บทที่ 138 เดินหมากด้วยกัน
ชิงหมินเพิ่งประสบพบเจอกับคำขู่ที่เกือบทำให้ใบหน้าของเขาเกือบระเบิดออกก็ครั้งนี้ ดีที่หวงซีเฉิงไม่รังแกกันมากเกินไป หลังจากที่ชิงหมินหลับหูหลับตารับปาก คนก็ปล่อยให้เขาเป็นอิสระจากการพันธนาการ ดังนั้นชิงหมินจึงถือโอกาสนี้วิ่งหนีออกไปด้วยการขึ้นหลังของเจ้าสิงโตน้อย
ซีเฉิงไม่ได้ติดตามไป เขาเพียงปล่อยให้วิญญาณคอยดูแลความปลอดภัยให้เท่านั้น ในขณะเดียวกันก็กลับมาจัดเตรียมที่พักสำหรับคืนนี้ เพื่อให้ชิงหมินได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด
กลิ่นอาหารที่ทำสดๆร้อนๆเรียกให้คนตัวเล็กกลับมาในเวลาไม่นานนัก เจ้าสิงโตน้อยตัวสะอาดขึ้นมาก คงจะพากันไปกระโดดน้ำเล่น ชิงหมินเองก็อาบน้ำกลับมาแล้วเช่นกัน กลิ่นหอมของดอกไม้และสมุนไพรรอบๆยังติดตัวเขามาด้วย
“ถึงเวลาอาหารแล้วหรือ?” ราวกับกลิ่นของกินได้ทำให้คนลืมเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดไปแล้ว หลี่ชิงหมินลงจากหลังของสิงโตน้อยแล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสดใส
“กินได้แล้ว แต่ยังมีของอย่างอื่นที่กำลังเตรียมอยู่ด้วย กินไปทำไปจะทำให้เจ้ารู้สึกอร่อยมากขึ้น”
“โอ้ เช่นนั้นก็เริ่มเลยเถอะ” ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีส้มเนื่องจากแสงตะวันกำลังจะลับขอบฟ้าไป ใบหน้าของคนทั้งคู่มีสีสะท้อนจนทำให้ดูอบอุ่นมากกว่าเดิม
กองไฟดวงเล็กๆถูกก่อขึ้นตามจุดพัก เสียงนกที่บินกลับรังของมันยิ่งทำให้บรรยากาศโดยรอบดีมากขึ้นอีก ชิงหมินกินอาหารและดื่มชาดอกไม้ของเขาด้วยความสบายใจ พวกเขาไม่ได้กินอย่างรีบร้อน ชมบรรยากาศตั้งแต่เย็นจนถึงเวลามืดค่ำ แสงตะวันที่หายไปเปลี่ยนเป็นแสงของดวงดาวระยิบระยับด้านบนแทน ให้ความงดงามในอีกรูปแบบหนึ่ง
“เริ่มดึกแล้ว น้ำค้างอาจจะทำให้เจ้าป่วยได้ กินขนมหวานชิ้นนี้แล้วเข้าไปคุยเล่นในกระโจมเถอะ” หวงซีเฉิงรับรู้ถึงความเย็นที่เพิ่มขึ้น แม้ว่าชิงหมินอยากจะนั่งต่ออีกสักหน่อย แต่เขาก็รู้สึกเหมือนกันว่าอากาศข้างนอกเริ่มเย็นเกินไปแล้ว
คนตัวเล็กดื่มชาอีกถ้วยแล้วจึงรีบหนีเข้าไปในกระโจมก่อน หวงซีเฉิงมองตามแผ่นหลังของเขาแล้วเดินอาดๆเข้าไป หากที่นี่มีคนอื่นอยู่ด้วย เขาย่อมไม่กล้าทำลายชื่อเสียงของชิงหมิน แต่ตอนนี้มีลำพังพวกเขาเท่านั้น ตั้งแต่สงครามครั้งก่อน พวกเขาก็แทบจะนอนอยู่ด้วยกันทุกคืน ชิงหมินอยู่ในอ้อมแขนของเขาและหลับอยู่ในนั้นตลอดเวลา ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องคิดมากเกี่ยวกับเรื่องนี้
