ศีลไม่เสมอ

    บทที่ 9

            อมเรศไม่ได้คาดคิดว่าเมื่อเดือนมิถุนายนมาถึงหรือพูดง่าย ๆ ว่าเข้าสู่การเปิดเทอมในเดือนที่สองความซวยจะเริ่มมาเยือน…

            คาบโฮมรูมในวันศุกร์ควรจะผ่านพ้นไปตามปกติและจบลงด้วยดีตอนที่อาจารย์ศรุตาปล่อยพวกเขาแยกย้ายไปเรียนนั้น--“อมเรศเดี๋ยวตามขึ้นไปพบครูที่ห้องพักครูหมวดภาษาไทย”

            ห้องพักครูหมวดภาษาไทยมันอยู่ตึก 5 แต่ห้องเรียนของเขาอยู่ตึก4 ไกลกันโคตร ๆถ้าเป็นฝรั่งคงอยากจะอุทานออกมาเป็นภาษาอังกฤษว่า What the f-ck ?

            เขาเดินตามอาจารย์ศรุตาลงบันไดจากตึก4 ไปอย่างระมัดระวังและเว้นระยะห่าง

            ครูหลายคนมองมานักเรียนหลายคนซุบซิบนินทา มือของอมเรศกำแน่นจนเส้นเลือดปูดโปนภาวนาอย่าให้พ่อแม่มาเห็นตอนนี้ เขายังไม่พร้อมจริง ๆตอนที่ลงบันไดผ่านหน้าห้องหมวดสังคมใจเขาเต้นโครมคราม มองไปไม่เห็นแม่นั่งอยู่ที่โต๊ะก็แปลว่าค่อยยังชั่วแม่คงออกไปโฮมรูม อย่างน้อยก็ยังไม่กลับมา

            เขาเดินตามอาจารย์ศรุตาขึ้นบันไดไปยังชั้นสามซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของห้องหมวดภาษาไทย

            ในนั้นไม่มีครูคนอื่นอยู่ค่อยยังชั่ว… อย่างน้อยหน้าก็ยังถูกฉีกพอประมาณ คงไม่ถูกฉีกหน้าไปมากกว่านี้

            อมเรศนั่งลงคุกเข่าที่พื้นในอกของเขาเต้นราวกับตีกลอง แต่พยายามรักษาความสุขุมบนใบหน้าไว้อาจารย์ศรุตาวางกระเป๋าลง นั่งบนเก้าอี้และเริ่มพูดสายตาคู่นั้นหรี่ลงมองอมเรศอย่างเป็นปฏิปักษ์แท้จริง

            “ฉันว่าฉันพูดกับเธอแล้วนะเรื่องทรงผม”

            น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาเย็นเยียบและเชือดเฉือนอมเรศไม่เข้าใจว่าเขาทำอะไรผิดในเมื่อเขาได้ให้คำอธิบายไปแล้วว่าแม่ของเขาตัดให้

            “...”

            “มันใช่ทรงนักเรียนไหมนี่เป็นโรงเรียนประจำจังหวัดนะ ถ้าอยากทำตามใจเธอควรออกไปเรียนโรงเรียนอื่น”

            “...”

            “ทำเสียชื่อโรงเรียนทำตัวเป็นกาฝาก”

            “...”

            อมเรศไม่โต้ตอบสักคำแต่มือของเขากำขอบชายกางเกงนักเรียนของตัวเองแน่น

            “ดีเนอะมีแม่ปากแซ่บแม่ที่ทำตัวแปลก ๆ แบบนั้นคงถ่ายทอดมาถึงเธอด้วยสินะ”

            “อาจารย์ไม่มีสิทธิ์มาว่าแม่ของผมนะครับ”นี่เป็นประโยคแรกที่เขาพูดหลังเงียบอยู่นาน

            “ทำไมฉันจะว่าไม่ได้ฉันเรียนมาที่เดียวกับแม่ของเธอ ไม่นึกว่าจะต้องมาบรรจุโรงเรียนเดียวกันอีกกงกรรมกงเกวียนชัด ๆ”

            “...”

