ที่จริงแล้ว ก่วงเหวินเทาเองก็ไม่คาดคิดว่าซูอิ่นเย่ว์จะไร้เยื่อใยกับเขาถึงเพียงนี้
เขารู้ว่าซูอิ่นเย่ว์แต่งให้กับมัจจุราชมีชีวิต อีกทั้งยังถูกกดขี่ในจวนหลิงอ๋อง จึงคิดเปลี่ยนแผน กล่าวเสียงอ่อน
“เย่ว์เอ๋อร์น้องรัก ข้าจดจำความหวังดีของเจ้าเสมอ หากไม่ใช่เพราะแม่ข้าป่วยหนัก ข้าก็คงไม่ต้องเป็นเช่นนี้”
ซูอิ่นเย่ว์อัดอั้นเต็มอก แต่นี่เป็นถนนใหญ่ นางต้องรักษาหน้าตาของตนเอง
พวกก่วงเหวินเทาที่เป็นพวกมีความรู้แต่ไร้ยางอาย ช่างจัดการได้ยากจริงๆ
นางมองไปยังโรงน้ำชาไม่ไกลนัก แล้วกล่าว “ไปดื่มชาที่นั่น แล้วเราค่อยมาคุยกัน”
ก่วงเหวินเทารีบพยักหน้า
ซูอิ่นเย่ว์ยอมคุย หมายความว่าเขายังมีโอกาส
เมื่อเข้าไปนั่งในโรงน้ำชาแล้ว ซูอิ่นเย่ว์ก็สั่งให้เซียงเถาออกไปซื้อของ
ก่วงเหวินเทาเก็บผ้าเช็ดหน้าไว้ใกล้ตัว เขารู้ว่าสิ่งนี้คือไม้ตายที่ใช้ควบคุมซูอิ่นเย่ว์
ก่วงเหวินเทาไม่ค่อยได้เข้ามาในเมือง ขนมที่ขายในโรงน้ำชาธรรมดาๆ ก็ยังทำให้เขากินอย่างเอร็ดอร่อย
ซูอิ่นเย่ว์อยู่กับฉู่จี้เฟิงผู้หล่อเหลาไร้ที่ติมาหนึ่งเดือนแล้ว พอเห็นก่วงเหวินเทากินขนมจนเศษติดเต็มปากก็รู้สึกสะอิดสะเอียน
“เย่ว์เอ๋อร์น้องรัก ไยเจ้าไม่กินเล่า แต่ก่อนเจ้าไม่ใช่เคยพูดว่าอยากลองขนมในเมืองหลวงหรอกหรือ”
ก่วงเหวินเทาพูดพลางกินไปพลาง สายตาจับจ้องนาง
ตอนนี้นางไม่ได้อยู่บนรถม้า เขาจึงมองเห็นนางได้ชัดขึ้น ไม่อาจละสายตา
แต่ก่อนเขาก็คิดว่าซูอิ่นเย่ว์หน้าตาดูดีอยู่บ้าง ทว่าคาดไม่ถึงว่าเพียงแค่กลับเมืองหลวงได้เดือนเดียว ผิวพรรณของนางก็ขาวผุดผ่อง ท่าทางสูงศักดิ์ ไม่เหลือเค้าความเป็นสาวชาวบ้านแห่งหมู่บ้านเป่ยเหออีกต่อไป
ซูอิ่นเย่ว์กล่าวอย่างเย็นชา “ตอนอยู่ที่หมู่บ้านเป่ยเหอ แม่ของเจ้าดูแลข้าดีมาก ข้ายินดีให้เงินเจ้าห้าร้อยตำลึงเพื่อกลับบ้านเกิด แต่ผ้าเช็ดหน้าที่ข้าให้เจ้าก่อนหน้านี้...เจ้าต้องคืนมา”
ก่วงเหวินเทาดื่มชาอึกหนึ่งก่อนพูดช้าๆ “ไม่ได้หรอก นี่เป็นผ้าเช็ดหน้าที่เจ้ามอบให้ข้า มันมีความหมายมาก”
ซูอิ่นเย่ว์เลิกคิ้ว ย่อมรู้ว่าเขากำลังคิดจะขูดรีดเพิ่ม
แต่ก่วงเหวินเทาไม่ได้คิดแค่เรื่องเงิน เขาจ้องซูอิ่นเย่ว์แน่วแน่ “เย่ว์เอ๋อร์น้องรัก เจ้าทำเช่นนี้ ข้าย่อมเข้าใจในความรู้สึกของเจ้า”
ซูอิ่นเย่ว์ได้ฟังก็เข้าใจทันทีว่าเขากำลังวางแผนอะไร
นางคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนกล่าว “อย่าพูดจาเหลวไหล ข้าแต่งกับฉู่จี้เฟิงแล้ว เจ้าหาเรื่องข้าไม่ได้”
เมื่อก่วงเหวินเทาซึ่งเป็นเพียงสามัญชนได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของเขาก็แข็งค้างไป แฝงด้วยความหวาดกลัว
เขาเพียงต้องการเงิน ไม่ได้อยากเอาชีวิตไปทิ้ง
ซูอิ่นเย่ว์เห็นว่าเขาเริ่มลังเล จึงฉวยโอกาสพูดต่อ “เพราะฉะนั้น การที่เจ้าถือผ้าเช็ดหน้านั้นไว้ มีแต่จะทำให้เจ้าตกอยู่ในอันตราย”
ก่วงเหวินเทาได้ยินชื่อเสียงของฉู่จี้เฟิง ก็ตระหนักถึงความเป็นไปได้
