันวาซีลีเข้ามาพบ
“ทุกอย่างเรียบร้อยดีนะผู้พัน”
“ดูเหมือนเราจะมีปัญหาแล้วครับ”
“มีอะไร”
“เรายังติดต่อยานเฮลีออสไม่ได้ คิดว่าพวกนั้นคงจะยังไม่กลับมาครับ”
“เกิดอะไรขึ้น”
“ไม่ทราบครับ ล่าสุดกัปตันแจ้งมาว่าการเดินทางล่าช้าเพราะเครื่องยนต์มีปัญหา ไม่สามารถเร่งอัตราเร็วได้ตามกำหนด”
“พวกนั้นหายไปั้แ่เมื่อไหร่” มาดามถามตอนนี้เธอเริ่มมีสีหน้าเป็กังวลเล็กน้อย
“ยังบอกไม่ได้ครับเพราะปกติเราก็ไม่เคยติดต่ออะไรกัน ล่าสุดที่เรารับรู้ เหมือนมีบางอย่างผิดปกติเกิดขึ้นบนยาน ที่สำคัญผู้โดยสารทุกคนยังอยู่บนยานนั่นไม่มีใครถูกส่งลงไป จากนั้นสัญญาณติดต่อก็หายไป เหมือนสัญญาณบอกตำแหน่งถูกปิดต่อให้เครื่องยนต์มีปัญหา แต่สัญญาณก็ไม่น่าจะขาดหายไปแบบนี้ เมื่อตอนหัวรุ่งเราลองพยายามติดต่อกลับไป ก็ติดต่อไม่ได้”
“กำหนดการของเรามันอยู่ยังไง ฉันหมายถึงกำหนดการจริงๆ ที่ไม่ใช่ที่บอกกับประชาชน” มาดามเริ่มสับสน
“ตามกำหนดเดิม เฮลีออสจะพาผู้โดยสารไปปล่อยที่ดาวนั่นพร้อมกับรับสินค้ากลับมา และอีกไม่นานคงจะกลับเข้าสู่วงโคจรของโลก และลงจอดที่ท่าข้างนอกนั่นในอีก 2 ชั่วโมงครับและตอนนี้คนของเราก็รอรับสินค้าอยู่ที่นั่นแล้ว ผมเกรงว่าพวกเค้าจะเก้อแล้วละครับ” ผู้พันสรุปเื่ราวให้มาดามฟัง
“บนยานนั่นเป็คนของเราทั้งหมดใช่มั้ย”มาดามถาม
“ทุกคน ยกเว้นกัปตันครับ” ผู้พันวาซีลี่ตอบ
“อเล็กซ์ทำงานให้เรามานานทำไมรอบนี้ถึงมีปัญหาได้”
“ผมก็ไม่แน่ใจครับ แต่คิดว่า เขาอาจจะรู้แล้วว่ากำลังขนอะไรกลับมา”
“คุณว่าอเล็กซ์จะหักหลังเรางั้นเหรอ”
“ก็เป็ไปได้ครับ”
“เ้าบ้านั่นมันคิดจะลองดีกับฉันรึ ฉันเลี้ยงดูมันเป็อย่างดี ยังจะมาแว้งกัดกันได้ คอยดูนะฉันไม่เก็บมันไว้แน่อีกอย่างฉันก็ไม่คิดจะใช้บริการมันตลอดไปหรอก คิดอยู่ว่าขนของเที่ยวนี้เสร็จ จะตัดหางมันทิ้งอยู่แล้วเชียว ดันมามีปัญหาซะได้ ยังไงก็รีบจัดการมันซะเราค่อยหาคนอื่นมารับงานนี้แทน มีคนอยากทำงานให้เราเยอะแยะ ออกคำสั่งให้เ้าหน้าที่ทุกคนของเราค้นหายานของพวกนั้นให้พบ หากพวกมันเข้ามาใกล้ชั้นบรรยากาศเมื่อไหร่ก็ยิงทิ้งได้เลย” มาดามกล่าวด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
“แล้วสินค้าละครับ”
“ช่างแม่งสินค้าเสียไปก็กลับไปเอามาอีกได้ อย่าให้ไอ้พวกนั้นมันกลับมาบนโลกได้ก็พอ” มาดามประกาศชัด
“ผมจะจัดการให้ครับ ไม่ต้องห่วงว่าแต่เื่แถลงข่าวเราจะรอก่อนมั้ยครับ” ผู้พันวาซีลี่ ถามเพื่อความชัดเจน
“ไม่สำคัญหรอกเราไม่ได้สนใจอยู่แล้วว่ายานจะถึงหรือไม่ถึง” มาดามพูดด้วยสีหน้านิ่งเรียบ
“ครับท่าน แต่ว่า”
“มีอะไรอีกละ”
“รอบนี้เราออกข่าวไปทั่วชาวเมืองก็สนใจกันมาก ผมเกรงว่า...”
