ตอนที่8 เยี่ยมเยียน (1)
ในคุกหลวง
เว่ยเยียนหรานถูกขังไว้ในคุกชั้นในสุดเพราะเป็โทษทัณฑ์หนักทั้งห้องขังมีเพียงนางคนเดียว ช่างโชคดีอะไรอย่างนี้ นางนั่งตัวเปียกชุ่มโดยไม่สนใจความมืดหรือความอับชื้นโดยรอบแม้แต่น้อยซึ่งรวมไปถึงเงาหนูที่วิ่งผ่านไปมาข้างเท้านางด้วย ยามนี้ในใจนางสงบดุจน้ำนิ่งที่แท้เมื่อเฉยชากับความเป็ความตายก็จะไม่ใส่ใจต่ออะไรทั้งสิ้น ที่นี่ไม่มีใครหรืออะไรที่นางต้องอาลัยอาวรณ์หากแต่ก็ไม่มีใครสนใจนางเช่นเดียวกัน คนที่ห่วงใยนางนอนตัวเย็นเฉียบตรงนั้น ไม่มีทางกลับมาขยับกายหรือพูดคุยกับนางได้อีก
ขณะที่เว่ยเยียนหรานกำลังนั่งหลับตาพิงกำแพง พลันได้ยินเสียงฝีเท้าดังมาจากภายนอกก่อนตามด้วยเสียงของผู้คุมหญิงที่กล่าวขึ้นเบาๆ ว่า “พวกเ้าเร็วหน่อยเล่า ข้าเองก็สงสารเด็กคนนั้นถึงได้ให้พวกเ้าเข้ามา!”
“ขอบคุณ ขอบคุณ! ข้ารับรองได้เลยวันหลังหากท่านไปที่ร้านค้าของเราไม่ว่าท่าน้าอะไรจะไม่คิดเงินท่านสักแดงเดียว!” ชายคนหนึ่งกล่าวเสียงเบาอย่างนอบน้อม
“พูดดีพูดดี!” ได้ยินผู้คุมหญิงคนนั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงยินดีเว่ยเยียนหรานก็ได้แต่ทอดถอนใจ หากมีเงิน แม้แต่ปีศาจก็ติดสินบนได้ ต้องจ่ายไปมากเท่าไรถึงจะมีโอกาสเข้ามาเยี่ยมแบบนี้ที่นี่คือคุกหลวงเชียวนะ ทั้งยังเป็ค่ำคืนที่ลมฝนกระหน่ำเทลงมาอย่างบ้าคลั่งเสียด้วยไม่รู้ว่าใครกันเป็ผู้โชคดี
“หรานหราน” เสียงชายคนนั้นดังขึ้นที่หน้าประตูห้องขังเวลานี้ยังมีคนกล้ามาเยี่ยมนางหรือ ใครกัน
เว่ยเยียนหรานลืมตาขึ้นอย่างสงสัยจับจ้องไปที่ชายเบื้องหน้าอย่างคาดไม่ถึง ผู้มาเยือนคือท่านอารองของเว่ยเยียนหรานเว่ยเส่าเจี๋ยและหลินหว่านเอ๋อร์ภรรยาของเขา
“หรานหรานไม่ต้องกลัว!พวกเรารู้เื่ทั้งหมดแล้ว เ้าวางใจได้ อารองจะต้องคิดหาทางช่วยเ้าแน่เ้าจะต้องไม่เป็อะไร!” เว่ยเส่าเจี๋ยเห็นเว่ยเยียนหรานนิ่งเงียบไปก็คิดว่านางใจนเสียขวัญจึงรีบกล่าวปลอบใจ
“อารองอาสะใภ้รองหรือ” เว่ยเยียนหรานมองไปที่พวกเขาอย่างสับสน เดิมทีนางคิดว่าชื่อเสียงของเว่ยเยียนหรานคนเดิมจะแย่จนไม่มีใครสนใจไยดีเสียอีกอย่างไรเด็กสาวที่ถูกเลี้ยงมาแบบตามใจผู้นี้ก็เคยล่วงเกินคนไปไม่น้อยซึ่งรวมไปถึงภรรยาของเว่ยเส่าเจี๋ยด้วย