เขาไม่ได้แสดงความหวาดกลัวออกมาให้เห็นมากนัก เพียงใช้มือกุมตำแหน่งที่เก็บผ้าเช็ดหน้าไว้ พลางกล่าว “ห้าร้อยตำลึงไม่พอ”
ซูอิ่นเย่ว์กล่าว “งั้นข้าให้หกร้อยตำลึง”
ก่วงเหวินเทายิ้มเยาะ “เพิ่มอีกแค่ร้อยตำลึง จะคิดตัดข้าทิ้งง่ายๆ เช่นนั้นหรือ ข้าได้ยินมาว่าเจ้าเพิ่งได้รับสินเดิมมหาศาล เย่ว์เอ๋อร์น้องรัก เจ้าควรใจกว้างกว่านี้ อย่างน้อยต้องให้ข้าสักหนึ่งพันตำลึง”
ซูอิ่นเย่ว์หัวเราะเย็นชา “หนึ่งพันตำลึง? เจ้ากล้าขอจริงๆ สินะ”
ก่วงเหวินเทาชะงักไป ไม่คิดว่านางจะเปลี่ยนไปถึงเพียงนี้ ตอนอยู่ที่หมู่บ้านเป่ยเหอ นางเชื่อฟังเขาทุกอย่าง ไม่เคยปฏิเสธเขาเลย
เขายิ่งมั่นใจว่ามีโอกาสใช้ผ้าเช็ดหน้าขู่ได้เพียงครั้งเดียว ถ้าไม่เรียกร้องให้มากตอนนี้ คงไม่มีโอกาสอีกแล้ว
“เย่ว์เอ๋อร์น้องรัก เจ้าก็พูดเองว่าแต่งเข้าจวนหลิงอ๋องแล้ว นั่นเป็นเชื้อพระวงศ์ เจ้ายอมจ่ายแค่หนึ่งพันตำลึงไม่ได้หรือ อีกอย่าง หากสามีเจ้ารู้เรื่องผ้าเช็ดหน้านี้ เจ้าคงอยู่ไม่เป็นสุขใช่หรือไม่” ก่วงเหวินเทากระซิบข่มขู่
ใครจะรู้ว่าซูอิ่นเย่ว์ฟังแล้วกลับหัวเราะ “ข้าไม่ได้ขัดสนเงิน แต่ข้าไม่อยากให้เจ้า”
“เจ้าไม่กลัวว่าข้าจะนำผ้าเช็ดหน้าไปเปิดโปงที่จวนหลิงอ๋องหรือ!”
“เปิดโปงอะไร เปิดโปงว่าครั้งหนึ่งข้าเคยให้ผ้าเช็ดหน้าเจ้างั้นรึ” ซูอิ่นเย่ว์ทำหน้าไม่แยแส “ข้ากับเจ้าไม่เคยล่วงเกินกัน ข้ากลัวว่าเจ้าจะไปฟ้องแล้วไม่ได้กลับไปดูใจแม่เจ้าเสียมากกว่า”
“เจ้ากล้าสาปแช่งแม่ข้าหรือ!” ก่วงเหวินเทาจ้องซูอิ่นเย่ว์ด้วยความโกรธ
ซูอิ่นเย่ว์แสดงสีหน้าบริสุทธิ์ใจ “เจ้าบอกเองว่าแม่เจ้าป่วยหนัก ข้าให้เจ้าหกร้อยตำลึงเพื่อรักษานาง แต่เจ้ากลับไม่รับ แล้วยังมาเถียงเรื่องจำนวนเงินกับข้า เช่นนั้นไม่ใช่เจ้าที่ถ่วงเวลารักษานางหรือ”
แท้จริงแล้ว แม่ของก่วงเหวินเทายังสบายดี เรื่องป่วยเป็นเพียงข้ออ้างให้เขาใช้ขอเงินเท่านั้น
เขาปรับจิตใจให้สงบ ยิ่งรู้สึกว่าซูอิ่นเย่ว์ไม่ใช่คนที่จัดการได้ง่าย จึงกล่าวว่า “เย่ว์เอ๋อร์น้องรัก เจ้าต้องพูดจาร้ายกาจถึงเพียงนี้เลยหรือ ตอนนี้เจ้าแต่งเข้าตระกูลสูงศักดิ์แล้ว ก็ไม่เห็นข้าอยู่ในสายตาแล้วใช่หรือไม่ ข้าสืบเรื่องของเจ้ามา รู้ว่าเจ้ามีความรู้เรื่องการแพทย์ เช่นนั้นไปกับข้าสักครั้งเถิด หากเจ้ารักษามารดาข้าได้ ข้าจะคืนผ้าเช็ดหน้าให้และจะไม่รับเงินของเจ้า”
ซูอิ่นเย่ว์จ้องเขาเขม็ง
สายตาของนางเย็นชา ทำให้ก่วงเหวินเทารู้สึกหวาดกลัวขึ้นมา
“เจ้าช่างเป็นลูกกตัญญูเสียจริง”
“แน่นอน เจ้าก็รู้ว่าข้าไม่เคยเป็นลูกอกตัญญู” ก่วงเหวินเทาเหงื่อซึมเต็มฝ่ามือ ไม่กล้าสบตานาง “เช่นนั้นเจ้าตกลงหรือไม่”
“ที่หมู่บ้านเป่ยเหอ แม่ของเจ้าก็ปฏิบัติกับข้าไม่เลว ข้าไปสักครั้งก็ไม่เป็นไร” ซูอิ่นเย่ว์กล่าว “พรุ่งนี้เช้ารอข้าที่ประตูเมือง”
ก่วงเหวินเทาคาดไม่ถึงว่านางจะตอบตกลงง่ายดายถึงเพียงนี้ จนตั้งตัวไม่ทัน
เขารีบพยักหน้า “หากพรุ่งนี้ไม่พบกัน ถือว่าไม่นับ!”
