อมเรศไม่ได้คาดคิดว่าเมื่อเดือนมิถุนายนมาถึงหรือพูดง่าย ๆ ว่าเข้าสู่การเปิดเทอมในเดือนที่สองความซวยจะเริ่มมาเยือน…
คาบโฮมรูมในวันศุกร์ควรจะผ่านพ้นไปตามปกติและจบลงด้วยดีตอนที่อาจารย์ศรุตาปล่อยพวกเขาแยกย้ายไปเรียนนั้น--“อมเรศเดี๋ยวตามขึ้นไปพบครูที่ห้องพักครูหมวดภาษาไทย”
ห้องพักครูหมวดภาษาไทยมันอยู่ตึก 5 แต่ห้องเรียนของเขาอยู่ตึก4 ไกลกันโคตร ๆถ้าเป็นฝรั่งคงอยากจะอุทานออกมาเป็นภาษาอังกฤษว่า What the f-ck ?
เขาเดินตามอาจารย์ศรุตาลงบันไดจากตึก4 ไปอย่างระมัดระวังและเว้นระยะห่าง
ครูหลายคนมองมานักเรียนหลายคนซุบซิบนินทา มือของอมเรศกำแน่นจนเส้นเลือดปูดโปนภาวนาอย่าให้พ่อแม่มาเห็นตอนนี้ เขายังไม่พร้อมจริง ๆตอนที่ลงบันไดผ่านหน้าห้องหมวดสังคมใจเขาเต้นโครมคราม มองไปไม่เห็นแม่นั่งอยู่ที่โต๊ะก็แปลว่าค่อยยังชั่วแม่คงออกไปโฮมรูม อย่างน้อยก็ยังไม่กลับมา
เขาเดินตามอาจารย์ศรุตาขึ้นบันไดไปยังชั้นสามซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของห้องหมวดภาษาไทย
ในนั้นไม่มีครูคนอื่นอยู่ค่อยยังชั่ว… อย่างน้อยหน้าก็ยังถูกฉีกพอประมาณ คงไม่ถูกฉีกหน้าไปมากกว่านี้
อมเรศนั่งลงคุกเข่าที่พื้นในอกของเขาเต้นราวกับตีกลอง แต่พยายามรักษาความสุขุมบนใบหน้าไว้อาจารย์ศรุตาวางกระเป๋าลง นั่งบนเก้าอี้และเริ่มพูดสายตาคู่นั้นหรี่ลงมองอมเรศอย่างเป็นปฏิปักษ์แท้จริง
“ฉันว่าฉันพูดกับเธอแล้วนะเรื่องทรงผม”
น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาเย็นเยียบและเชือดเฉือนอมเรศไม่เข้าใจว่าเขาทำอะไรผิดในเมื่อเขาได้ให้คำอธิบายไปแล้วว่าแม่ของเขาตัดให้
“...”
“มันใช่ทรงนักเรียนไหมนี่เป็นโรงเรียนประจำจังหวัดนะ ถ้าอยากทำตามใจเธอควรออกไปเรียนโรงเรียนอื่น”
“...”
“ทำเสียชื่อโรงเรียนทำตัวเป็นกาฝาก”
“...”
อมเรศไม่โต้ตอบสักคำแต่มือของเขากำขอบชายกางเกงนักเรียนของตัวเองแน่น
“ดีเนอะมีแม่ปากแซ่บแม่ที่ทำตัวแปลก ๆ แบบนั้นคงถ่ายทอดมาถึงเธอด้วยสินะ”
“อาจารย์ไม่มีสิทธิ์มาว่าแม่ของผมนะครับ”นี่เป็นประโยคแรกที่เขาพูดหลังเงียบอยู่นาน
“ทำไมฉันจะว่าไม่ได้ฉันเรียนมาที่เดียวกับแม่ของเธอ ไม่นึกว่าจะต้องมาบรรจุโรงเรียนเดียวกันอีกกงกรรมกงเกวียนชัด ๆ”
“...”
