หวงโฮ่วจากไปแล้วกู้อี๋นั่วเดินตรงไปที่เตียงโดยยืนมือทั้งสองไปข้างหน้า เพื่อคลำทางแทนดวงตาที่มืดบอดแต่เดินได้ไม่กี่ก้าวก็มีคนมาช่วยพาเดินไปนั่งที่เตียง
นางกำนัลทั้งสองนั้นไม่เห็นด้วย กับสิ่งที่หวงโฮ่วกระทำกับลูกสะใภ้ จึงได้พูดปลอบใจว่าขอให้อดทนรอ จนกว่าองค์ชายหานเฟยหลงจะฟื้นขึ้นมา เมื่อนั้นต่อให้เป็หวงโฮ่ว หรือหวงตี้ก็ไม่มีใครกล้าแตะกู้อี๋นั่ว
แต่จะฟื้นขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ต้องขึ้นอยู่กับตัวหญิงสาวด้วย เพราะนางคือกุญแจสำคัญในการทำให้องค์ชายหานเฟยหลงฟื้น
กู้อี๋นั่วพึ่งตระหนักได้ว่าหากจะอยู่ที่นี่อย่างสงบสุขโดยไม่ถูกใครรังแก ที่พึ่งหนึ่งเดียวที่สามารถปกป้องนางได้ ก็คงจะมีแต่หานเฟยหลงผู้เดียวเท่านั้น
จึงได้บอกให้นางกำนัลทั้งสองช่วยพาไปพบกับหานเฟยหลงที่อยู่อีกห้องหนึ่ง
เมื่อก้าวผ่านประตูร่างกายก็ถูกต้องกับอากาศเย็นเยือก แต่นางพอจะรับรู้ได้ว่าเขาอยู่ที่นี่จึงรีบไขว่คว้าหาตัว แต่ก็ััได้แต่ความว่างเปล่า จึงได้รีบเดินไปยังแทนหยกสี่เหลี่ยมผืนผ้า ตามความทรงจำเมื่อคืนวาน ว่ามีร่างบุรุษหนุ่มนอนแน่นิ่งอยู่ มือจับคลำไปที่ท่อนแขนกำยำค่อยๆ เลื่อนลงมาจนถึงมือหนาใหญ่ที่เย็นเฉียบ
ริมฝีปากที่เหมือนกลีบดอกไม้ ก็เริ่มขยับพูด เป็การเพ้อรําพึงรําพันระบายความในใจที่อัดอั้นออกมา เพราะเวลานี้รู้สึกโดดเดี่ยวอ้างว้างไร้ที่พึ่ง จะมีก็แต่องค์ชายหานเฟยหลงที่พอจะเป็ที่พึ่งให้กับนางได้
จึงอยากรู้ว่าควรจะทำยังไงถึงจะทำให้บุรุษที่นอนแน่นิ่งอยู่บนแท่งหยกฟื้น
"องค์ชาย ต้องทำยังไงถึงจะฟื้นขึ้นมาเร็วๆ "
"องค์ชายรีบฟื้นขึ้นมาเถอะ"
"หม่อมฉันสัญญาแล้วไง ว่าจะเป็ชายาที่ดี และจะรักองค์ชายไปทุกภพทุกชาติ"
หญิงสาวเอาแต่พูดซ้ำไปซ้ำมา น้ำเสียงนั้นเป็การอ้อนวอนขอร้องวิงวอนให้เขารีบๆ ฟื้นขึ้นมา เพราะไม่อยากจะถูกบังคับให้ต้องกินยา และส่วนกำไรข้อเท้าที่เหมือนเป็พัฒนาการจองจำอยู่
ระหว่างที่พูดน้ำตาก็ไหลรินอาบสองแก้มพวงชมพู สองนางกำนัลเมื่อเห็นสภาพของหญิงสาวแล้วก็อดเวทนาสงสารไม่ได้ จึงได้คุกเข่าลงนั่งข้างๆ
ปลอบประโลมใจเรียบร้อยแล้ว ก็รีบพยุงตัวขึ้นด้วยกังวลว่าอาจจะล้มป่วยจากการที่นั่งพื้นเย็น เพราะร่างกายของหญิงสาวนั้นมีค่า ทั้งสองไม่อาจจะแบกรับการลงโทษจากหวงโฮ่วได้ ด้วยโทษฐานที่ดูแลหญิงสาวได้ไม่ดีทำให้ล้มป่วย
ไป่อัน"พระชายาเพคะโปรดสงบจิตใจลง แล้วกลับไปที่ห้องทางฝั่งตะวันตกเถอะ"
"ข้าไม่ไป สามีของข้านอนอยู่ที่นี่ ข้าอยากอยู่กับองค์ชาย"
