ตอนนั้นผมคิดว่าโหวหวังคงจะแค่พูดลอย ๆ
หรือไม่ก็สติหลุดไปนิดเพราะกลัวสาวตระกูลอุสางิเข้าเส้นเื
แต่เปล่าเลย…
“เ้าว่าอะไรนะ โหวหวัง?”
ผมหรี่ตามองมันช้า ๆ เหมือนคนพยายามฟังให้แน่ใจ
“เมื่อกี้ข้าได้ยินเ้าว่าจะไม่ทำร้ายอิสตรี...
ใช่ไหม...?”
มันพยักหน้า
“ฉันจะไม่มีวันทำร้ายอิสตรีคนไหนบนโลกนี้เด็ดขาด
ต่อให้นางจะเฆี่ยนจะตีฉันให้ตาย..
มือคู่นี้ของฉันก็จะไม่มีวันตบตีใส่แม่หญิงคนอื่น ๆ
ไม่มีวัน!”
ผมได้แต่อ้าปากค้าง..
เื่ทั้งหมดที่ผมต้องเผชิญอยู่ตอนนี้
ต้นเหตุทั้งหมดก็ล้วนเป็เพราะมัน
แล้วตอนนี้ไอ้ตัวต้นเหตุยังจะบอกแบบนั้นอีก
มันโคตรจะไร้ความรับผิดชอบเลยว่าไหม?
“ไอ้เ้าโหว!! เ้าบ้า!! บ้าไปแล้วใช่ไหม!?”
ผมลืมตัวแล้วจริง ๆ
น้ำเสียงไม่ได้แค่กระซิบ แต่ดังพอให้ข้างบ้านรู้ว่าเรามีปัญหากัน
“เวลาแบบนี้นะ...เ้าดันบอกว่าเ้าจะไม่สู้กับผู้หญิง!?”
ในหัวของผมก็แบบ พวกนางถือดาบนะ!! ถือดาบ!!!
และแน่นอน..
การที่ผมทำแบบนั้น เสียงนั้นไม่ใช่แค่ข้างบ้านที่ได้ยิน
พวกนางทั้งแปดได้ยินหมด และไม่ใช่แค่ได้ยิน
แต่หนึ่งในนั้น นามิ คนดีคนเดิม ก็ได้ชักดาบออกมาทันทีแบบไม่ต้องรอใครสั่ง
ดาบของเธอไม่ได้แค่จ่อ
แตะติดคอหอยผมแล้วเรียบร้อย
“ตอนนี้ข้าอยากรู้นัก…”
นามิพูดด้วยเสียงเย็นยิ่งกว่าน้ำในถังตอนเช้า
“ว่าเ้าหรือดาบของข้า...สิ่งไหนเร็วกว่ากัน?”
ผมกลืนน้ำลาย.. กลืนน้ำลายจริง ๆ นะ ไม่ได้อุปมา
ขยับตัวไม่ได้แม้แต่นิดเดียว
หัวสมองประมวลผลเร็วเพื่อค้นหาข้อแก้ตัวที่พอจะทำให้ผ่านจุดนี้ไปให้ได้
“จะ...ใจเย็นอาเจ้...”
น้ำเสียงของผมหลุดจากระดับหล่อเข้มมาเป็ระดับหลงแบบหาทางกลับไม่เจอ
“ข้ากับโหวหวังแค่คุยเื่ดอกไม้ไฟ เอ๊ย.. พูดกระซิบกันเื่เล็กน้อยเท่านั้นเอง
ดาบมันคมนะ..
เกิดผีผลักขึ้นมา..”
ผมรู้เลย..
ว่าคอกับเยลลี่ต่างกันแค่กลิ่นสตอเบอร์รี่
“หุบปาก!!”