“ได้ยินว่าท่านเล่นหมากรุกเก่งมาก ข้าเตรียมหมากรุกมาด้วย อยากจะประชันกับท่านได้หรือไม่”
“หืม? เอาสิ” ซีเฉิงไม่เคยเห็นชิงหมินเล่นหมากรุกมาก่อน กระทั่งตอนที่ให้วิญญาณติดตามอีกฝ่ายใกล้ชิด ก็ไม่เคยเห็นเด็กแสบผู้นี้เดินหมากกับผู้ใด
อันที่จริงซีเฉิงเป็นคนหนึ่งที่ชอบเดินหมากกระดานมาก บิดาของเขามักจะใช้เวลาส่วนหนึ่งเพื่อขัดเกลาให้เขารู้จักคิดและวางแผนอย่างรอบคอบ แต่เมื่อบิดาจากไป ซีเฉิงก็ยังไม่เคยได้เดินหมากกับใครอีกเลย
“เจ้าอย่าประมาทข้าเชียวล่ะ” ชิงหมินแสยะยิ้ม
เขาตั้งใจเตรียมหมากและกระดานมาด้วยตนเอง ย่อมมีแผนการอยู่ในใจอยู่แล้ว
ที่ผ่านมา ไม่ว่าซีเฉิงผู้เป็นพระเอกจะทำสิ่งใดล้วนเก่งกาจกว่าเขาทั้งสิ้น ชิงหมินจึงรู้สึกเหมือนว่าเขาได้เจอกับความพ่ายแพ้อยู่ตลอดเวลา แต่...ถ้าพูดถึงการเดินหมาก แม้ว่าชิงหมินจะไม่ใช่คนเก่ง แต่เขาเคยทำการศึกษาวิธีเดินหมากอยู่บ้าง
ในยุคสมัยใหม่ การเดินหมากมีวิธีการเล่นของมันอยู่ ยิ่งถ้าฝึกเล่นกับ “บอท” หรือพวก “เอไอ” บ่อยๆ ก็จะจำรูปแบบการเล่นของพวกมันได้ ชิงหมินช่วงเรียนมหาวิทยาลัยนั้นต้องการเอาชนะคอมพิวเตอร์เหล่านี้ เขานั่งเล่นมันทั้งวันทั้งคืนในช่วงปิดภาคเรียน จนสุดท้ายจดจำรูปแบบการเล่นได้เกือบทั้งหมด
มาดูเถอะว่าหวงซีเฉิงผู้นี้จะเก่งกาจกว่าบอทหรือไม่? หากเขาเป็นฝ่ายเอาชนะได้จริงๆ อย่างนั้นเขาก็สามารถโอ้อวดการเดินหมากของตนเองได้แล้ว
ซีเฉิงเห็นสายตามั่นใจของชิงหมิน แรกเริ่มคิดจะยอมอ่อนข้อให้ ไม่อยากทำร้ายเด็กน้อยของเขามากเกินไป แต่ทันทีที่เขาขยับหมากตัวแรก ชิงหมินก็เคลื่อนไหวโดยไม่ต้องคิดซ้ำสองด้วยซ้ำ การแสดงออกเช่นนี้มีเพียง 2 อย่างเท่านั้น หนึ่งคือเล่นไม่เป็นเลย หรือสอง...เขามั่นใจในฝีมือมาก ทั้งยังต้องมีความเชี่ยวชาญในการเดินหมากสูงด้วย
คนตัวโตไม่รู้ว่าเป็นวิธีการแบบไหน เขายังคิดว่าชิงหมินอาจจะใช้ทักษะตรวจสอบของตนเองเพื่อโกงกระดานหมากก็ได้ ทว่าหลังจากเดินไปได้ 10 ตา ซีเฉิงก็รู้แล้วว่าเขาควรต้องตั้งใจให้มากขึ้น
ชิงหมินเดินหมากโดยไม่เสียเวลาคิด ต่างจากเขาที่ต้องหยุดและคำนวนเส้นทางที่หมากจะไปข้างหน้าได้ก่อน เดิมทีคิดจะปล่อยให้ชิงหมินเอาชนะได้ หรืออาจจะเสมอกัน ทว่า...ตอนนี้เขารู้สึกว่าทักษะเดินหมากที่ตนเองและบิดาภูมิใจหนักหนากำลังถูกทำลายลง
หวงซีเฉิงถูกกระตุ้นให้อยากจะเอาชนะขึ้นมาบ้างแล้ว เขายิ่งรัดกุมมากขึ้น แถมยังใช้การตรวจสอบสีหน้าท่าทางของคู่ต่อสู้ไปด้วย แต่ชิงหมินนอกจากจะนั่งวางหมากอย่างสบายใจแล้ว ก็ไม่มีการแสดงความรู้สึกอื่นเลย
เขามองไม่ออก!!