“ฉันจะไปถามอาจารย์ยูมิว่าตัดผมให้ลูกชายจริงหรือเปล่าถ้าเธอโกหกล่ะก็ เธอเจอดีแน่อมเรศ และฉันก็จะไปบอกหัวหน้าระดับด้วย”
‘ตามสบาย’ อมเรศคิดในใจ พอแล้ว พอกันที ! เขาเริ่มสุดจะทนกับโรงเรียนนี้ขึ้นมาจริง ๆแม่กับพ่อช่วยย้ายเขาออกจากที่นี่เดี๋ยวนี้เลยได้ไหม มีแต่ครูวางก้ามใหญ่โตแต่ละคนนี่เขื่องคับบันได แม่งเอ๊ย ทำไมกูต้องมาเรียนที่นี่กูไม่เคยคิดอยาก--ไม่เลยสักนิด !!!
เอาความบาดหมางส่วนตัวมาลงที่เขาซึ่งเป็นลูกของพ่อแม่สมควรแล้วหรือคนโต ๆ แล้วควรมีความคิดวิจารณญาณมากกว่านี้หรือไม่ยังไม่ทันรู้จักก็ฟังเสียงลือเสียงเล่าอ้าง ตรรกะวิบัติอะไรเช่นนี้
อมเรศเดินสะโหลสะเหลออกมาจากห้องหมวดภาษาไทยใจของเขาเจ็บปวดรวดร้าวอย่างรุนแรงที่ถูกกระทำเช่นนี้มากมาย ...มันไม่ใช่เพิ่งเกิดแต่มันมาตั้งแต่ม.1… เขารู้ความเกลียดชังนั้นมีอานุภาพมากมายเมื่อคนรวมกลุ่มกัน สายตา ท่าทีคนในโรงเรียนแสดงชัดเจนว่า ‘ไม่เป็นมิตร’ และ ‘ไม่ต้อนรับ’ การมีตัวตนอยู่ของเขาณ ที่แห่งนี้
คนพวกนั้นไปทำกับแม่ไม่ได้เพราะแม่เป็นครูที่นี่มานานแม่เก่งไม่มีใครสามารถวิจารณ์เรื่องการสอนของอาจารย์ยูมิได้เพราะทุ่มเทเต็มร้อยแม้มิชอบหน้าและบุคลิกส่วนตัวแค่ไหนแม่ของเขาคงจะ ปากแซ่บ จริงอย่างที่อาจารย์ศรุตาว่า เขารู้… ก็ไม่เถียง
เขาเดินมานั่งคนเดียวที่ระเบียงตรงทางเชื่อมไปตึก3...ไม่มีอารมณ์จะไปเข้าเรียนวิชาแรกสักนิด แม่งมีแต่เรื่องแย่ ๆเขาท้อและถอยอย่างสุดแสนกับชีวิตมัธยมนี่เขาอยากกลับไปที่เก่า--ที่โรงเรียนเอกชนเดิม ที่นั่นยังมีเพื่อนรุ่นเดียวกันอยู่แต่พวกนั้นคงรวยมีสตางค์มากกว่าครอบครัวของเขา เพราะแม่พ่อบอกแล้วว่า “จะเรียนต่อที่นั่นได้ยังไง เราไม่มีเงิน !”
อมเรศนั่งซึม ไปโรงเรียนอื่นดีไหมวะไว้กลับถึงบ้านลองพูดกับแม่ดู พูดวันนี้เลย ไปโรงเรียนเบญจมาภรณ์วิทย์โรงเรียนเดิมที่พ่อเคยสอนก็ได้ ไปที่ไหน… ที่ไม่ใช่ที่นี่ !
ยังเปิดเทอมมาแค่หนึ่งเดือนถ้าจะย้ายจริงคงพอไหว ยังไงแม่ก็คงไม่ใจร้ายถึงขนาดปล่อยให้ลูกชายต้องทุกข์ทรมานขมขื่นขนาดนั้น
เขานั่งซึมตามลำพัง ก้มหน้าลงมองพื้นน้ำตาหยดแล้วหยดเล่าค่อย ๆ ไหลออกมา ฟันของเขาขบเข้าหากัน เขาตัวสั่นพยายามที่จะไม่สะอื้นแบบน่าทุเรศต่อหน้าคนอื่นที่เดินผ่านคงหัวเราะเยาะกันจนฟันร่วง
มีคนคอยเหยียบซ้ำเขามากมายเขาพยายามยกแขนขึ้นปาดน้ำตาแต่มันก็ไหลไม่หยุดตอนนั้นที่มีใครคนหนึ่งเดินมาหยุดตรงหน้า คนๆ นั้นจับไหล่ของเขา “อมเรศ !”
เขาเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าแสดงความตกใจและกังวลของกฤตธีราอยู่ในการมองเห็นของเขา เขามองหน้าครูหนุ่มพูดอะไรไม่ออก และไม่แน่ใจว่าควรพูดด้วย
“เกิดอะไรขึ้นใครทำอะไรเธอ ร้องไห้ทำไม”
น้ำเสียงฝ่ายนั้นดูร้อนรน เป็นห่วงอมเรศเพิ่งเคยเห็นท่าทีนั้น เขากลืนน้ำลาย พยายามเช็ดน้ำตาและพูดว่า “ไม่ครับ ไม่มีอะไร”
“...”
อมเรศมองเห็นริมฝีปากของครูเม้มเป็นเส้นตรงกฤตธีราตัดสินใจพูดกับเขา “ตามครูมานี่”
อมเรศไม่รู้ว่าอีกฝ่ายต้องการอะไรและมันจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นกับเขาอีกเขาไม่มีทางเลือกได้แต่ลุกขึ้นและตามไปเท่านั้นเห็นทีคาบแรกเช้าวันนี้คงไม่ได้เข้าเรียนแล้ว
พวกเขาหลบมุมเข้ามาในห้องเรียนว่าง ๆห้องหนึ่ง ยืนกันอยู่ตรงประตูนั่นแหละ
“เกิดอะไรขึ้นบอกสิอมเรศ”
กฤตธีรามองเขาสายตาดูจริงจังกับคำถามมาก อมเรศหลุบตามองพื้นอย่างเดียวเขาไม่อยากพูดถึง--ไม่อยากพูดจริง ๆเพราะความเจ็บปวดของเขามันมากกว่าสิ่งที่ครูหนุ่มแค่เห็นในวันนี้นัก
“...”
คาดว่าฝ่ายนั้นคงทนไม่ไหวที่เห็นเขายืนนิ่งเลยขยับเข้ามาใกล้แล้วจับบ่าของเขาสายตาสีดำสนิทของอมเรศมองสบกับสายตาสีน้ำตาลเทาของครูเขาไม่รู้ว่าตนจะเชื่อใจแล้วเล่าได้หรือไม่ แต่คิดอีกที เขาก็ไม่มีอะไรจะเสียแล้วยังไงอาจารย์ศรุตาก็บอกว่าจะไปฟ้องหัวหน้าระดับและไปถามกับแม่ของเขาอยู่ดี
อมเรศตัดสินใจเล่าทั้งหมดเขาสะเทือนใจกับหลายสิ่งเลยร้องไห้ออกมาอีกที่จริงเขาไม่ได้อยากจะมาร้องไห้สะอึกสะอื้นต่อหน้าชายคนนี้เลยแต่มันไม่ไหวแล้วจริง!!
“เงียบซะเด็กดีครูเข้าใจแล้ว อำ อย่าร้องไห้เลยนะ”
แค่เสี้ยววินาทีที่ชื่อเล่นของเขาถูกเอื้อนเอ่ยออกมาจากริมฝีปากบางสวยนั้นอมเรศดีใจมากและแทบไม่เชื่อหูตนเอง
“อาจารย์…รู้ชื่อเล่นผมได้ยังไงครับเนี่ย”
“ทำไมจะไม่รู้ล่ะ ชื่อเล่นของเด็ก--ก็แค่ไปสืบน่ะมันไม่ยากหรอก”อมเรศค่อยยิ้มออกมาได้หน่อย กฤตธีรายิ้มให้เขาและพูดว่า “เปลี่ยนอารมณ์แล้วสิ”
“แล้วนี่เรียนวิชาอะไรคาบที่หนึ่งมันเริ่มแล้วนะ”
“ครับ--ผมจะรีบไป--”
“ไม่เป็นไรนะร้องไห้งอแงเนี่ยไม่เหมาะกับอมเรศสักนิด”
เด็กหนุ่มหัวเราะ “ผมจะพยายามแล้วกันครับ”
…
..