“ไม่ต้องห่วงเื่ชาวเมืองหรอก คุณจัดการในส่วนของคุณไปในส่วนของชาวเมืองฉันควบคุมได้”
“มีอีกอย่างครับท่าน”
“อะไรอีกละเช้านี้ดูปัญหาเยอะจริงๆ” มาดามออกเสียงอย่างรำคาญ
“เมื่อวานตอนพนักงานของเราออกไปข้างนอกกำแพง เขารู้สึกว่าข้างนอกนั่นก็มีความคึกคักไม่แพ้พวกเราในนี้เหมือนกัน”
“คุณกำลังจะบอกว่าพวกนั้นรู้ความเคลื่อนไหวของเราข้างในนี้อย่างงั้นรึ”
“ก็ไม่เชิงครับ เพียงแต่มีรายงานมาแบบนั้น ผมก็ต้องนำมาเรียนท่านครับ”
“อย่ากังวลไปเลยผู้พัน ่นี้ก็ต้องงดรับคนข้างนอกเข้ามาก่อนแล้วก็ส่งคนของเราออกไปดูลาดเลาข้างนอกบ้างก็ดีเหมือนกัน”
“ครับท่าน อีกอย่าง ่นี้ชาวเมืองก็เริ่มมีคำถามมากขึ้นทุกวันผมเกรงว่า.....”
“ฉันบอกแล้วไง ว่าเื่นี้เราค่อยคุยกันตอนนี้เอาเื่แถลงข่าววันนี้ก่อน เข้าใจมั้ย” มาดามขึ้นเสียง ก่อนจะพูดต่อไปว่า
“อย่าเพิ่งนำเื่นี้ไปบอกกับใครนะรู้กันแค่เราสองก็พอ”
“ได้ครับ” ผู้พันวาซีลีพูดพลางถอยหลังออกไปจากห้องไป
มาดามยืนกอดอกพลางถอนหายใจทอดสายตามองไปกลุ่มคนที่กำลังวุ่นวายกับการเตรียมความพร้อมถ่ายทอดสด เช้านี้คงเป็อีกวัน ที่มีเื่ให้ต้องทำต้องคิดอีกมาก
เกือบ 20 ปีมาแล้วที่ชาวเมืองรุ่นแรกๆ ถูกเกณฑ์เข้ามาอยู่ในนี้ ทุกคนถูกคัดเลือกมาอย่างดีว่าจะไม่สร้างปัญหาให้กับนิวเวิร์ล แต่นับวันผู้คนยิ่งมากขึ้น ปัญหาต่างๆก็มากมายตามมา เด็กรุ่นใหม่คือปัญหา พวกเค้าเหล่านี้เริ่มมีคำถามมากขึ้นส่งผลให้คนรุ่นแรกๆ พลอยตั้งคำถามไปด้วย
ในตอนแรกที่สภาพเศรษฐกิจย่ำแย่โลกเต็มไปด้วยภัยพิบัติต่างๆ กำแพงแห่งนี้คือเกราะกำบังชั้นดีที่ทำให้ใครต่อใครก็อยากจะเข้ามาอยู่ ทุกคนมีงานทำ ได้รับสวัสดิการที่ดีเยี่ยมสภาพแวดล้อมที่ถูกดูแลเป็อย่างดี รวมไปถึงสิทธิพิเศษในการเป็คนกลุ่มแรกๆที่จะเดินทางไปยังดาวดวงใหม่ มันคือความฝันที่สวยงามของทุกคน
เงินทุนที่เคยมีมากมายมหาศาลกลับร่อยหรอลงไปเกือบยี่สิบปีแล้ว ที่การย้ายถิ่นฐานยังไม่สามารถทำได้นิวเวิร์ลต้องสูญเสียยานไปหลายลำและลูกเรืออีกนับไม่ถ้วน ยิ่งนานไปกลุ่มผู้ลงทุนก็เริ่มมองไม่เห็นผลตอบแทนที่คุ้มค่าปัญหาทั้งหมดถาโถมมายังนิวเวิร์ลและคนที่ต้องรับผิดชอบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือมาดามแคทเธอรีนนั่นเอง เธอจึงต้องเปลี่ยนแผนแอบทำภารกิจลับๆเพื่อความอยู่รอดของนิวเวิร์ล
เธอใช้เวลาครุ่นคิดอยู่นานก่อนที่จะมีเสียงเรียกจากผู้พันวาซีลี่ ดังเข้ามาทางลำโพง
“ได้เวลาออกอากาศแล้วครับมาดาม”ผู้พันวาซิลีพูดใส่ไมโครโฟนที่ได้ยินกันทั้งห้องบัญชาการ
“อือ” มาดามพยักหน้าตอบรับ พลางจัดแจงแต่งเสื้อผ้าให้เข้าที่เข้าทางก่อนที่จะเดินลงไปยังห้องถ่ายทอดสด
…………………………………………………………….