เสียงของนามิดวาดก้อง เหมือนมีสายฟ้าฟาดลงมาที่คอหอยของผมตรง ๆ
ผมไม่ทันได้ขยับอะไร ดาบในมือนางกดลงมาแล้ว
คมเหล็กจิ้มเนื้อจนผมรู้สึกถึงของเหลวอุ่น ๆ ไหลซึมออกมา
แม้จะเป็แผลตื้น ๆ แต่เมื่ออยู่ในสถานการณ์แบบนี้
ทุกความเคลื่อนไหวคือะเิเวลาดี ๆ ชัด ๆ
ผมกลืนน้ำลายลงคอ
แต่กลืนยังไม่ทันจบเสียง ก็ได้ยินเสียงอีกคนดังขึ้นมา
เสียงนั้นทรงพลังจนแม้แต่ใบไม้ยังหยุดไหว
“แม่หญิงนามิ.. ฉันของเตือนแม่ด้วยความหวังดี”
น้ำเสียงของซุนโหวหวัง ไม่ใช่เสียงกระซิบ ไม่ใช่เสียงโวยวายแบบที่คุ้นเคย
มันต่ำ ฟังชัด และหนักแน่น
“แม้นฉันจะไม่มีวันทำร้ายอิสตรี
แต่หากแม่ยังจ่อดาบใส่เกลอของฉันแบบนั้น...
ฉันสัญญาเลยแม่หญิงนามิ..
เมื่อใดที่การสอบนี้จบลง
แม้แต่บ้านสกุลอุสางิเองก็จะไม่ปลอดภัยสำหรับแม่แน่”
ผมเหลียวมองหน้าของโหวหวัง เห็นแววตาของมันชัดเจน
ไม่ใช่ดวงตาของ 'บุรุษหัวใจอ่อนไหว' อีกต่อไป แต่คือดวงตาของ 'นักล่าที่ถูกยั่วยุถึงขีดสุด'
นามิที่จ่อดาบใส่คอผมเมื่อครู่นี้
ถึงกับถอยหลังไปครึ่งก้าว
ผมเห็นเธอกลืนน้ำลายลงคอเสียงดัง 'อึก'
ชัดพอจะได้ยินในความเงียบของบรรยากาศที่ตึงเครียด
และใช่..
มันไม่ใช่เพราะโหวหวังข่มขู่เก่ง
แต่เพราะมันทำได้จริง..
ถ้าเอ่ยปากเมื่อไหร่
คนในตระกูลซุนต้องยื่นมือจัดการแทนทันที
แล้วตระกูลอุสางิคงไม่เสี่ยงที่จะปกป้องหญิงรับใช้เพียงคนเดียวเพื่อเื่ระดับนั้นแน่
นามิถึงกับหันไปมองผู้เป็นาย
แล้วเหมือนซากิจะรู้งาน
เธอพยักหน้าน้อย ๆ อย่างใจเย็น
จากนั้น...
ดาบที่จ่อคอผมก็ลดลงอย่างช้า ๆ
อารมณ์ค่อย ๆ ละลายเหมือนน้ำแข็งที่ได้เจอแสงตะวัน
สุดท้าย.. เธอก็เก็บดาบคืนฝักโดยไม่พูดอะไร
ผมพ่นลมหายใจออกเบา ๆ
ไม่กล้าแรงมาก เดี๋ยวเืจะพุ่งซ้ำ
ก่อนหันไปมองเ้าเพื่อนหน้าขนที่เพิ่งกลายเป็เทพทวารบาล
ทั้งหมดที่เกิดขึ้น..