            “ฉันจะไปถามอาจารย์ยูมิว่าตัดผมให้ลูกชายจริงหรือเปล่าถ้าเธอโกหกล่ะก็ เธอเจอดีแน่อมเรศ และฉันก็จะไปบอกหัวหน้าระดับด้วย”

            ‘ตามสบาย’ อมเรศคิดในใจ พอแล้ว พอกันที ! เขาเริ่มสุดจะทนกับโรงเรียนนี้ขึ้นมาจริง ๆแม่กับพ่อช่วยย้ายเขาออกจากที่นี่เดี๋ยวนี้เลยได้ไหม มีแต่ครูวางก้ามใหญ่โตแต่ละคนนี่เขื่องคับบันได แม่งเอ๊ย ทำไมกูต้องมาเรียนที่นี่กูไม่เคยคิดอยาก--ไม่เลยสักนิด !!!

            เอาความบาดหมางส่วนตัวมาลงที่เขาซึ่งเป็นลูกของพ่อแม่สมควรแล้วหรือคนโต ๆ แล้วควรมีความคิดวิจารณญาณมากกว่านี้หรือไม่ยังไม่ทันรู้จักก็ฟังเสียงลือเสียงเล่าอ้าง ตรรกะวิบัติอะไรเช่นนี้

            อมเรศเดินสะโหลสะเหลออกมาจากห้องหมวดภาษาไทยใจของเขาเจ็บปวดรวดร้าวอย่างรุนแรงที่ถูกกระทำเช่นนี้มากมาย ...มันไม่ใช่เพิ่งเกิดแต่มันมาตั้งแต่ม.1… เขารู้ความเกลียดชังนั้นมีอานุภาพมากมายเมื่อคนรวมกลุ่มกัน สายตา ท่าทีคนในโรงเรียนแสดงชัดเจนว่า ‘ไม่เป็นมิตร’ และ ‘ไม่ต้อนรับ’ การมีตัวตนอยู่ของเขาณ ที่แห่งนี้

            คนพวกนั้นไปทำกับแม่ไม่ได้เพราะแม่เป็นครูที่นี่มานานแม่เก่งไม่มีใครสามารถวิจารณ์เรื่องการสอนของอาจารย์ยูมิได้เพราะทุ่มเทเต็มร้อยแม้มิชอบหน้าและบุคลิกส่วนตัวแค่ไหนแม่ของเขาคงจะ ปากแซ่บ จริงอย่างที่อาจารย์ศรุตาว่า เขารู้… ก็ไม่เถียง

            เขาเดินมานั่งคนเดียวที่ระเบียงตรงทางเชื่อมไปตึก3...ไม่มีอารมณ์จะไปเข้าเรียนวิชาแรกสักนิด แม่งมีแต่เรื่องแย่ ๆเขาท้อและถอยอย่างสุดแสนกับชีวิตมัธยมนี่เขาอยากกลับไปที่เก่า--ที่โรงเรียนเอกชนเดิม ที่นั่นยังมีเพื่อนรุ่นเดียวกันอยู่แต่พวกนั้นคงรวยมีสตางค์มากกว่าครอบครัวของเขา เพราะแม่พ่อบอกแล้วว่า “จะเรียนต่อที่นั่นได้ยังไง เราไม่มีเงิน !”

            อมเรศนั่งซึม ไปโรงเรียนอื่นดีไหมวะไว้กลับถึงบ้านลองพูดกับแม่ดู พูดวันนี้เลย ไปโรงเรียนเบญจมาภรณ์วิทย์โรงเรียนเดิมที่พ่อเคยสอนก็ได้ ไปที่ไหน… ที่ไม่ใช่ที่นี่ !

            ยังเปิดเทอมมาแค่หนึ่งเดือนถ้าจะย้ายจริงคงพอไหว ยังไงแม่ก็คงไม่ใจร้ายถึงขนาดปล่อยให้ลูกชายต้องทุกข์ทรมานขมขื่นขนาดนั้น

            เขานั่งซึมตามลำพัง ก้มหน้าลงมองพื้นน้ำตาหยดแล้วหยดเล่าค่อย ๆ ไหลออกมา ฟันของเขาขบเข้าหากัน เขาตัวสั่นพยายามที่จะไม่สะอื้นแบบน่าทุเรศต่อหน้าคนอื่นที่เดินผ่านคงหัวเราะเยาะกันจนฟันร่วง

            มีคนคอยเหยียบซ้ำเขามากมายเขาพยายามยกแขนขึ้นปาดน้ำตาแต่มันก็ไหลไม่หยุดตอนนั้นที่มีใครคนหนึ่งเดินมาหยุดตรงหน้า คนๆ นั้นจับไหล่ของเขา “อมเรศ !”

            เขาเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าแสดงความตกใจและกังวลของกฤตธีราอยู่ในการมองเห็นของเขา เขามองหน้าครูหนุ่มพูดอะไรไม่ออก และไม่แน่ใจว่าควรพูดด้วย

            “เกิดอะไรขึ้นใครทำอะไรเธอ ร้องไห้ทำไม”

            น้ำเสียงฝ่ายนั้นดูร้อนรน เป็นห่วงอมเรศเพิ่งเคยเห็นท่าทีนั้น เขากลืนน้ำลาย พยายามเช็ดน้ำตาและพูดว่า “ไม่ครับ ไม่มีอะไร”

            “...”

            อมเรศมองเห็นริมฝีปากของครูเม้มเป็นเส้นตรงกฤตธีราตัดสินใจพูดกับเขา “ตามครูมานี่”

            อมเรศไม่รู้ว่าอีกฝ่ายต้องการอะไรและมันจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นกับเขาอีกเขาไม่มีทางเลือกได้แต่ลุกขึ้นและตามไปเท่านั้นเห็นทีคาบแรกเช้าวันนี้คงไม่ได้เข้าเรียนแล้ว

            พวกเขาหลบมุมเข้ามาในห้องเรียนว่าง ๆห้องหนึ่ง ยืนกันอยู่ตรงประตูนั่นแหละ

            “เกิดอะไรขึ้นบอกสิอมเรศ”

            กฤตธีรามองเขาสายตาดูจริงจังกับคำถามมาก อมเรศหลุบตามองพื้นอย่างเดียวเขาไม่อยากพูดถึง--ไม่อยากพูดจริง ๆเพราะความเจ็บปวดของเขามันมากกว่าสิ่งที่ครูหนุ่มแค่เห็นในวันนี้นัก

            “...”

            คาดว่าฝ่ายนั้นคงทนไม่ไหวที่เห็นเขายืนนิ่งเลยขยับเข้ามาใกล้แล้วจับบ่าของเขาสายตาสีดำสนิทของอมเรศมองสบกับสายตาสีน้ำตาลเทาของครูเขาไม่รู้ว่าตนจะเชื่อใจแล้วเล่าได้หรือไม่ แต่คิดอีกที เขาก็ไม่มีอะไรจะเสียแล้วยังไงอาจารย์ศรุตาก็บอกว่าจะไปฟ้องหัวหน้าระดับและไปถามกับแม่ของเขาอยู่ดี

            อมเรศตัดสินใจเล่าทั้งหมดเขาสะเทือนใจกับหลายสิ่งเลยร้องไห้ออกมาอีกที่จริงเขาไม่ได้อยากจะมาร้องไห้สะอึกสะอื้นต่อหน้าชายคนนี้เลยแต่มันไม่ไหวแล้วจริง!!

            “เงียบซะเด็กดีครูเข้าใจแล้ว อำ อย่าร้องไห้เลยนะ” 

            แค่เสี้ยววินาทีที่ชื่อเล่นของเขาถูกเอื้อนเอ่ยออกมาจากริมฝีปากบางสวยนั้นอมเรศดีใจมากและแทบไม่เชื่อหูตนเอง

            “อาจารย์…รู้ชื่อเล่นผมได้ยังไงครับเนี่ย”

            “ทำไมจะไม่รู้ล่ะ ชื่อเล่นของเด็ก--ก็แค่ไปสืบน่ะมันไม่ยากหรอก”อมเรศค่อยยิ้มออกมาได้หน่อย กฤตธีรายิ้มให้เขาและพูดว่า “เปลี่ยนอารมณ์แล้วสิ”

            “แล้วนี่เรียนวิชาอะไรคาบที่หนึ่งมันเริ่มแล้วนะ”

            “ครับ--ผมจะรีบไป--”

            “ไม่เป็นไรนะร้องไห้งอแงเนี่ยไม่เหมาะกับอมเรศสักนิด”

            เด็กหนุ่มหัวเราะ “ผมจะพยายามแล้วกันครับ”

            …

            ..