โดมินิค เคนเดินไปเดินมากระวนกระวายอยู่ในห้องพักรูหนู เค้ารู้ดีว่า วันนี้คือโอกาสเดียวที่จะเข้าใกล้ความจริงในสิ่งที่เค้ามหามานาน หลายปีมาแล้วที่เค้าทำงานแบบลับๆ นอกกำแพง หลายปีมาแล้วที่เค้าเฝ้าแอบมองกำแพงสูงใหญ่มหึมาด้วยความพิศวสงสัย ไม่เคยมีใครที่เข้าไปแล้วเคยออกมาได้และการได้เข้าไปในนั้น ก็ยากเย็นแสนเข็ญความลับภายในกำแพงจึงเป็เื่ที่คนภายนอกอย่างพวกเค้าอยากรู้เป็อย่างมาก
หลายปีก่อน เค้าต้องสูญเสียพี่ชายเอดเวิร์ด เคน ในภารกิจของนิวเวิร์ล แม้จะได้รับเงินชดเชยมหาศาล แต่เทียบไม่ได้เลยกับพี่ชายคนเดียวที่ต้องสูญเสียไป พวกเขาสองคนพี่น้องกำพร้าพ่อแม่มาแต่เด็กๆ แม้จะเป็พี่น้องกันแต่ความคิดแตกต่างกันสุดขั้ว เอ็ดเวิร์ดเป็เด็กฉลาด หัวก้าวหน้า จึงมองเห็นโอกาสในการร่วมเข้าร่วมงานกับนิวเวิร์ลต่างจากน้องชายที่ไม่เอาไหน สองพี่น้องจึงต้องแยกทางกันอยู่กับคนละฟากฝั่งของกำแพงไร้การติดต่อสื่อสารใดๆ เป็เวลาหลายปีจนถึงวันที่ได้รับแจ้งจากนิวเวิร์ลว่าพี่ชายเสียชีวิต นั่นเป็ครั้งสุดท้ายที่มีคนพูดถึงพี่ชายของเค้า พร้อมกับนำเงินก้อนโตมาให้ โดมินิคได้นำเงินชดเชยมาตั้งกลุ่มเล็กๆที่เฝ้าติดตามการทำงานของนิวเวิร์ล แต่จนแล้วจนรอดเค้าก็ยังไม่สามารถเข้าถึงพวกนั้นได้เลย
สามเดือนก่อน โดมินิคได้รับข้อความลึกลับจากชายที่ชื่อว่าอเล็กซ์ ซึ่งอ้างว่าเป็เพื่อนที่เคยทำงานร่วมกับเอ็ดเวิร์ด การแอบติดต่อกันในทางลับ ทำให้ได้รู้ว่าวันนี้มีภารกิจสำคัญ โดมินิคพยายามโน้มน้าวอเล็กซ์ให้ช่วยเหลือแต่คนอย่างอเล็กซ์ไม่ใช่จะไว้ใจใครได้ง่ายๆ แต่พอมีเงินไปล่อตาล่อใจทุกอย่างก็เปลี่ยนไป
จากการติดต่อกับอเล็กซ์ทำให้โดมินิครู้ว่า ที่ผ่านมานิวเวิร์ลส่งยานออกไปทำภารกิจหลายต่อหลายครั้งนอกจากนี้ ทั้งที่นิวเวิร์ลมีทุกอย่างพร้อมทั้งยานอวกาศ และนักบิน แต่กลับเลือกที่จะจ้างนักบินอิสระอย่างอเล็กซ์ให้ทำงานแทน แม้จะขึ้นบินมานับครั้งไม่ถ้วน แต่อเล็กซ์ไม่เคยรู้รายละเอียดที่แน่นอน พิกัดลงจอดเปลี่ยนไปทุกครั้งที่ขึ้นบิน ภารกิจหลักๆ ของอเล็กซ์ คือการพาคนของนิวเวิร์ลขึ้นไปขนอะไรบางอย่างกลับมายังโลก แต่ครั้งนี้ มีภารกิจเพิ่มขึ้นมาคือจะมีผู้โดยสารติดไปด้วย และอเล็กซ์บอกว่า เค้าจะบินให้กับนิวเวิร์ลเป็ครั้งสุดท้าย นั่นคือสิ่งที่ทำให้โดมินิคกระวนกระวายในเช้านี้ก็เป็เพราะตามข้อตกลงที่แอบคุยกันนั้น อเล็กซ์จะนำสินค้าในรอบนี้มาส่งมอบให้กับโดมินิคด้วยตัวเอง