.
และหลังจากวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ที่ใจของอมเรศไม่สบายใจแบบสุด ๆ ถึงเหตุการณ์เมื่อวันศุกร์ที่ห้องพักครูหมวดภาษาไทย
หลังจบชั่วโมงที่สามของเช้าวันจันทร์ตอนที่อมเรศกำลังช่วยกฤตธีรายกสมุดการบ้านของเพื่อนร่วมชั้นที่ส่งทีหลังมานั้นเอง
“มาใช้อมเรศเนี่ยอาจารย์กณิศจะว่าไหมนะ”
“ไม่หรอกครับเรียกใช้ได้ตามสบายผมยินดี ...เฉพาะอาจารย์คนเดียวนะ”
คนอายุมากกว่าหันมามองหน้าเขาแล้วหัวเราะพวกเขาเดินมาด้วยกันกำลังจะขึ้นบันไดไปยังห้องพักครูหมวดภาษาต่างประเทศชั้นสองของตึก 4 อยู่แล้วถ้าหากว่าไม่เห็น อาจารย์ภารดี ซึ่งเป็นหัวหน้าระดับ ม.2 และอาจารย์ยูมิแม่ของเขากำลังยืนโต้เถียงกันล่ะก็…
“ใช่ ยูเป็นคนตัดให้เองค่ะทำไม ?” แม่ของเขาคิ้วขมวด หน้าตาแสดงอารมณ์ที่ไม่ดีสุด ๆ
“งั้นเหรอแล้วอาจารย์ตัดผมทรงนักเรียนให้ลูกหรือเปล่าล่ะคะ” อาจารย์ภารดีซึ่งเป็นหัวหน้าระดับม.2 ถาม
“ทรงนักเรียนสิคะ นี่ยูตัดปกตินะอาจารย์จะมาพูดแบบนี้ได้ไงคะ”
แม่เสียงดังมาก คนแถวนั้นเริ่มหันมามองและตัวเขา… เขาหลบไปยืนข้างหลังกฤตธีราไม่อยากมีส่วนร่วมกับเหตุการณ์ที่กำลังพาดพิงตนเองแบบนี้
“อมเรศถ้าเธอไม่สบายใจล่ะก็เดี๋ยวครูยกขึ้นไปเอง เธอไปทานข้าวเถอะ”
“ไม่--ผมจะช่วย”
“ไม่เป็นไรจริง ๆไปเถอะน่า”
พูดแบบนี้เพราะนักเรียนหนุ่มจะได้ไม่ต้องมาเดินผ่านบันไดซึ่งคู่กรณีทั้งสองยืนโต้เถียงกัน
“ผมขอโทษด้วยนะครับที่ทำให้อาจารย์ต้องลำบาก”
“โอ๊ยคิดมากน่า ไปเถอะแล้วเจอกันนะ”
“เจอกันครับ”
พออมเรศรีบหันหลังกลับไปกฤตธีราก็ยกสมุดทั้งหมดขึ้นมาเอง ร่างสูงโปร่งเดินผ่านหลังของอาจารย์ยูมิแม่ของอมเรศไปอาจารย์ยูมิไม่สนใจเหตุการณ์รอบตัวเพราะหล่อนกำลังต้องอธิบายขยายความกับอาจารย์ภารดี
“แล้วอาจารย์ศรุตาเขาไม่มาพูดกับยูเองเหรอคะยูฝากไปบอกหน่อยนะว่าขี้ขลาดจัง ที่ต้องฝากพี่มาพูด”
“น้องยูมิก็เพลา ๆลงหน่อยน่า--” อาจารย์ภารดีพยายามเบรกคงรู้ว่าอาจารย์ยูมินั้นเป็นคนอย่างไร
“ถ้าอาจารย์ศรุตาเขาบอกว่าไม่ใช่ทรงนักเรียนแล้วทรงอะไรคะยูไม่เห็นว่าผมของลูกชายยูจะมีอะไรผิดปกติตรงไหน ?”