            .

            และหลังจากวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ที่ใจของอมเรศไม่สบายใจแบบสุด ๆ ถึงเหตุการณ์เมื่อวันศุกร์ที่ห้องพักครูหมวดภาษาไทย

            หลังจบชั่วโมงที่สามของเช้าวันจันทร์ตอนที่อมเรศกำลังช่วยกฤตธีรายกสมุดการบ้านของเพื่อนร่วมชั้นที่ส่งทีหลังมานั้นเอง

            “มาใช้อมเรศเนี่ยอาจารย์กณิศจะว่าไหมนะ”

            “ไม่หรอกครับเรียกใช้ได้ตามสบายผมยินดี ...เฉพาะอาจารย์คนเดียวนะ”

            คนอายุมากกว่าหันมามองหน้าเขาแล้วหัวเราะพวกเขาเดินมาด้วยกันกำลังจะขึ้นบันไดไปยังห้องพักครูหมวดภาษาต่างประเทศชั้นสองของตึก 4 อยู่แล้วถ้าหากว่าไม่เห็น อาจารย์ภารดี ซึ่งเป็นหัวหน้าระดับ ม.2 และอาจารย์ยูมิแม่ของเขากำลังยืนโต้เถียงกันล่ะก็…

            “ใช่ ยูเป็นคนตัดให้เองค่ะทำไม ?” แม่ของเขาคิ้วขมวด หน้าตาแสดงอารมณ์ที่ไม่ดีสุด ๆ 

            “งั้นเหรอแล้วอาจารย์ตัดผมทรงนักเรียนให้ลูกหรือเปล่าล่ะคะ” อาจารย์ภารดีซึ่งเป็นหัวหน้าระดับม.2 ถาม

            “ทรงนักเรียนสิคะ นี่ยูตัดปกตินะอาจารย์จะมาพูดแบบนี้ได้ไงคะ”

            แม่เสียงดังมาก คนแถวนั้นเริ่มหันมามองและตัวเขา… เขาหลบไปยืนข้างหลังกฤตธีราไม่อยากมีส่วนร่วมกับเหตุการณ์ที่กำลังพาดพิงตนเองแบบนี้

            “อมเรศถ้าเธอไม่สบายใจล่ะก็เดี๋ยวครูยกขึ้นไปเอง เธอไปทานข้าวเถอะ”

            “ไม่--ผมจะช่วย”

            “ไม่เป็นไรจริง ๆไปเถอะน่า”

            พูดแบบนี้เพราะนักเรียนหนุ่มจะได้ไม่ต้องมาเดินผ่านบันไดซึ่งคู่กรณีทั้งสองยืนโต้เถียงกัน

            “ผมขอโทษด้วยนะครับที่ทำให้อาจารย์ต้องลำบาก”

            “โอ๊ยคิดมากน่า ไปเถอะแล้วเจอกันนะ”

            “เจอกันครับ”

            พออมเรศรีบหันหลังกลับไปกฤตธีราก็ยกสมุดทั้งหมดขึ้นมาเอง ร่างสูงโปร่งเดินผ่านหลังของอาจารย์ยูมิแม่ของอมเรศไปอาจารย์ยูมิไม่สนใจเหตุการณ์รอบตัวเพราะหล่อนกำลังต้องอธิบายขยายความกับอาจารย์ภารดี

            “แล้วอาจารย์ศรุตาเขาไม่มาพูดกับยูเองเหรอคะยูฝากไปบอกหน่อยนะว่าขี้ขลาดจัง ที่ต้องฝากพี่มาพูด”

            “น้องยูมิก็เพลา ๆลงหน่อยน่า--” อาจารย์ภารดีพยายามเบรกคงรู้ว่าอาจารย์ยูมินั้นเป็นคนอย่างไร

            “ถ้าอาจารย์ศรุตาเขาบอกว่าไม่ใช่ทรงนักเรียนแล้วทรงอะไรคะยูไม่เห็นว่าผมของลูกชายยูจะมีอะไรผิดปกติตรงไหน ?”