ไม่ว่าจะเป็ท่าทางลังเลเล็ก ๆ ของนามิ
หรือแม้แต่การที่อุสางิซากิพยักหน้าสั่งการสาวใช้ ด้วยจังหวะไวผิดปกติ
ผมมองเห็นหมด
และไม่ใช่ด้วยเนตรจ้าวั
แต่ด้วยสายตาของคนที่ผ่าน 'มาหลายด่านจนเริ่มระแวงเป็อาชีพ'
แล้วมันก็ทำให้ผมรู้ ว่าโอกาสของพวกเรามาถึงแล้ว
ทันทีที่นามิเก็บดาบ
ทันทีที่ทุกคนยังตึงเครียดกับคำขู่ของโหวหวัง
และทันทีที่ดวงตาทุกคู่ ยังจับจ้องกันอยู่ที่เพื่อนของผม และเหมือนจะเมินผมไปชั่วขณะ
ผมก็ได้ลงมือทันที
ผมหมุนตัว
ใช้ฝ่าเท้าเตะเข้าเป้าอย่างแม่นยำ ตรงท้องน้อยของนามิ
ถึงกับทำให้ตัวเธอปลิวไปทั้งคนทั้งดาบกระเด็นไปด้านหลัง
จากนั้น...
ท่าร่าง 'ย่างก้าวภูติเงาเร้นกาย' ก็ได้ใช้ออกอีกครั้ง ผมปล่อยพลังออกจากปลายเท้า พุ่งไปยังทิศที่คำนวณแล้วว่ามีช่องว่างมากที่สุดในวงล้อม
มีเสียงฝีเท้าตามหลังมาแทบติด ๆ
ไม่ต้องหันไปดู
ผมรู้ว่าเป็ไอ้หน้าเพื่อนขนแน่นอน
ไอ้สุภาพบุรุษที่บอกจะไม่ตบตีผู้หญิงแต่ก็ป้อผู้หญิงไปทั่วคนนั่นแหละ
แต่ในจังหวะแบบนี้
มันวิ่งตามมาไวพอ ๆ กับคำขู่เมื่อครู่เลย
กว่าที่พวกสาวใช้ของซากิจะชักดาบได้
ผมกับโหวหวังก็หนีไปไกลกว่าหลายเมตรแล้ว
“เกลอ!! เอ็งแน่ใจใช่ไหมว่าทางนี้ปลอดภัย!!”
เสียงโหวหวังดังมาจากข้างหลัง
“ไม่แน่ใจ!!”
ผมะโตอบ
“แต่ถ้าไปอีกทาง!!
เราคงได้ไปงานศพกันสองคนแน่!”
“พวกเ้ามัวทำอะไรอยู่!! รีบ ๆ ไปตามจับพวกมันมาเร็วเข้า!!”
เสียงคำสั่งที่ทั้งแข็ง ทั้งแหลม ดังมาจากด้านหลังแน่นอนว่าเ้าของเสียงคือยัยซากิ
แล้วไม่ใช่แค่สั่งเฉย ๆ นะ
พวกนางดันวิ่งตามมาด้วย!
ผมกับโหวหวังเลยต้องวิ่งเอาตัวรอดแบบไม่กล้าแม้แต่จะหายใจเข้าลึก
ถามว่าทำไมถึงต้องหนี?
ก็เพราะพวกนั้นถือดาบกันหมดน่ะสิ!
ถือกันคนละเล่ม แถมบัญชีหนังสุนัขของพวกคนตระกูลอุสางิน่าจะเขียนชื่อผมลงไปแล้วเสียด้วย
แต่เหมือนอีกฝ่ายดูจะชะงักเล็กน้อย ถึงได้ขยับกันช้ากว่าปกติเช่นนี้
ซึ่งผมก็พอจะเดาเหตุผลนั้นได้คร่าว ๆ
มันน่าจะเป็ผลจากเหตุการณ์ก่อนหน้า ที่ยัยคุณหนูซากิอะไรนั่นดันไปห้ามไม่ให้นามิเอาดาบจ่อผม
ซึ่งถ้าแค่คำห้ามก็เื่หนึ่ง
แต่ปัญหาคือคำห้ามนั้นดันฝังลึกเข้าไปถึงจิตใต้สำนึกของคนทั้งกลุ่มเลยต่างหาก
ว่าห้ามทำร้ายพวกผม
โดยเฉพาะผมที่เป็เพื่อนของไอ้โหวหวัง.. ว่าที่ผู้นำตระกูลซุน
ทำให้จากคำขู่ธรรมดา มันกลายเป็คำสั่งอาญาสิทธิ์
ประมาณว่า 'ใครทำหลิวเจี้ยนาเ็ แม้แต่รอยขีดเดียว...ฉันจะเอาคืนให้หนักกว่าเป็สิบเท่า!'
