บทที่ 22 นายนั่นแหละหนัก 200 จิน (รีไรต์)
เสิ่นชิงรีบขยับไปข้าง ๆ ลู่เย่ พบว่าเขาแค่หมดสติไป
กลิ่นตดของเพียงพอนมีพิษอ่อน ๆ ถ้าสูดดมเข้าไป จะทำให้เกิดอาการวิงเวียนศรีษะ และคลื่นไส้
ลู่เย่อาจจะไม่ได้กลั้นหายใจในทันที จึงโดนรมกลิ่นจนสลบไป
แต่ก็ยังดี ตอนนี้ไม่น่าเป็ห่วงมากแล้ว เดี๋ยวก็คงฟื้น
เสิ่นชิงก้มลง ดึงขากางเกงขึ้น เห็นข้อเท้าของตัวเองบวมเป่งเหมือนซาลาเปา ขยับนิดเดียวก็เจ็บแปลบไปถึงใจ
ดูจากสถานการณ์ตอนนี้ รอความช่วยเหลืออยู่กับที่น่าจะดีกว่า
เสิ่นชิงหยิบโทรศัพท์ออกมา แต่กลับพบว่าในป่าไม่มีสัญญาณเลย ดูเหมือนพวกเขาจะหนีเข้ามาในป่าลึกเสียแล้ว
แต่ทีมงานที่หนีลงเขาไปแล้ว ต้องรีบไปขอความช่วยเหลือแน่ ๆ
ตราบใดที่ทีมกู้ภัยเข้ามาในป่านี้ แล้วตามรอยหญ้าต้นไม้หัก ก็คงหาพวกเขาเจอได้ไม่ยาก
ดังนั้น ไม่ต้องตื่นตระหนก
เสิ่นชิงเปิดกระเป๋าเป้ เธอจำได้ว่าในกระเป๋ามีขวดน้ำมันหอมระเหยอยู่หนึ่งขวด ซึ่งพกติดตัวมาเพื่อป้องกันยุงกัด
น้ำมันหอมระเหยช่วยลดความร้อนและบรรเทาอาการปวด ทั้งยังช่วยให้สดชื่นและกระปรี้กระเปร่า
เสิ่นชิงเปิดฝาขวด ทาน้ำมันบริเวณแนวจมูกและขมับของลู่เย่ จากนั้นก็ทาบริเวณข้อเท้าของตัวเองด้วย
หลังจากทำทุกอย่างเสร็จแล้ว เสิ่นชิงก็เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า
ขอบฟ้าเต็มไปด้วยแสงสีแดงสดใส เมฆเรียงซ้อนกันเป็ชั้น ๆ แสงยามเย็นเปลี่ยนจากสีทองเป็สีส้ม จากนั้นก็แปรเปลี่ยนเป็สีส้มอมแดงแผ่กระจายไปไกลสุดลูกหูลูกตา
ลู่เย่นอนหลับตาอยู่บนตักของเสิ่นชิง ราวกับคนที่กำลังหลับสนิท
เบ้าตาของเขาลึก สันจมูกโด่ง กรามคมสัน
คิ้วคมทั้งสองข้างของลู่เย่โก่งสูง ขนตายาวงอน คล้ายกับเด็กหนุ่มที่ยังเยาว์วัยและหยิ่งผยอง
เสิ่นชิงรู้สึกว่าลู่เย่นั้นหล่อเหลามากทีเดียว
น่าเสียดายที่ปากเสีย...