เว่ยเส่าเจี๋ยเป็พี่น้องต่างมารดาของเว่ยเส่าชิงเป็บุตรซึ่งเกิดจากอนุภรรยาที่ต้องมาเป็อนุเพราะทางบ้านตกอับจนหมดหนทางของท่านปู่อนุของท่านปู่ผู้นั้นเป็คนรู้หนังสือ ทั้งยังมีรูปโฉมงดงาม จนกลายเป็คู่เปรียบเทียบกับท่านย่าของเว่ยเยียนหรานอย่างชัดเจนท่านปู่เองก็รักใคร่อนุผู้นี้มาก
เมื่อครั้งที่เว่ยเส่าเจี๋ยยังเล็กเขาเติบโตมาอย่างสุขสบายยิ่งนักเสียดายที่ท่านปู่ของนางจากไปเร็ว ท่านย่าเข้ามาเป็ผู้ควบคุมดูแลทั้งบ้านจึงปล่อยให้อนุภรรยาและเว่ยเส่าเจี๋ยใช้ชีวิตไปตามยถากรรม ใครจะคาดคิดว่าเว่ยเส่าเจี๋ยกลับมีฝีมือด้านการค้าขายเขาเริ่มต้นจากกิจการเล็กๆ ร้านเดียว และค่อยๆ ขยับขยายเติบโตจนกลายเป็เ้าของร้านค้าในเมืองเฟิงอันหลายสิบร้านและที่จวนเว่ยโหวสามารถใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่ายได้เช่นนี้ นอกจากทรัพย์สินเดิมของมารดาเว่ยเยียนหรานก็เป็เพราะเงินที่เว่ยเส่าเจี๋ยจ่ายให้กับครอบครัวนั้นทุกเดือน
น่าเสียดายที่สภาพสังคมสมัยนี้ยึดแิ‘เชิดชูชาวนาเหยียดหยามพ่อค้า’[1] แม้เว่ยเส่าเจี๋ยจะมีเงินทองมากมายขนาดไหนฐานะของเขาก็ยังคงต้อยต่ำมาก เว่ยเยียนหรานผู้รักหน้าตาของตนมองว่าท่านอาซึ่งเป็พ่อค้าคนนี้เป็บุคคลที่สองรองลงมาจากท่านน้าผู้โง่เขลาที่ทำให้นางมิอาจสู้หน้าผู้คนในเมืองหลวงนี้ภรรยาของเว่ยเส่าเจี๋ยแม้แต่งงานกันมาหลายปีก็ยังไม่ตั้งครรภ์ เว่ยเส่าเจี๋ยเองก็ไม่ยอมแต่งอนุภรรยาเขาจึงยังไม่มีบุตรหญิงชายให้เชยชม ทำให้เว่ยเยียนหรานยกเื่นี้ขึ้นมาเป็หนึ่งในเื่ที่ใช้เยาะเย้ยพวกเขาปกติเวลาที่เว่ยเยียนหรานพบเว่ยเส่าเจี๋ยและหลินหว่านเอ๋อร์ นางจะไม่เคยทำหน้าดีๆ เลยสักครั้งจึงทำให้นางถูกท่านหญิงอิ๋นจูต่อว่าอยู่บ่อยๆ และเป็สาเหตุที่ทำให้นางยิ่งรู้สึกไม่ชอบพวกเขามากขึ้น
แต่นางกลับคิดไม่ถึงเลยว่าค่ำคืนที่ฝนตกหนักเช่นนี้ ใน่เวลาที่นางหมดสิ้นหนทาง พวกเขากลับกล้ามา ยินดีมาและยินยอมมาหานาง
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/c296c31b0765291b1e1f03a511502655
[1] อิทธิพลจากแิของเมิ่งจื่อสมัยนั้นมองว่าที่ดินและการเกษตรเป็สิ่งสำคัญในสังคม ผู้คนจึงยกย่องชาวนาซึ่งเป็ผู้ผลิตหลักในขณะที่อาชีพพ่อค้าถูกมองว่าคอยแต่จะตักตวงผลประโยชน์และกอบโกยกำไรอย่างเดียว