ทำให้สาว ๆ พวกนั้นจะรับสารไปเต็ม ๆ
เลยกลายเป็ว่า...
ในวินาทีที่พวกนางจะควักดาบออกมา
คำสั่งห้ามมันก็ดังขึ้นในหัวของพวกเธอเองเหมือนเสียงิญญากระซิบว่า 'อย่าทำ'
ผลก็คือ
ตอนที่ผมลงมือและวิ่งหนี มือของพวกนางทุกคนถึงได้แตะที่ดาบ
แต่ไม่มีใครชักมันออกมาสักคน
เหมือนว่าฝักดาบนั้นถูกผนึกด้วยความกลัว จากโหวหวังและซากิ
นี่แหละคือพลังของ 'จิตวิทยา'
ที่โคตรน่ากราบ..
ผมกับโหวหวังพากันะโขึ้นหินไต่ลงกิ่งไม้ สลับวิ่งซิกแซกราวกับนักกายกรรมที่โดนไฟคลอกข้างหลัง
ไอ้พวกต้นไม้ใหญ่กับหินก้อนตอนนี้ มีหน้าที่แค่แท่นะโที่ผมเอาไว้เหยียบให้หนีพ้นจากสาว ๆ ตระกูลอุสางิที่จ่อจะเอาชีวิตผมได้ทุกเมื่อ
ผมไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่าอีกไม่กี่วินาที พวกเธอคงเหยียบหลังรองเท้าผมแล้วแน่ ๆ หากพวกเราหยุดวิ่ง
ััที่ปล่อยออกจากร่างตลอดเวลาของผม ส่งสัญญาณมาชัดเจน ว่าพวกนั้นก็ไม่ได้ห่างมากนัก
ซึ่งหากเป็แบบนี้ มันก็ไม่ต่างกับเมื่อครู่นี้เลย
ผิดกันแค่ว่าตอนนี้ ต้องเหนื่อยเพิ่มแถมปวดหัวหนักกว่าเก่า
ผมยังคงเป็เหยื่อในเกมแมวจับหนูของพวกเธออยู่ดี
แล้วที่แย่ก็คือ...
คะแนนของพวกผมยังขาดอีกตั้งห้าสิบกับหกสิบคะแนน
“โหวหวัง!! ถ้าเ้าจะยึดอุดมการณ์ไม่ตบตีผู้หญิงแบบนี้!!
สุดท้ายข้ากับเ้าก็คงได้โดนลากกลับไปบ้านตระกูลพร้อมกันนั่นแหละ!”
ผมหอบแฮ่ก ๆ แต่ยังไม่วายะโด่าเพื่อน
แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือคำพูดของนักบุญที่เคลาเฟิ้ม
“คงเป็เช่นนั้นแล้วเกลอเอ๋ย..”
เสียงโหวหวังยังคงสุขุมนุ่มลึกจนน่าตบ
“ฉันคงทำได้แต่กล่าวขอโทษต่อเอ็ง..
เพราะอย่างไร..
หากคิดเป็นักชมบุปผา..
ก็มิควรเด็ดบุปผาออกมาย่ำยี..
หากบุปผาชอกช้ำ..
ก็คงไม่มีบุปผาใดเบ่งบานให้ได้ชมอีก..”
ครับ..
มันพูดด้วยสีหน้าเหมือนตัวเองกำลังนั่งแต่งกลอนอยู่ริมสระบัว
ทั้งที่ตอนนี้เรากำลังหนีเอาชีวิตรอดจากกองกำลังดาบคมที่พยายามจะเฉาะหลังผมอยู่!!
“เอ็งไปทางขวา ฉันจะไปทางซ้าย!”