ทิศทางของหมากกระดานนี้ เขามองไม่ออกเลยว่าจะเป็นอย่างไรต่อ! คำของบิดาที่เคยสั่งสอนเขาเกี่ยวกับเรื่องการเดินหมากและนิสัยของผู้คน มันทำให้ซีเฉิงคิดเกี่ยวกับชิงหมินให้มากขึ้น
หลายต่อหลายครั้ง ชิงหมินของเขานั้นวางตัวอย่างสบายๆกับทุกอย่างเหมือนกับการวางหมากนี้ แต่ซีเฉิงได้รู้เบื้องหลังความคิดของเจ้าเด็กแสบแล้ว ปรากฏว่าคนเก็บความกังวลใจของตนเองเอาไว้ ทั้งยังพยายามจะคิดแก้ปัญหาทั้งหมดด้วยตนเองด้วย
การที่ชิงหมินเป็นอย่างนี้ มันมีทั้งด้านดีและไม่ดี หวงซีเฉิงหยุดมือของเขา ไม่ได้วางหมากอีกต่อไป การกระทำของเขาทำให้ชิงหมินผู้ไม่ได้คิดว่าซีเฉิงจะหยุดมือกลางทางต้องเงยหน้าขึ้นมองเขา
“ชิงหมิน....เจ้าคือความสบายใจของข้า”
“ห๊า?” ชิงหมินเกือบจะเซถอยหลัง จู่ๆเจ้าปีศาจร้ายตนนี้ต้องการจะพูดอะไรอีกกันล่ะ เขาตามความคิดอีกฝ่ายไม่ทันแล้ว
“แล้วข้า...ก็อยากจะเป็นความสบายใจให้เจ้าเช่นกัน”
“...............”
“ในอนาคต เจ้าคิดสิ่งใด อยากทำสิ่งใดให้บอกแก่ข้า จำเอาไว้ว่าข้าจะไม่ปฏิเสธเจ้า” ซีเฉิงกล่าวอย่างหนักแน่น ถ้อยคำที่จริงใจแต่มาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยทำให้ชิงหมินไม่เข้าใจอยู่บ้าง ถึงอย่างนั้นเขาก็พยักหน้ารับสองสามครั้ง
“เจ้าทำตัวแปลกประหลาดเช่นนี้ อยากจะล้มกระดานหมากหรือ?” ชิงหมินเปลี่ยนประเด็น ไม่ยอมสบตากับคนตรงหน้าอีก
“ข้าแพ้แล้ว ข้าย่อมแพ้ต่อเจ้า”
“นะ นั่น...ข้ารู้อยู่แล้ว เจ้าเดินหมากเช่นนี้ย่อมต้องถูกข้าต้อนจนจนมุม”
“ใช่” ซีเฉิงยิ้มรับ ชิงหมินว่าอย่างไรเขาก็ว่าอย่างนั้น ไม่แม้แต่จะรักษาใบหน้าของตนเอง
“ชิ! เช่นนั้น ในเมื่อเจ้าแพ้ต่อข้า ก็ต้องมีของกำนัลให้ข้าด้วย” ถึงแม้คำขอนี้จะมาอย่างกะทันหันและไม่ได้ตกลงกันมาก่อน แต่ซีเฉิงก็พยักหน้าเห็นด้วย
“ใช่แล้ว ข้าย่อมต้องมีของให้แก่เจ้า” เขาว่าอย่างนั้นก่อนจะหยิบเอากำไลข้อมือที่เตรียมเอาไว้ก่อนหน้านี้ออกมา
มันเป็นกำไลหยกบางสีขาววงหนึ่ง ดูแล้วไม่ได้สะดุดตาอะไร แต่ทันทีที่หวงซีเฉิงสวมมันบนข้อมือของชิงหมิน กลับดูเข้ากันกับผิวขาวของเขาเป็นอย่างดี
“มอบเครื่องประดับให้ข้าหรือ?”