“อมเรศตัดผมข้างหน้าสั้นเกินไป”
“ฮะ ? นั้นเป็นสิ่งที่นอนเซนส์ที่สุดที่ยูเคยได้ยินเลยนะคะ ตัดสั้นก็ว่าตัดยาวก็ว่า การศึกษาไทยนี่ยังไง ใช้ทรงผมเรียน ?”
“อาจารย์ยูมิ” ผู้อาวุโสกว่าทำหน้าระอากับครูหญิงคนนี้เหลือเกิน
“พี่เข้าใจว่าน้องยูมิเป็นคนมีอัตลักษณ์และหัวสมัยใหม่แต่ทำยังไงได้ล่ะ มันเป็นกฎระเบียบของทางโรงเรียน”
“ยูเข้าใจค่ะยูถึงได้บอกว่ายูก็แค่ตัดผมข้างหน้าของลูกสั้นเท่านั้นแล้วอาจารย์ศรุตาจะหาว่าอมเรศตัดทรงสกินเฮด ฮะ ? คือยูว่ามันออกนอกประเด็นไปนะ”
“...”
“ยูขอบอกเลยนะว่ายูเป็นคนตัดผมให้แกตลอดไม่เคยให้ออกไปตัดร้านเลย ฝากพี่ช่วยไปบอกอาจารย์ศรุตาด้วยนะคะ แล้วก็ช่วยบอกอีกว่าอย่าเอาความบาดหมางของผู้ใหญ่ไปลงที่เด็ก”
นักเรียนและครูที่เดินผ่านมองอาจารย์ยูมิเป็นตาเดียวหลายคนเดินเลี่ยงเพราะรู้ว่าธุระไม่ใช่ อาจารย์ภารดีสั่นศีรษะและเดินจากตรงนั้นไปฝ่ายอาจารย์ยูมิอารมณ์เสียกับเหตุการณ์นี้มาก หล่อนอารมณ์เสียถึงขนาดที่ว่าเปลี่ยนใจจากมุ่งหน้ากลับไปยังห้องหมวดสังคมศึกษาของตัวเองไปห้องหมวดภาษาต่างประเทศของอาจารย์กณิศผู้เป็นสามีแทน
ร่างผอมสูงของครูหญิงผมทรงนกหัวขวานที่ไว้ผมข้างหน้ายาวและไฮไลท์สีม่วงผู้มั่นใจตนเองเดินเข้าไปในห้องหมวดภาษาต่างประเทศเดินผ่านโต๊ะของอาจารย์กฤตธีราไปหาครูชายรูปร่างท้วมใส่แว่นท่าทางใจดีคนนั้น
“นี่คุณ”
“อ้าวยูมิมีอะไรมาถึงนี่เชียว”
“ออกไปคุยหน่อยฉันรู้สึกว่าเรื่องนี้มันยังไง ๆ”
กฤตธีราที่นั่งอยู่โต๊ะข้างหน้าได้ยินสิ่งที่แม่ของอมเรศพูดกับพ่อของอมเรศทุกคำชัดเจนชายหนุ่มรู้ว่าคงหนีไม่พ้นเรื่องของลูกชายหัวแก้วหัวแหวนคนนั้นแน่
อาจารย์กณิศทำหน้าเหนื่อย ๆกำลังจะทานข้าวแท้ ๆ แต่ต้องตามภรรยาออกไปเพื่อรับฟังปัญหาเรื่องลูกชาย
“อ้าวอาจารย์ยูมิทานข้าวกลางวันแล้วเหรอคะ”อาจารย์จรัสรัสที่ชอบขอเปลี่ยนชั่วโมงเอ่ยทัก
“ยังค่ะอาจารย์จรัสรัสล่ะคะ”
“ทานแล้วค่าพอดีพี่ต้องรีบไปสอนตอนบ่ายนี้”
“ค่า”
รับคำไปงั้นแหละเมื่อพ้นมาจากตรงนั้นอาจารย์ยูมิก็ยืนคุยกับอาจารย์กณิศที่ชานพักบันได