ซุนโหวหวังเสนอแผนกลางทางขึ้นมาเฉย
“อย่างไรพวกหล่อนก็หมายหัวฉันอยู่แล้ว ต่อให้ฉันไม่ได้เข้าสำนัก ข้าก็ยังมีบ้านตระกูลสนับสนุนอยู่ดี!”
“เ้าไม่ได้ยินที่ยัยนามิอะไรนั่นพูดเรอะ!!!”
ผมแทบจะพ่นปอดออกมาด้วยความเครียด
“นางไม่ได้ห่วงอะไรเ้าสักนิด! นางกลัวข้าจะไปเก็บคะแนนมา ‘แบ่งให้เ้า’ ตะหาก!!”
ผมแทบจะร้องไห้
มันไม่ได้ยินจริง ๆ หรือมันแกล้งทำเป็จำไม่ได้กันแน่
ตอนนี้เพื่อนผมกลายเป็ก้อนอุดมการณ์เคลื่อนที่
ส่วนผมกลายเป็แพะรับบาปที่กำลังจะถูกเชือดกลางแดด
“เอ... นั่นสิเนอะ”
“นั่นสิเนอะกับผีของปู่เ้าน่ะสิ!!”
ผมล่ะอยากเข็กมะเหงกมันจริง ๆ เลยจังหวะนั้น
“เลิกทำตัวเอื่อยเฉื่อยแล้วช่วยข้าสู้ได้แล้ว!!
หากปล่อยเป็แบบนี้ต่อไป!!
พวกนางที่เก็บ…คะ…แนน…จน…ครบ…ละ…แล้ว…??? ..???”
ประโยคของผมหยุดลงกลางคัน
เหมือนสมองมันกระทืบเบรกแล้วโยกพวงมาลัยพุ่งขึ้นฟ้า
เพราะเหมือนสิ่งที่ผมเพิ่งพูดออกไป..
ดูจะมีเคล้ารางบางอย่างที่น่าจะทำให้สถานการณ์นี้เปลี่ยนไปเล็กน้อย
แล้วรอยยิ้มของผมก็บานออกมาอย่างไร้ยางอาย
“ใช่แล้ว!! พวกนางเก็บคะแนนจนครบหมดแล้วหนิ!! แบบนี้ก็เข้าทาง!”
“มีแผนรึ?”
โหวหวังหันมามองผม สีหน้าของมันเปลี่ยนจากนักบุญเป็นักรบแววตาวาววับ
“แน่นอน!”
ผมยิ้ม
“พวกเราจะ... ขโมยแก่นปราณ ของพวกนางมาเป็ของพวกเรา!
นางมีกันแปดคน... อย่างน้อย ๆ ก็แปดร้อยคะแนน!!
หารสอง...ลงตัวพอดี!”
“ข้าบอกแล้วไงว่า ข้าไม่ทำร้ายอิสตรี”
“ใครบอกให้เ้าต่อสู้กับพวกนางกันเล่าพ่อหนุ่มหน้าขน!? แผนของข้าน่ะ โคตรจะเหมาะกับเ้าเลย..”
แล้วผมก็ได้เล่าแผนของผมให้มันฟัง
แต่เมื่อฟังแผนของผม หน้าขน ๆ ของมันเต็มไปด้วยความลังเล
“เอ็งแน่ใจเหรอเกลอเอ๋ย... แผนของเอ็งมันก็...ดูก้ำกึ่งอยู่นะ”
“ไม่ก้ำไม่กึ่งอะไรทั้งนั้นพวก!!”
ผมรีบหันกลับไปตะคอกใส่หน้ามันในจังหวะที่ยังวิ่งอยู่
“นายได้ใช้มือตบตีพวกนางไหม?
ก็ไม่!!
พวกนางก็ไม่เจ็บตัว!
ไม่มีเื ไม่มีรอยแผล
แบบนี้จะเรียกว่าทำร้ายได้ไง จริงไหม!?”