……
หลังจากทีมงานหนีลงจากูเา พวกเขาก็บังเอิญเจอกับชาวบ้านที่รีบรุดเข้ามาพอดี
ชาวบ้านเห็นเหตุการณ์ขณะที่เสิ่นชิงตกอยู่ในอันตรายผ่านทางไลฟ์ พวกเขาแบกจอบ ถือคบเพลิง ตีฆ้อง ลากเ้าตูบตัวโต มุ่งหน้าขึ้นูเากันเป็กลุ่ม
คุณยายของเสิ่นชิงเดินนำหน้า แบกปืนยาวไว้ด้านหลัง สีหน้าเคร่งเครียด ฝีเท้าก้าวฉับไว
แม้เธอจะเป็เ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า แต่หากเผชิญหน้ากับหมีดำโดยไม่มีปืนติดตัว เธอก็ไม่กล้ารับประกันว่าจะรอดกลับมาได้อย่างปลอดภัย
ไม่นานหลังจากที่ชาวบ้านขึ้นเขาไป ก็มีรถตำรวจ และทีมกู้ภัยจำนวนมาก รวมถึงแพทย์และพยาบาลมาถึงหมู่บ้านสุ่ยวา
เนื่องจากเหตุการณ์เกิดขึ้นระหว่างการไลฟ์ เื่ราวของเสิ่นชิงและลู่เย่ที่ตกอยู่ในอันตราย จึงแพร่กระจายไปทั่วอินเตอร์เน็ตอย่างรวดเร็ว สื่อต่าง ๆ ก็เร่งรายงานข่าวทันที
ตระกูลลู่ได้รับข่าวเป็กลุ่มแรก พ่อของลู่เย่ใช้เส้นสาย เพื่อระดมกำลังหน่วยกู้ภัยทั้งหมดในบริเวณใกล้เคียงทันที
ดังนั้น ทีมค้นหาในครั้งนี้ และทีมกู้ภัยจึงแข็งแกร่งอย่างมาก
แต่พอฟ้ามืด การค้นหาบนเขาก็จะยากขึ้น ดังนั้นพวกเขาจึงต้องรีบทำเวลา
ในไม่ช้า ความมืดก็คืบคลานเข้ามา อุณหภูมิบนูเาก็เริ่มลดลง ลมเย็นพัดเอื่อย ๆ ในป่า เสียงแมลงดังระงมประสานเสียง
อาจจะเป็เพราะฤทธิ์ของน้ำมันหอมระเหย ในที่สุดลู่เย่ก็รู้สึกตัว ชายหนุ่มขยับเปลือกตาเล็กน้อย
เสิ่นชิงเห็นว่าลู่เย่เหมือนจะฟื้น ก็รีบยกหัวเขาออกจากตักทันที
หัวของลู่เย่กระแทกกับพื้นหญ้าโดยตรง
การกระแทกครั้งนี้ ทำให้เขาตื่นเต็มตา
“โอ้ย! เจ็บ ๆ ๆ!”
ลู่เย่กุมศีรษะ พยายามลุกขึ้นนั่ง
“เสิ่นชิง นี่เธอทำกับผู้มีพระคุณแบบนี้เหรอ?” ลู่เย่ทำหน้าไม่พอใจ มองเธอด้วยสายตาดูถูก
เสิ่นชิงทำสีหน้าเรียบเฉย แค่นเสียงเ็า “ เป้าหมายของหมีตัวนั้นคือนาย ไม่ใช่ฉัน! ถ้าตอนนั้นนายไม่ลากฉันวิ่งไปด้วย ฉันก็คงไม่ถูกไล่ล่า…”
ลู่เย่พูดไม่ออก ผู้หญิงคนนี้ไร้เหตุผลเสียจริง
ทำราวกับว่า เหตุผลทั้งหมดบนโลกใบนี้จะอยู่ข้างเธอไปหมด
ลู่เย่พูดอย่างหงุดหงิด “เออ ๆ ใช่ ๆ”
พูดจบ เขาก็เปิดกระเป๋าเป้ของเสิ่นชิง ค้นหาของกิน เขาจำได้ว่าเสิ่นชิงเคยเอาขนมใส่ไว้ในกระเป๋า
เนื่องจากการวิ่งอย่างหนัก พลังงานของเขาก็ถูกใช้ไปจนเกินขีดจำกัด จำเป็ต้องเติมพลังงาน
ลู่เย่ควานจนเจอน้ำผึ้งมะนาวหนึ่งขวด กับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปหนึ่งถุง
จากนั้นเขาก็เปิดห่อกินอย่างไม่สนใจใคร
เสิ่นชิงมองเขาด้วยหางตา
เมื่อเห็นดังนั้น ลู่เย่จึงยิ้มกว้าง ดวงตาเป็ประกาย “เธอน่ะน้ำหนักปาเข้าไปเกือบ 200 จินแล้ว ฉันอุ้มไม่ไหวหรอก คืนนี้อย่ากินเลยนะ ถือซะว่าลดความอ้วน”
เสิ่นชิงขมวดคิ้วเล็กน้อย “บ้าหรือเปล่า! นายนั่นแหละหนัก 200 จิน”
“กรุบ ๆ ๆ...”
ลู่เย่เคี้ยวบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอย่างเอร็ดอร่อย
นี่เป็มื้อที่อร่อยที่สุดของเขา นับั้แ่มาถึงที่นี่
เสิ่นชิงเบ้ปาก “รีบกินสิ กินเสร็จแล้วพวกเรารีบออกไปจากที่นี่กันเถอะ”
ยามค่ำคืนในป่าเขาอันตรายมาก พอตกดึก สัตว์ร้ายจะออกมาหาอาหาร พวกเขาต้องรีบออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด
ลู่เย่ส่งเสียงตอบรับ ก่อนจะเปิดฝาน้ำผึ้งมะนาวแล้วดื่ม
“ถุย!”