ก่อนจากไป ก่วงเหวินเทาไม่ได้รับเงิน เพียงรีบกลับไปที่โรงเตี๊ยม
ชุนเหมยยังรออยู่ในห้อง พอเห็นก่วงเหวินเทากลับมาก็รีบเข้าไปถาม “เป็นอย่างไรบ้าง นางตกลงหรือไม่”
ก่วงเหวินเทาเพิ่งได้เห็นซูอิ่นเย่ว์ใกล้ๆ หัวใจพลันเต้นแรง
เขาจับมือของชุนเหมย ลูบหลังมือนาง “น้องสาว เมื่อข้าเอ่ยปาก นางจะกล้าปฏิเสธได้อย่างไร”
ชุนเหมยรู้สึกคลื่นไส้ แต่เพราะชายผู้นี้มีประโยชน์ นางจึงไม่กล้าทำให้ขุ่นเคือง ได้แต่ยิ้มเอาใจ “คุณชายก่วงช่างเก่งนัก เช่นนี้แสดงว่าพระชายายังมีเยื่อใยต่อเจ้าอยู่จริงๆ”
ก่วงเหวินเทารู้สึกหวั่นใจ เพราะสีหน้าของซูอิ่นเย่ว์เมื่อครู่นี้ มันเผยให้เห็นว่านางไม่มีแม้แต่น้ำใจให้เขาอีกแล้ว
“ข้ากับเย่ว์เอ๋อร์มีความผูกพันลึกซึ้งแน่นอน” ก่วงเหวินเทาพูดโกหกหน้าตาเฉย
แม้ว่าซูอิ่นเย่ว์จะตอบตกลงไปกับเขา แต่เขากลับยิ่งรู้สึกไม่มั่นใจ
ชุนเหมยฉวยโอกาสดึงมือกลับ ก่อนเอ่ยขึ้นว่า “ครั้งนี้ที่ช่วยคุณชายก่วงได้ นายหญิงของข้าก็ดีใจ ข้าขอตัวกลับไปรายงานก่อน”
การที่ซูอิ่นเย่ว์ออกจากจวนสองครั้งนี้ ล้วนเป็นเพราะฉู่จิ้งเสียนส่งชุนเหมยมาคอยแจ้งข่าว มิฉะนั้นก่วงเหวินเทาจะหาเจอนางได้เร็วเพียงนี้หรือ
หลังจากชุนเหมยจากไป ก่วงเหวินเทาแสยะยิ้มอย่างดูถูก
เขาไม่ใช่คนโง่ จะเชื่อคำพูดของฉู่จิ้งเสียนได้อย่างไร
ฉู่จิ้งเสียนยอมช่วยเขา เพียงเพราะอยากสร้างโอกาสให้เกิดเรื่องระหว่างเขากับซูอิ่นเย่ว์เท่านั้น
แน่นอนว่าเมื่อก่วงเหวินเทาเห็นซูอิ่นเย่ว์เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เขาก็เริ่มคิดไม่ซื่อ แต่ใครจะรู้ว่าซูอิ่นเย่ว์กลับไม่ให้เขาแม้แต่น้อย กระทั่งเงินหนึ่งพันตำลึงก็ไม่ยอมให้
เมื่อเห็นว่าตนรีดไถเงินไม่สำเร็จ ก่วงเหวินเทาจึงต้องหาวิธีอื่นเพื่อให้ได้มา เขาจะกลับไปมือเปล่าไม่ได้แน่
โชคดีที่ซูอิ่นเย่ว์ยังคงเป็นคนที่มีน้ำใจและจดจำบุญคุณในอดีต ไม่เช่นนั้น เขาคงไม่มีทางหลอกให้นางออกไปนอกเมืองได้