เสียงเคาะประตูดังขึ้นช่วยกระชากอารมณ์ของโดมินิคให้กลับมาสู่ความสงบอีกครั้งหนึ่งก่อนที่ใครคนนึงจะเปิดประตูเข้ามารายงานความคืบหน้า
“เค้าส่งสัญญาณมาแล้วครับ”
“จะมาถึงเมื่อไหร่” โดมินิคถามโดยไม่ได้หันไปมอง
“น่าจะไม่เกิน 3 ชั่วโมง คิดว่าเราไว้ใจพวกเค้าได้จริงเหรอ”
“ก็ไม่เหลือใครแล้วนิ ต่อให้เราไม่รู้จักเค้าดีพอหรือจะมีชื่อเสียงด้านลบขนาดไหน มาถึงจุดนี้แล้ว ใครก็ตามที่เข้ามารับเงินจากเราเราก็ต้องไว้ใจ อย่างน้อยๆ ก็ในตอนนี้” โดมินิคพูดอย่างครุ่นคิด
“ถ้างั้นผมจะบอกคนเของเราให้เตรียมพร้อมรับมือเผื่อมีอะไรที่ไม่น่าไว้วางใจ ถ้างั้นรถของเราพร้อมแล้ว เชิญครับ”
“โอเค ไปรอที่จุดนัดพบก่อน นัดแรก ฉันจะต้องทำมันให้ดีสักหน่อย” โดมินิคพูดพลางเดินออกจากห้องไป
……………………………………
“ทุกอย่างเรียบร้อยแล้วครับ” ลูกเรือคนนึงเดินมาบอกอเล็กซ์ที่นั่งรออยู่ก่อนแล้ว เมื่อได้ยินแบบนั้นอเล็กซ์กลับไปนั่งที่เก้าอี้ของกัปตัน พร้อมกับประกาศให้ทุกคนได้ยิน
“นี่กัปตันอเล็กซ์พูด ภารกิจเสร็จสิ้นแล้ว เราจะนำยานขึ้นในอีก 5นาที”
“แล้วพวกคนเ่าั้ละครับ” ลูกเรือคนเดิมกล่าวพลางชี้มือไปที่ห้องเก็บแคปซูล
อเล็กซ์ยังคงสาละวนกับการกดปุ่มโน่นนี่บนแผงควบคุมการบินเหมือนไม่ได้ยินคำถาม
“เราต้องเอาพวกเค้าลงจากยานนะครับนี่คือภารกิจที่เราได้รับมอบหมายมา”
“ฉันเป็กัปตันยานลำนี้และฉันเข้าใจในภารกิจดี สุดท้ายแล้วฉันจะเป็คนตัดสินใจว่า เราจะทำ หรือไม่ทำอะไร”อเล็กซ์แสดงอาการโมโหเล็กน้อย
“คุณจะฝ่าฝืนคำสั่งเหรอ”ลูกเรือคนเดิมถามขึ้น
“มันไม่สำคัญหรอกว่า ผมจะฝ่าฝนหรือปฏิบัติตามผมเชื่อว่าถึงตอนนี้ เื่ที่ผมคุยกับพวกคุณเมื่อวาน ป่านนี้ก็คงมีใครสักคนในกลุ่มของพวกคุณส่งข่าวไปบอกข้างล่างนั่นเรียบร้อยแล้ว และผมก็เชื่อด้วยว่าทันทีที่เราเข้าใกล้ชั้นบรรยากาศของโลก พวกนั้นก็จะไม่เก็บยานลำนี้ไว้แน่ รวมถึงพวกคุณด้วย” อเล็กซ์พูดด้วยความมั่นใจ
“ทำไมเราต้องเชื่อคุณด้วย แค่จัดการคุณคนเดียวก็สิ้นเื่” ลูกเรือคนเดิมพูดพลางทำท่าเดินเอาเื่อเล็กซ์
“ก็เข้ามาซี้” อเล็กซ์พูดพลางดึงปืนออกมาจากเอวเล็งไปที่กลุ่มลูกเรือ