“นี่มันอะไรกันเนี่ย! น้ำผึ้งมะนาวปลอมชัด ๆ แสบคอชะมัด”
ลู่เย่แลบลิ้นออกมา ท่าทางโอเว่อร์สุด ๆ
เสิ่นชิงเห็นดังนั้น ก็คว้าน้ำผึ้งมะนาวกลับมา “ไม่อยากดื่มก็ไม่ต้องดื่ม!”
ลู่เย่แค่นเสียงเบา ๆ “คนขี้งก ดื่มน้ำเปล่าไปเถอะ”
เสิ่นชิงไม่สนใจเขา เก็บน้ำที่เหลือครึ่งขวดใส่กระเป๋าเป้ จากนั้นก็เปิดหนังสือ อ่านท่ามกลางแสงสลัวยามเย็น
ลู่เย่เห็นสีหน้าเ็าของเสิ่นชิง ก็กัดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปคำใหญ่ “โอ้โห! ยังไม่ลืมอ่านหนังสืออีก ขยันจริง ๆ ถ้าไม่รู้คงคิดว่าเธอสอบได้ที่หนึ่งของโรงเรียนแน่ ๆ”
เสิ่นชิงเงยหน้าขึ้นมองเขาแวบหนึ่ง “หุบปาก”
ลู่เย่ขมวดคิ้ว ยักไหล่อย่างไม่แยแส
หลังจากกินอิ่มหนำสำราญ ลู่เย่ก็มีแรงขึ้นมาบ้าง เขาเดินเข้าไปหาเสิ่นชิงแล้วอุ้มเธอขึ้นมา
เสิ่นชิงตัวแข็งทื่อชั่วขณะ ใกับการกระทำที่ไม่คาดคิดของลู่เย่ พลางหันหน้าหนี “ปล่อยฉันลง ฉันเดินเองได้”
ลู่เย่กดหัวของเสิ่นชิงลงในอ้อมแขนของเขา “ทำอะไรไม่ให้เกียรติกันเลยเหรอ? คุณชายอย่างฉันอุตส่าห์ทำความดีสักครั้ง”
เสิ่นชิงตบแขนของลู่เย่อย่างแรง ดิ้นพล่านไม่หยุด ราวกับลูกแมวที่กำลังจะจมน้ำ
เธอพยายามเงยหน้าขึ้น ก่อนจะสูดหายใจเข้าปอดลึก ๆ แล้วโพล่งออกมาว่า “ตัวนายเหม็นมาก เหม็นจนฉันหายใจไม่ออกแล้ว”
ลู่เย่ก้มลงดมผมของเสิ่นชิง แล้วตอบกลับไปว่า “เธอก็เหม็นเหมือนกันนั่นแหละ”
ลู่เย่อุ้มเสิ่นชิงไว้ในอ้อมแขน สะพายกระเป๋าเป้ของเธอไว้บนบ่า เดินฝ่าความมืดออกไปจากป่าทึบ โดยอาศัยแสงสุดท้ายที่กำลังจะหมดไป
ท้องฟ้าบนเขามืดลงอย่างรวดเร็ว
ลู่เย่เดินไปได้ไม่กี่ก้าว ก็ถูกความมืดของป่ากลืนกิน
กิ่งไม้และใบไม้หนาแน่นซ้อนทับกันหลายชั้น แสงดาวจากฟากฟ้าไม่อาจลอดผ่านลงมาได้
ภายในป่ามืดสนิทไร้แสง มองไม่เห็นแม้แต่ปลายนิ้ว
เสิ่นชิงเปิดไฟฉายจากโทรศัพท์ นำทางให้ลู่เย่เดินไปตามรอยทางที่กิ่งไม้หัก
เสียงร้องของสัตว์ป่าดังมาจากรอบทิศทาง
“ซ่า ซ่า ซ่า...”
“โฮ่ง ๆ… โฮ่ง ๆ...”
เสียงหอนเ่าั้ดังใกล้บ้าง ไกลบ้าง ฟังดูแล้วชวนให้รู้สึกไม่ปลอดภัย
เสิ่นชิงขมวดคิ้ว รู้สึกเหมือนมีบางอย่างกำลังสะกดรอยตามพวกเขา
เสิ่นชิงกระซิบเสียงเบา “ลู่เย่ นายรู้สึกไหมว่าเหมือนมีบางอย่างอยู่ข้างหลังเรา”