เจียเจีย:"ไม่ได้นะเพคะ ห้องนี้อากาศเย็นเกินไปหากถูกต้องไอเย็นนานๆ อาจจะไม่สบายได้นะ"
"แต่ข้าอยากอยู่ที่นี่ องค์ชายคือที่พึ่งหนึ่งเดียวของข้า"
เมื่อทั้งสองจนปัญญาที่จะพูดเรียกกล่อม จึงได้แต่นั่งคุกเข่าลงต่อหน้ากู้อี๋นั่วเพื่อขอความเห็นใจ และได้เริ่มพูดขึ้นอีกครั้งหนึ่งว่าถึงจะอยู่ที่นี่ ก็ไม่ได้ช่วยให้องค์ชายัฟื้นขึ้นมาในทันที ต้องใช้ระยะเวลาจะนานแค่ไหนเื่นี้ก็ไม่มีใครรู้แน่ชัด
แต่การพูดของนางกำนัลทั้งสองเหมือนจะเป็สายลมที่พัดผ่าน กู้อี๋นั่วนั้นไม่สนใจยังคงกุมมือที่เย็นของชายหนุ่มอยู่
จนสุดท้ายไป่อันต้องบอกให้เจียเจียไปนำชุดคลุมมา คลุมตัวหญิงสาวเอาไว้เพื่อให้ร่างกายอบอุ่น เป็หนทางที่ดีที่สุดในเวลานี้แล้ว
คิดว่าควรให้เวลาหญิงสาวได้คิดอะไรสักหน่อย ต่างพากันยืนมองกู้อี๋นั่วอยู่เงียบๆ เลยไม่ได้รบกวน ทั้งห้องจึงมีแต่เพียงความสงบ
แต่ก็ได้ไม่นานเมื่อมีเสียงที่เปล่งออกจากท้อง มีความหนักแน่นในน้ำเสียงสม่ำเสมอ ไม่ขึ้นสูงลงต่ำ "พระชายาก็อยู่ที่นี่ด้วย? "
"ไต้ฟู" สองนางกำนัลเรียกชื่อของคนที่ก้าวเข้ามายืนอยู่ประตูทางเข้า
เขาคือไต้ฟู (หมอ) ที่คอยดูแลองค์ชายหานเฟยหลง ซึ่งเวลานี้เป็เวลาตามปกติที่จะต้องมายังที่นี่ แต่วันนี้ไม่คิดว่าจะได้เจอกับพระชายาขององค์ชายัเข้า
"ไฉ่ปินคำนับพระชายา"
กู้อี๋นั่วจากเดิมทีที่ไม่ได้สนใจ พอได้ยินเสียงพูดจึงเริ่มหมุนตัวไปทางต้นเสียง ถามว่าผู้ที่เข้ามายังสถานที่แห่งนี้เป็ใคร?
"พระชายากระหม่อมเป็หมอส่วนตัวขององค์ชายพ่ะย่ะค่ะ"
"แต่ไม่ทราบว่าพระชายาอยู่ที่นี่ จึงได้เข้ามาโดยพลการต้องขออภัยด้วย"
เมื่อรู้ว่าบุรุษที่เดินเข้ามาเป็ใคร หญิงสาวจึงขอเสียมารยาทที่จะถามเขา ว่าพอจะมีวิธีไหนที่ทำให้องค์ชายั ฟื้นขึ้นมาโดยเร็ววันได้บ้างแต่ไฉ่ปินกลับไม่ได้ตอบคำถาม แต่เป็ฝ่ายตั้งคำถาม ว่าที่ข้อเท้าของกู้อี๋นั่วใช่กำไลข้อเท้าตรึงใจหรือเปล่า?
กู้อี๋นั่วตอบด้วยหน้าตาที่เศร้าสลด น้ำเสียงที่เป็ทุกข์ "ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน"
ไฉ่ปินกำลังจะพูดถามต่อแต่ยังไม่ทันจะออกเสียง ก็ถูกสองนางกำนัลห้ามปรามไว้ก่อน ว่าไม่ควรจะถามเื่กำไลที่เท้าอีก เพียงเท่านี้เขาก็เข้าใจทุกอย่างแล้ว ว่าคงถูกบังคับให้สวมอย่างแน่นอน
จึงได้สงบปากสงบคำไม่พูดถามอีกเพราะรู้ดีว่ามีไว้ใส่ให้กับใคร คนผู้นั้นต้องทำผิดมากๆ ถึงจะถูกใส่กำไลข้อเท้าตรึงใจนี้ เพื่อไม่ให้กระทำความผิดอีก
แต่ยิ่งคิดไปคิดมาพระชายาขององค์ชายัก็ไม่ได้ทำอะไรผิด ทำไมถึงต้องใส่ให้ด้วย ทำราวกับว่านางเป็นักโทษ ที่คิดจะหลบหนีตลอดเวลาช่างน่าสงสารยิ่งนัก