จิติญญานักกฎหมายสายเทาเข้าสิงผมทันที
ถึงขั้นพร้อมสาธยายต่อหน้าศาลเตี้ยแห่งยุทธภพ
“แล้วอีกอย่าง”
ผมหรี่ตาใส่มัน พร้อมเสียงกระซิบปนเ้าเล่ห์
“นายแน่ใจนะว่าไม่อยากทำ?”
เสียงผมเบา
แต่ดังพอจะจุดไฟกลางหัวไอ้ขนเฟิ้มเพื่อนผมได้
ดวงตาของซุนโหวหวังเบิกโพลง จมูกของมันค่อย ๆ ขยายออก
ใบหน้ากลายเป็สีชมพูระเรื่อเหมือนเด็กเพิ่งเห็นนางงามรำหน้าศาลเ้า
“เอาวะ!!!”
มันะโพร้อมกัดฟัน
“ถือเสียว่า... เื่นี้มันก็ก้ำ ๆ กึ่ง ๆ
มิอาจกล่าวได้ว่าเป็การทำร้ายโดยตรง แค่ตรวจสอบข้อเท็จจริงเฉย ๆ!!”
“เวรี่กู๊ด (very good) พร้อมก็เริ่มเลย!!”
“ฤทธิ์กระบองบ้านสกุลซุน กระบวนที่สอง ก้องปฐี!!”
เสียงนั้นดังขึ้นหลังจากที่ผมเพิ่งพุ่งตัวหลบพ้นแนวต้นไม้มาได้ไม่ไกล
แล้วเสียง 'ตูม!' จากการกระแทกเข้ากับหินก้อนใหญ่
เกิดฝุ่นกระจาย
ไม่มีลม
ไม่มีเสียงอื่น
มีแต่เม็ดฝุ่นที่หนาทึบจนแทบจะมองไม่เห็นมือของตัวเอง
'เพอร์เฟกต์…' ผมคิดในใจ
เพราะมันไม่ได้แค่บดบังทัศนวิสัย
แต่มันกำลังบดบังตรรกะของพวกนางด้วย
“ปกป้องคุณหนู!!”
เสียงะโของนามิดังขึ้นแทบจะทันที
ไม่มีการไล่ตามต่อ
ไม่มีใครกล้าวิ่งเข้าหาฝุ่น
พวกเธอเริ่มถอย ตั้งวงล้อมรอบตัวคนที่พวกเธอเรียกว่าคุณหนู
มีสองคนเก็บดาบแล้วหยิบอาวุธซัดขึ้นมาถือ
อีกห้าคนตีวงอยู่แนววงนอก
คนสุดท้ายที่ตรงกลาง แน่นอนว่าเป็ซากิ
แล้วดูเหมือนอุซางิซากิก็ไม่ได้รีบร้อนคิดจะตามต่อ
หากถามว่าทำไมผมยังเห็นอยู่ ทั้ง ๆ ที่ฝุ่นฟุ้งกระจายอยู่แบบนี้
ก็ด้วยเนตรจ้าวัของผมอย่างไรเล่า
นั่นก็เท่ากับว่าผมเป็ฝ่ายที่ได้เปรียบในสถานการณ์นี้
ดวงตาสีทองของผม เคลื่อนไปในม่านหมอกอย่างเงียบเชียบและว่องไว
แต่มิได้ลอยล่องเปล่า ๆ
ทุกการเคลื่อนไหวผมใส่แรงจิตควบคุมมันลงไปด้วย จากภายนอก ดวงตานั้นอาจดูเหมือนเพียงภาพลวง
แต่สำหรับคนที่ตกอยู่ภายใต้แรงกดดันและควันหนาทึบ
สิ่งที่ผมลอยผ่านคือของจริง สำหรับจิตใจของพวกนาง
เคล้ง.. ฉึก!!
เสียงแรกดังขึ้น
“อ๊าย!!”