“นี่คุณยัยศรุตาหาเรื่องกับลูกของเรา”
“เรื่องอะไรอีกล่ะ”
“หล่อนหาว่าอำตัดผมทรงสกินเฮดจะบ้าตาย ก็หัวกบาลลูกฉันเป็นคนตัดให้เองแท้ ๆ”
“เฮ้อ--” ดูเหมือนว่าอาจารย์กณิศไม่อยากรับฟังเรื่องนี้เท่าใดนัก
“คุณถอนใจทำไมทำไมคุณไม่ปกป้องลูกเลย เพราะคุณทำตัวไม่น่าเกรงขามแบบเนี้ย คนถึงได้ไม่เกรงใจไงคอยดูนะ มันจะต้องมีเรื่องร้ายเกิดขึ้นกับลูกของเรามากกว่านี้”
“ยูมิใจเย็นน่าา”
“รู้งี้ฉันเอาลูกไปอยู่โรงเรียนเก่าคุณก็ดีหรอกไม่นึกว่าสังคมผู้ใหญ่มันจะไม่แยกแยะแบบนี้ เออไม่ถูกกับฉันก็แล้วมันเกี่ยวอะไรกับลูกเรา ฉันไม่เข้าใจจริงๆ”
“ยูมิที่เบญจมาภรณ์วิทย์ก็มีแบบนี้ มันเรื่องปกติ”
“เรื่องปกติ ? แต่ครูที่นั่นก็โอเคกับคุณไม่ใช่เหรอ”
“มันก็ใช่อยู่หรอก--”
“ก็นั่นไงนี่ตอนฉันสาว ๆ นะมาบรรจุที่นี่ ฉันไม่นึกเลยนะว่าที่นี่จะหัวเก่าคับแคบได้ขนาดนี้”
“เฮ้ออ” อาจารย์กณิศถอนหายใจอีกครั้ง “ให้ลูกได้เผชิญด้วยตัวเองเถอะน่าให้เขาเรียนรู้ด้วยตัวเอง เขาจะได้แข็งแกร่งขึ้น”
“แต่บางเรื่องมัน--คุณไม่เข้าใจจริงๆ นะเนี่ย”
“ยูมิเท่านี้คนที่นี่ก็เกลียดคุณกันจะแย่แล้วคุณจะทำให้พวกเขาเกลียดมากขึ้นเหรออย่าเอาปัญหามาให้ผมนักเลย มันจะทำให้ผมเข้าหน้ากับคนอื่นไม่ได้”
“คุณนี่เป็นพ่อประสาอะไรกันนะได้ ๆ ลูกชายของฉัน ฉันจะปกป้องอำเองคนเดียวก็ได้”
“คุณถามอำก่อนดีไหมว่าเขาอยากให้แม่เขาเข้ามายุ่งหรือเปล่ายูมิผมจะบอกให้นะ บางทีอำน่ะ เขากำลังจะทำอะไรในสิ่งที่เราไม่รู้สิ่งที่ทั้งคุณทั้งผมก็คงคาดไม่ถึงเชียวล่ะ”
“หมายความว่ายังไงคุณจะพูดอะไร”
“คุณเหมือนสนิทกับลูกมากกว่าผมนะคอยดูไปเถอะ แล้วคุณจะรู้ว่าผมหมายถึงอะไร”
อาจารย์กณิศส่ายศีรษะเดินเลี่ยงภรรยากลับขึ้นไปที่หมวดตามเดิม สิ่งที่เจ้าตัวพูดเป็นเพราะเจ้าตัวสังเกต… อาจารย์กณิศเป็นคนคมในฝัก เขาไม่พูดมาก แต่คอยสังเกตสังกาและลางสังหรณ์ของอาจารย์กณิศก็มักไม่ผิด…
เขานั่งอยู่ข้างหลังโต๊ะของครูหนุ่มคนนั้นเขามองออกนะ ...ว่าอะไรเป็นอะไร…
แค่เพียงว่าเขาเลือกที่จะพูดหรือไม่...ก็เท่านั้น…