“ปืนแค่กระบอกเดียวเอาพวกเราไม่อยู่หรอกแน่จริงก็ยิงเลย เราจะได้ตายไปพร้อมกัน” ลูกคนเดิมพูดพลางเล็งปืนมาที่อเล็กซ์เช่นกัน แต่ก่อนที่ทุกกอย่างจะรุนแรงไปกว่านี้ พลันก็มีเสียงลูกเรือคนนึงจะโกนแทรกเข้ามา
“อย่ามัวทะเลาะกันเลยฉันว่ากัปตันพูดถูกนะ ตอนนี้มีบางอย่างกำลังพุ่งมาหาเราด้วยความเร็วสูงมาก ผมคิดว่าพวกนั้น คงจะจับสัญญาณเราได้แล้วเอาไงดีครับกัปตัน”
“เรามีเวลานานเท่าไหร่” อเล็กซ์ถาม
“น่าจะไม่ถึง 5 นาทีครับ” ลูกเรือคนเดิมตอบกลับมา
อเล็กซ์รีบวิ่งไปดูที่จอมอนิเตอร์ เขาเห็นวัตถุบางอย่างพุ่งเข้ามาหายานด้วยความเร็วสูง เขาแอบยิ้มที่มุมปากพลางหันไปะโสั่งลูกเรือคนอื่น
“เห็นแล้วยังพวกนั้นคิดจะะเิยานนี้ทิ้งแล้ว พวกนั้นคงไม่คิดหรอกว่าพวกนายจะเป็ยังไงยังจะปากดี อ้างว่าเป็คนของนิวเวิร์ลอยู่อีกเหรอ”
“ไหนๆ พวกนายก็เคยเป็ลูกเรือของยานลำนี้ฉันไม่มีทางทิ้งพวกนายไปหรอก ที่ท้ายยานมียานสำหรับอพยพอยู่สี่ลำเชิญพวกนายรีบไปจับจองไว้ได้เลย หรือใครอยากจะอยู่ก็อยู่แต่ผมในฐานะกัปตันยานลำนี้ ขอออกคำสั่งให้ลูกเรือทุกคนสละยานและไปที่ยานอพยพเดี๋ยวนี้” อเล็กซ์ออกคำสั่งพร้อมชี้มือให้ลูกเรือทุกคนไปยานอพยพ
เมื่อเห็นว่าทุกคนออกไปกันหมดแล้วอเล็กซ์เดินที่ยังเก้าอี้กัปตัน พร้อมกับจ้องมองไปข้างนอก บนความเวิ้งว้างของอวกาศไม่น่าเชื่อว่านี่จะเป็เที่ยวบินสุดท้ายของเขากับยานเฮลีออสมรดกที่เค้ารับมาจากเพื่อนรักของเค้า เอ็ดเวิร์ด เคน
“ลาก่อนเ้าเพื่อนรัก” อเล็กซ์กล่าวอำลาเป็ครั้งสุดท้าย หากมีใครอยู่ตรงนั้น คงจะเห็นน้ำหยดเล็กๆไหลออกมาดวงตาอันแข็งกร้าวของเขา
ในระหว่างที่ทุกคนกำลังถกเถียงกันนั้นแพทริค ฟื้นขึ้นมาจากอาการสลบ ดูเหมือนร่างกายของเขาจะแข็งแรงกว่าคนทั่วไปยาสลบจึงออกฤทธิ์กับเค้าได้ไม่นานนัก แพทริคพยายามดันกระจกให้เปิดออกแต่ทำยังไงก็ไม่สามารถเปิดได้ เขาเห็นคนหลายคนพากันวิ่งหนีกันสุดชีวิตแม้พยายามเรียกสุดเสียง แต่ก็ไม่มีใครหันมามอง ทุกคนเหมือนหนีเอาตัวรอดแพทริคพยายามสุดชีวิต เขาใช้เท้าถีบกระจกหวังจะให้แตก แต่กระจกหนาเกินกว่ากำลังของเขาจะทำให้แตกได้ระหว่างนั้น เขาเห็นชายคนนึงเดินผ่านไป แพทริคจำได้ว่า นี่คือ กัปตันอเล็กซ์ซานเดอร์ ไซมานอฟ แพทริคใช้แรงเฮือกสุดท้ายทั้งถีบกระจก ทั้งะโเรียก แต่ดูเหมือนทุกอย่างจะไร้ประโยชน์กัปตันไม่ได้หันมามองเค้าเลย