“เหมาะกับเจ้าดี” หวงซีเฉิงตอบกลับ แต่ใบหน้าของชิงหมินกลับบิดเบี้ยวเล็กน้อย
“เหอ เหอ...” คราแรก ชิงหมินเพียงหยอกเย้าคนให้เท่านั้น ไม่ได้คิดว่าเขาจะได้รับสมบัติเล็กๆน้อยๆนี้มาครอบครองทันทีที่เอ่ยปาก อย่างไรก็ตาม...หนักกว่านั้นก็คือ กำไลในมือของเขามันไม่ใช่เพียงเครื่องประดับธรรมดาๆเท่านั้น
เขาใช้ทักษะของตนเองในการตรวจสอบ ปรากฏว่ากำไลข้อมือนี้เป็นสิ่งที่คนตัวโตเตรียมเอาไว้ให้เขาโดยเฉพาะ คุณสมบัติของมันก็คือ “โล่ป้องกัน” หากผู้สวมใส่ถูกโจมตี จะสามารถสร้างโล่ป้องกันการโจมตีได้ 3 ครั้ง แน่นอนว่าเป็นประโยชน์ต่อเขาอย่างมาก ชิงหมินเองก็ชื่นชอบมันไม่น้อยเช่นกัน เพียงแต่...ลวดลายบนเนื้อกำไลนั้นทำให้เขารู้สึกเขินอายอยู่บ้าง
- คนของหวงซีเฉิง –
แม้จะเป็นถ้อยคำสั้นๆ และมีขนาดตัวที่ไม่ได้ใหญ่โตโดดเด่นอะไร เนื่องจากมันแกะสลักลงบนเนื้อกำไลนั้นเลย หากไม่สังเกตย่อมมองไม่เห็น แต่ถ้าใช้เวลากับมันเกิน 5 วินาที คำว่า “คนของหวงซีเฉิง” นั้นย่อมถูกมองออกได้
ชิงหมินไม่รังเกียจที่จะสวมใส่ของขวัญจากผู้อื่น กระนั้นการได้รับของชิ้นนี้มา ก็ทำให้เขารู้สึกเขินอายอยู่บ้าง
เจ้าบุรุษร่างใหญ่ตรงหน้านี้ไม่มีความเขินอายบ้างเลยหรือ? อยากให้เขาสวมใส่กำไลข้อมือนี้ไปรอบเพื่อประกาศความเป็นเจ้าของของกันและกันหรืออย่างไร
เขาเคยคิดว่าเจ้าพระเอกตัวร้ายคนนี้ไร้ซึ่งความโรแมนติกโดยสิ้นเชิง ตามบทบาทของเขาและนางเอกแล้ว ล้วนเป็นบทบาทที่ต้องต่อสู้ด้วยกัน เอาชนะอุปสรรคปัญหาต่างๆไปด้วยกัน ดังนั้นคนที่รอนิยายเรื่องนี้มีฉากรักหวานแหวว ต้องบอกเลยว่า “ยากยิ่ง”
ขนาดตอนที่นิยายจบลง พวกเขาก็ยังแยกกันอยู่ คนหนึ่งอยู่ในเมืองหลวงเพื่อทำงานราชการ อีกคนพาบุตรชายไปอยู่ชายแดน สั่งสมชื่อเสียงเพื่อกลับมาอย่างยิ่งใหญ่กว่าเดิม
เพราะเนื้อหาที่เขาอ่านเป็นเช่นนี้ ชิงหมินจึงไม่ได้เตรียมใจเพื่อรับมือกับความหวานแหววของอีกฝ่ายมาก่อน พูดตามตรง...เขาคิดภาพที่ปีศาจร้ายตนนี้กำลังคลั่งรักไม่ออกเลย
ถึงจะไม่มั่นใจว่าคนตรงหน้านี้กำลังหลงใหลเขา หรือเป็นเขาที่หลงตัวเอง แต่ชิงหมินก็รู้ว่านี่ไม่ใช่ท่าทางปกติของอีกฝ่าย กำไลข้อมือที่เตรียมพร้อมอยู่ก่อนแล้ว แปลว่าคนๆนี้กำลังใส่ใจเขาอยู่ตลอด มันเริ่มตั้งแต่ที่เจ้าตัวจับสิงโตน้อยกลับมาให้เขา ทั้งที่ได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรง ชิงหมินก็พร้อมที่จะคิดเข้าข้างตนเองอยู่แล้ว...