            “อมเรศตัดผมข้างหน้าสั้นเกินไป”

            “ฮะ ? นั้นเป็นสิ่งที่นอนเซนส์ที่สุดที่ยูเคยได้ยินเลยนะคะ ตัดสั้นก็ว่าตัดยาวก็ว่า การศึกษาไทยนี่ยังไง ใช้ทรงผมเรียน ?”

            “อาจารย์ยูมิ” ผู้อาวุโสกว่าทำหน้าระอากับครูหญิงคนนี้เหลือเกิน

            “พี่เข้าใจว่าน้องยูมิเป็นคนมีอัตลักษณ์และหัวสมัยใหม่แต่ทำยังไงได้ล่ะ มันเป็นกฎระเบียบของทางโรงเรียน”

            “ยูเข้าใจค่ะยูถึงได้บอกว่ายูก็แค่ตัดผมข้างหน้าของลูกสั้นเท่านั้นแล้วอาจารย์ศรุตาจะหาว่าอมเรศตัดทรงสกินเฮด ฮะ ? คือยูว่ามันออกนอกประเด็นไปนะ”

            “...”

            “ยูขอบอกเลยนะว่ายูเป็นคนตัดผมให้แกตลอดไม่เคยให้ออกไปตัดร้านเลย ฝากพี่ช่วยไปบอกอาจารย์ศรุตาด้วยนะคะ แล้วก็ช่วยบอกอีกว่าอย่าเอาความบาดหมางของผู้ใหญ่ไปลงที่เด็ก”

            นักเรียนและครูที่เดินผ่านมองอาจารย์ยูมิเป็นตาเดียวหลายคนเดินเลี่ยงเพราะรู้ว่าธุระไม่ใช่ อาจารย์ภารดีสั่นศีรษะและเดินจากตรงนั้นไปฝ่ายอาจารย์ยูมิอารมณ์เสียกับเหตุการณ์นี้มาก หล่อนอารมณ์เสียถึงขนาดที่ว่าเปลี่ยนใจจากมุ่งหน้ากลับไปยังห้องหมวดสังคมศึกษาของตัวเองไปห้องหมวดภาษาต่างประเทศของอาจารย์กณิศผู้เป็นสามีแทน

            ร่างผอมสูงของครูหญิงผมทรงนกหัวขวานที่ไว้ผมข้างหน้ายาวและไฮไลท์สีม่วงผู้มั่นใจตนเองเดินเข้าไปในห้องหมวดภาษาต่างประเทศเดินผ่านโต๊ะของอาจารย์กฤตธีราไปหาครูชายรูปร่างท้วมใส่แว่นท่าทางใจดีคนนั้น

            “นี่คุณ”

            “อ้าวยูมิมีอะไรมาถึงนี่เชียว”

            “ออกไปคุยหน่อยฉันรู้สึกว่าเรื่องนี้มันยังไง ๆ”

            กฤตธีราที่นั่งอยู่โต๊ะข้างหน้าได้ยินสิ่งที่แม่ของอมเรศพูดกับพ่อของอมเรศทุกคำชัดเจนชายหนุ่มรู้ว่าคงหนีไม่พ้นเรื่องของลูกชายหัวแก้วหัวแหวนคนนั้นแน่

            อาจารย์กณิศทำหน้าเหนื่อย ๆกำลังจะทานข้าวแท้ ๆ แต่ต้องตามภรรยาออกไปเพื่อรับฟังปัญหาเรื่องลูกชาย

            “อ้าวอาจารย์ยูมิทานข้าวกลางวันแล้วเหรอคะ”อาจารย์จรัสรัสที่ชอบขอเปลี่ยนชั่วโมงเอ่ยทัก

            “ยังค่ะอาจารย์จรัสรัสล่ะคะ”

            “ทานแล้วค่าพอดีพี่ต้องรีบไปสอนตอนบ่ายนี้”

            “ค่า”

            รับคำไปงั้นแหละเมื่อพ้นมาจากตรงนั้นอาจารย์ยูมิก็ยืนคุยกับอาจารย์กณิศที่ชานพักบันได

            “นี่คุณยัยศรุตาหาเรื่องกับลูกของเรา”

            “เรื่องอะไรอีกล่ะ”