เสียงหวีดแหลมของหญิงคนหนึ่งดังขึ้นทันที
ผมยิ้มก่อนจะเคลื่อนดวงตาอสรพิษไปอีกทิศ
เคล้ง…แคว๊ก!!
“อ้างงงง!! มันลวนลามข้า!!”
ฉึก…!!
“กรี๊ดดดด!!”
แคว๊ก!!
“ว๊ายยย!!”
ฉึก…หมับ!!
“มะ...มะ...มัน!!”
ผมขอออกตัวเอาไว้ก่อน ว่าทั้งหมดที่เกิดขึ้น ผมไม่ได้เป็คนที่ลวนลามพวกเธอนะ
ผมมีหน้าที่แค่ระบุพิกัดภายใต้ม่านหมอกนั้นให้โหวหวัง และในแผนของผมไม่ได้บอกมันสักคำว่าให้ไปลวนลามพวกเธอน่ะ
ผมแค่บอกให้มันไปขโมยบางอย่างมาจากพวกเธอก็เท่านั้นเอง
หากจะให้ผมผิด..
ผมขอน้อมรับแค่กึ่งหนึ่งเท่านั้น!!
ผมแสยะยิ้ม ก่อนะโออกมาจากม่านหมอก
“โหวหวัง…! ไหนเปิดพัดลมพัดควันพวกนี้ออกไปให้พี่ทีสิ!!”
เ้าเพื่อนของผมก็ได้ทำการควงกระบองหมุนจนเกิดกระแสลมขึ้น
ไม่นาน..
สายลมที่โหวหวังสร้างขึ้นก็ได้พัดฝุ่นที่ฟุ้งอยู่ออกไปจนหมด
ผมยังคงยิ้มอย่างย้ามใจ ก่อนจะพูดและแบมือออกไปทางด้านข้าง
“ไหน.. โหวหวัง!! ขอดูของที่ใช้ให้ไปหยิบฉวยมาหน่อยสิ้..”
ด้านโหวหวังนั้นเหมือนรู้งาน มันรีบหยุดกระบองในมือก่อนจะกระโจนกลับมายืนข้างผม
พร้อมด้วยยัดของที่มันฉวยมาได้ลงใส่มือผม
“ขอบใจมากนะแม่นาง ที่อุส่าห์เก็บคะแนนมะ..มา.... โหวหวัง!! นี่เอ็งไปเอาอะไรมาน่ะ”
ตอนแรกผมก็กำลังยิ้มอย่างซะใจอยู่ แต่พอได้มองของที่อยู่ในมือก็ถึงกับทำให้ผมแทบจะโยนของนั้นทิ้ง
มันคือชุดชั้นในของผู้หญิง
แล้วในทันที ผมก็ได้รีบหันไปทางไอ้จอมหื่นเพื่อนผม
“นี่ข้าบอกให้เ้าขโมยพวกถุงมิติหรือแหวนมิติของพวกนางมาอย่างไรโหวหวัง!!
ไหนเ้าไปเอาของพวกนี้มันกัน!!”
“ก็ฉันมองไม่เห็น ก็เลยหยิบอะไรใกล้ ๆ มือตอนนั้นมาแทนน่ะเกลอเอ๋ย”
เท่านั้นแหละ ผมแทบอยากจะถีบส่งไอ้หมอนั่นไปให้พวกผู้หญิงรุมทึ้งเลย
มันไม่รู้หรอว่าสิ่งที่มันทำสามารถทำให้มันติดคุกหัวโตได้เลยในโลกของผม
แล้วไอ้ตัวไหนที่มันบอกว่ามันไม่มีวันทำร้ายสตรีน่ะ!
แบบนี้มันยิ่งกว่าการทำร้ายอีกนะ!
แล้วเมื่อพวกเธอเห็นสิ่งที่ผมเพิ่งโยนทิ้งลงไปก็ได้ทำในสิ่งที่ธรรมชาติที่สุดของผู้หญิง
“กรี๊ดดดดดดดดดดดด!!” ×7
หูผมแทบดับ