“ขอบคุณสำหรับของสิ่งนี้ แต่เพราะท่านสลักชื่อตนเองเอาไว้ด้วย มันคงขายไม่ได้แล้ว ดังนั้นข้าจะสวมใส่มันเอาไว้ก็แล้วกัน เก็บไปก็ไม่ทำให้คงราคาต้นเอาไว้ได้” หลี่ชิงหมินไม่อยากจะยอมรับโดยตรงต่อหน้าคนไร้ยางอายผู้นี้ว่าเขาพึงใจกับของขวัญมาก กระนั้น...คำพูดของชิงหมินก็ทำให้ซีเฉิงหัวเราะออกมาได้
“ใช่ ร้านใดกล้ารับซื้อ คงจะต้องถูกข้าทำลายทันทีเป็นแน่”
“............” ชิงหมินลอบยิ้ม ยกถ้วยชาขึ้นบังริมฝีปาก ซึ่งมันเปิดเผยให้เห็นข้อมือขาวที่สวมกำไลอยู่ บรรยากาศในกระโจมอบอุ่นขึ้นอีกเป็นเท่าตัว หลังจากนั้น...ต่อให้พวกเขาไม่พูดคุยอะไรกันเลย ก็ยังให้ความรู้สึกที่ผ่อนคลายและมีความสุขได้
หากไม่ใช่เพราะผ่านไปเพียงหนึ่งชั่วโมงกว่าๆเท่านั้น ด้านนอกก็มีจดหมายด่วนมาถึงเขา ซีเฉิงย่อมไม่ต้องการออกไปจากกระโจมที่มีกลิ่นหอมของชิงหมินฟุ้งกระจายอยู่เป็นแน่
เหมือนกับที่หลายๆคนมักจะพูดกัน ช่วงเวลาแห่งความสุขมักสั้นเสมอ จดหมายด่วนที่ได้รับในยามค่ำคืนกลับเป็นจดหมายโดยตรงจากองค์จักรพรรดิ คำสั่งด่วนให้ขบวนของหวงซีเฉิงรีบเดินทางเพื่อไปช่วยองค์รัชทายาท
คำสั่งนี้ไม่ได้อยู่ในความตั้งใจตั้งแต่แรก ทว่า....กลับเกิดเหตุขึ้นกับขบวนเดินทางอีก 2 ขบวนพร้อมๆกันอย่างน่าประหลาด ขบวนแรกถูกโจมตีโดยกลุ่มโจร พวกมันเรียกค่าไถ่เพื่อแลกกับชีวิตของขุนนางจำนวนมากในขบวนนั้น สิ่งนี้ทำให้องค์จักรพรรดิต้องออกคำสั่ง แต่งตั้งตัวแทนเพื่อไปช่วยเหลือกลับมา
ในขณะที่อีกขบวน เป็นขบวนฝั่งมารดาขององค์ชายสาม พวกเขาเจอกับภัยร้ายเช่นกัน แต่ภัยร้ายที่ว่านี้ไม่ใช่ภัยน้ำท่วมเหมือนกับขบวนขององค์รัชทายาท กลับได้เจอกับเหตุไฟป่าลุกลามในพื้นที่ เผาบ้านเรือนวอดวายไปเกือบทั้งหมด ชาวบ้านเดือดร้อนอย่างมาก สัตว์ป่าถูกเผาตายไปหมด แน่นอนว่ารวมถึงผลคันที่เป็นความหวังด้วย
หากพวกชาวบ้านต้องการต้นผลคัน พวกเขาจะต้องเข้าป่าลึกที่เสี่ยงอันตรายยิ่งกว่าเดิม ดังนั้น...ในระหว่างที่กำลังเร่งฟื้นฟูนี้ จำเป็นต้องส่งคนไปช่วย และคนที่ว่านั่นก็คือองค์ชายสามจากเมืองหลวงนั่นเอง
หวงซีเฉิงใช้เวลาตรวจสอบเกี่ยวกับเรื่องนี้ไม่นานก็รู้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น นี่คือการเคลื่อนไหวของฝั่งองค์จักรพรรดินีแน่นอน เพื่อไม่ให้บุตรชายของตนเองอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากเพียงคนเดียว สู้ทำให้ทุกการเดินทางเป็นปัญหาทั้งหมดเลยจะดีกว่า
นอกจากนี้ พระนางยังทำให้องค์ชายสามมีภารกิจรัดตัว ไม่สามารถยื่นมือเข้าไปวุ่นวายกับองค์รัชทายาทของตนเองได้ อีกทั้งการรับคำสั่งเร่งด่วนเพื่อไปช่วยผู้อื่นทำงานให้สำเร็จนี้ ไม่ถือว่าเป็นผลงานใหญ่โตอะไร เทียบกับบุตรชายของนางแล้ว....ยังอยู่คนละระดับกัน
การคิดและหาทางออกเพื่อบุตรชายได้อย่างรวดเร็วเช่นนี้ทำให้หวงซีเฉิงต้องพยักหน้ารับ สมแล้วที่นางได้ขึ้นเป็นองค์จักรพรรดินี แถมผลักดันบุตรชายของตนเองให้ขึ้นเป็นรัชทายาทได้ เพียงแต่...การกางปีกปกป้องมากเกินไปเช่นนี้ จะทำให้องค์รัชทายาทไม่สามารถเติบโตได้ด้วยตนเอง
แทนที่เขาจะได้เรียนรู้การระมัดระวังตัวที่มากขึ้นในอนาคต ก็ได้เห็นแล้วว่าถ้ามีปัญหาอะไร มารดาของเขาจะช่วยเหลืออยู่เสมอ ดังนั้นความแข็งแกร่งของรัชทายาท ไม่อาจจะเทียบกับองค์ชายสามได้เลย
……………………………………………..