ก่อนที่ทุกอย่างจะมืดดับลบกระจกครอบแคปซูลค่อยๆ เปิดออก ใบหน้าเลือนลางที่แพทริคเห็นคือกัปตันอเล็กซ์ที่จ้องมองเขาด้วยสีหน้าแปลกใจเป็อย่างมาก
“เ้าตื่นมาได้อย่างไรเด็กน้อย”กัปตันถามด้วยความสงสัย
“ผมไม่ทราบครับว่าแต่นี่มันเกิดอะไรขึ้น ดูเหมือนพวกท่านกำลังจะหนีบางอย่างอยู่” แพทริคยังคงงัวเงียอยู่
“อย่าเพิ่งถามอะไรเลย รีบตามข้ามาก่อนที่เ้าจะไม่มีโอกาสได้ถามอะไรอีก”อเล็กซกล่าวพลางเอื้อมมือไปดึงแพทริคออกจากแคปซูล แล้วออกวิ่งนำไปยังยานอพยพ
ระหว่างที่ทุกคนกำลังวุ่นวายอยู่กับการเตรียมยานอพยพเป็เวลาพอดีกับที่อเล็กซ์ พาแพทริคมาถึงยานพอดี แถมยังลากกล่องเหล็กใบโตมาด้วย แววตาทุกคนเต็มไปด้วยคำถามแต่ก็ไม่มีเวลาได้เอ่ยปาก เมื่ออเล็กซ์ชิงพูดขึ้นมาก่อน
“รีบพายานอพยพออกไปจากเฮลีออสซะจรวดนั่นกำลังจะมาถึงยานเราแล้ว หากอยากจะรอด ก็ต้องรีบ มีอะไรสงสัย ค่อยไปถามกันข้างล่างแล้วฉันจะตอบคำถามกับทุกคน”
อเล็กซ์เดินไปเปิดประตูยานอพยพ โยนกล่องเหล็กขึ้นไปข้างๆ ที่นั่งผู้โดยสารพร้อมกับผลักแพทริคให้ไปนั่งข้างๆ กล่องนั่น ยานลำเล็กๆ มีกล่องเหล็กขนาดใหญ่วางอยู่ก่อนแล้วทำให้ที่นั่งของแพทริคถูกแบ่งพื้นที่ไปเกินครึ่ง แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับเขา
อเล็กซ์ก้าวขึ้นมานั่งที่คนขับเมื่อเช็คทุกอย่างพร้อมแล้ว อเล็กซ์กดปุ่มดีดตัวออกจากยานเฮลีออสก่อนที่เสียงลูกเรือลำอื่นๆ จะแทรกเข้ามาทางหูฟัง
“กัปตันครับ ยานของพวกเราดีดตัวไม่ได้”
“เมย์เดย์ๆ ขอความช่วยเหลือด่วนกัปตัน”
“ไอ้กัปตันหน้าเืจะหอบสมบัติหนีไปคนเดียวเหรอ ไอ้..................”
อเล็กซ์ถอดหูฟังทิ้งก่อนที่เขาจะได้ยินเสียงอื่นๆ ตามมาอีก ระหว่างนั้น เค้าหันไปเห็นกลุ่มควันเล็กๆ พุ่งไปยังยานเฮลีออส อเล็กซ์เปิดเครื่องยนต์เร่งสุดกำลัง ก่อนที่เสียงะเิดังสนั่นหวั่นไหวพร้อมกับลูกไฟดวงโต ปรากฏอยู่เื้ั
แพทริคนั่งทำหน้างงอยู่ข้างๆโดยไม่ได้กล่าวอะไรเลย ั้แ่ขึ้นมาบนยานอพยพเขามองหน้าอเล็กซ์ด้วยความสงสัย มีเพียงแววตาที่ไร้อารมณ์ พร้อมกับน้ำเสียงเรียบๆ ที่ออกมาจากปากของกัปตัน
“กลับโลกเรากันเถอะ อย่าเพิ่งถามอะไรมากหน้าที่ของเรา สำคัญที่สุดคือการเอาตัวรอด เข้าใจมั้ยเ้าหนู”