            “หล่อนหาว่าอำตัดผมทรงสกินเฮดจะบ้าตาย ก็หัวกบาลลูกฉันเป็นคนตัดให้เองแท้ ๆ”

            “เฮ้อ--” ดูเหมือนว่าอาจารย์กณิศไม่อยากรับฟังเรื่องนี้เท่าใดนัก

            “คุณถอนใจทำไมทำไมคุณไม่ปกป้องลูกเลย เพราะคุณทำตัวไม่น่าเกรงขามแบบเนี้ย คนถึงได้ไม่เกรงใจไงคอยดูนะ มันจะต้องมีเรื่องร้ายเกิดขึ้นกับลูกของเรามากกว่านี้”

            “ยูมิใจเย็นน่าา”

            “รู้งี้ฉันเอาลูกไปอยู่โรงเรียนเก่าคุณก็ดีหรอกไม่นึกว่าสังคมผู้ใหญ่มันจะไม่แยกแยะแบบนี้ เออไม่ถูกกับฉันก็แล้วมันเกี่ยวอะไรกับลูกเรา ฉันไม่เข้าใจจริงๆ”

            “ยูมิที่เบญจมาภรณ์วิทย์ก็มีแบบนี้ มันเรื่องปกติ”

            “เรื่องปกติ ? แต่ครูที่นั่นก็โอเคกับคุณไม่ใช่เหรอ”

            “มันก็ใช่อยู่หรอก--”

            “ก็นั่นไงนี่ตอนฉันสาว ๆ นะมาบรรจุที่นี่ ฉันไม่นึกเลยนะว่าที่นี่จะหัวเก่าคับแคบได้ขนาดนี้”

            “เฮ้ออ” อาจารย์กณิศถอนหายใจอีกครั้ง “ให้ลูกได้เผชิญด้วยตัวเองเถอะน่าให้เขาเรียนรู้ด้วยตัวเอง เขาจะได้แข็งแกร่งขึ้น”

            “แต่บางเรื่องมัน--คุณไม่เข้าใจจริงๆ นะเนี่ย”

            “ยูมิเท่านี้คนที่นี่ก็เกลียดคุณกันจะแย่แล้วคุณจะทำให้พวกเขาเกลียดมากขึ้นเหรออย่าเอาปัญหามาให้ผมนักเลย มันจะทำให้ผมเข้าหน้ากับคนอื่นไม่ได้”

            “คุณนี่เป็นพ่อประสาอะไรกันนะได้ ๆ ลูกชายของฉัน ฉันจะปกป้องอำเองคนเดียวก็ได้”

            “คุณถามอำก่อนดีไหมว่าเขาอยากให้แม่เขาเข้ามายุ่งหรือเปล่ายูมิผมจะบอกให้นะ บางทีอำน่ะ เขากำลังจะทำอะไรในสิ่งที่เราไม่รู้สิ่งที่ทั้งคุณทั้งผมก็คงคาดไม่ถึงเชียวล่ะ”

            “หมายความว่ายังไงคุณจะพูดอะไร”

            “คุณเหมือนสนิทกับลูกมากกว่าผมนะคอยดูไปเถอะ แล้วคุณจะรู้ว่าผมหมายถึงอะไร”

            อาจารย์กณิศส่ายศีรษะเดินเลี่ยงภรรยากลับขึ้นไปที่หมวดตามเดิม สิ่งที่เจ้าตัวพูดเป็นเพราะเจ้าตัวสังเกต… อาจารย์กณิศเป็นคนคมในฝัก เขาไม่พูดมาก แต่คอยสังเกตสังกาและลางสังหรณ์ของอาจารย์กณิศก็มักไม่ผิด…

            เขานั่งอยู่ข้างหลังโต๊ะของครูหนุ่มคนนั้นเขามองออกนะ ...ว่าอะไรเป็นอะไร…

            แค่เพียงว่าเขาเลือกที่จะพูดหรือไม่...ก็เท่านั้น…

    คล้ายกับเรื่องศีลไม่เสมอ ที่คุณอ่าน

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ]

    ข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ]

    นิยาย รัก
    1.05M 604
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    นิยาย รัก
    85K 245
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    295K 786
    ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    712K 1023
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.52M 508
    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    นิยาย รัก
    399K 392