เสียงรองเท้าบูตกระทบพื้นหินอ่อนดังใกล้เข้ามาพร้อมกับการปรากฏเฮย์สและพ่อบ้านฮอบส์ที่เดินกลับเข้ามาในห้องโถงด้วยสีหน้าเคร่งขรึมกว่าเดิม
“อีกยี่สิบนาทีเ้าหน้าที่ชุดใหญ่จะเดินทางมาถึงขอให้ทุกคนอยู่ในความสงบและประจำอยู่ที่เดิมด้วยครับ!”เฮย์สประกาศก้องพลางกวาดสายตาคุมเชิง “และฮอบส์... สั่งให้คนของคุณคุมตัวเฮนรีไว้เขาคือผู้ต้องหาเพียงคนเดียวในตอนนี้”
พ่อบ้านร่างกำยำสองคนเดินเข้าไปขนาบข้างเฮนรีที่ยังคงนั่งกองอยู่บนพื้นเขายอมให้รวบตัวแต่โดยดีโดยไม่มีท่าทีขัดขืนแม้แต่น้อยดวงตาที่เลื่อนลอยของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดจนหยั่งไม่ถึงเพราะเ้าตัวปักใจเชื่อไปแล้วว่านิ้วของเขาเองนั่นแหละที่พรากชีวิตปู่ของตัวเองไป
ใน่วินาทีที่ความสนใจของทุกคนพุ่งเป้าไปที่'ฆาตกรกำมะลอ' ผมกลับเบือนหน้าไปจับจ้องใครอีกคน...
และผมก็เห็นมันจนได้
ภายใต้หน้ากากแห่งความเศร้าโศกและท่าทีที่ดูเป็มิตรฆาตกรตัวจริงลอบยิ้มออกมาอย่างย่ามใจ รอยยิ้มจางๆที่มุมปากนั้นเต็มไปด้วยความลำพองที่แผนการอันแยบยลกำลังดำเนินไปสู่จุดจบที่สมบูรณ์แบบแผนที่ทำให้คนทั้งคฤหาสน์กลายเป็พยานปากเอกเพื่อปรักปรำคนบริสุทธิ์
‘ยิ้มเข้าไปเถอะ...ตักตวงความสุขให้เต็มที่ในวินาทีสุดท้ายนี้’
ผมกระตุกยิ้มที่มุมปากเช่นกันพลางลูบผิวโลหะเ้าเกียร์ที่เกาะอยู่บนบ่าเบาๆ
“เสียใจด้วยนะที่คุณต้องมาเจอกับผม...เพราะบทสรุปที่ฉลาดล้ำของคุณ กำลังจะถูกผมฉีกทิ้งลงถังขยะเดี๋ยวนี้แหละ”
เวลายี่สิบนาทีผ่านไปราวกับพริบตาเสียงฝีเท้าหนักๆ ของเ้าหน้าที่ตำรวจนับสิบนายดังระงมไปทั่วโถงรับแขกกลิ่นอายของกฎหมายแผ่ซ่านเข้ามาในคฤหาสน์หรูหราที่เพิ่งกลายเป็ที่เกิดเหตุฆาตกรรมในขณะที่เ้าหน้าที่สองนายกำลังจะยื่นกุญแจมือเข้าหาเฮนรีที่นั่งหมดสภาพอยู่นั้น...
“เดี๋ยวสิครับ... พวกคุณแน่ใจแล้วจริงๆ หรือว่าผู้ชายคนนี้คือคนที่ลั่นไกสังหารลอร์ดฮอว์ธอร์น?”
เสียงของผมดังขึ้นก้องโถงรับแขกฝีเท้าของเ้าหน้าที่หยุดชะงักลงทันที ทุกสายตาในห้องสะบัดกลับมามองที่ผมเป็จุดเดียวสารวัตรเฮย์สหรี่ตาลงเล็กน้อย เขาไม่ได้สั่งให้ใครขัดจังหวะผมแต่กลับกอดอกยืนนิ่งเหมือนกำลังรอดู 'กลเม็ด'ที่ผมซ่อนเอาไว้
“นี่นายพูดบ้าอะไรของนาย” โธมัสโพล่งออกมา น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความไม่พอใจ“ก็เห็นกันอยู่ทนโท่ทั้งห้อง เฮนรีคว้าปืนกระบอกนั้นขึ้นมา เล็งไปที่ปู่แล้วมันก็ะเิควันตลบไปทั่ว แถมปู่ก็ล้มลงตายต่อหน้าต่อตาเราทุกคนหลักฐานพยานชัดเจนขนาดนี้ นายยังจะสงสัยอะไรอีก?”
“แน่ใจจริงๆ หรือครับ... ว่าสิ่งที่คุณเห็น คือความจริงทั้งหมด?” ผมหันไปจ้องโธมัสด้วยสายตาคมกริบ การจ้องมองของผมไม่ได้แฝงไปด้วยความแค้นแต่มันคือความว่างเปล่าที่ลึกลับจนคนถูกจ้องต้องเริ่มขยับตัวอย่างอึดอัด
“สายตาคนเรามักจะถูกหลอกได้ง่ายที่สุด โดยเฉพาะเมื่อมี 'ควัน' และ 'ความมั่นใจ'มาบังตาเอาไว้... จริงไหมครับ คุณโธมัส?”
“พวกคุณไม่คิดว่ามันน่าเหลือเชื่อไปหน่อยหรือครับ?” ผมทอดเสียงนิ่งพลางกวาดสายตามองไปรอบห้อง“ทำไมทุกคนถึงปักใจเชื่อว่าคนที่มีฝีมือการยิงปืน ‘ห่วยแตก’เข้าขั้นวิกฤตอย่างเฮนรี จะสามารถลั่นไกสังหารบุคคลที่นั่งอยู่ห่างออกไปขนาดนั้นได้อย่างแม่นยำ...แถมยังเป็การยิงในจังหวะทีเล่นทีจริงเสียด้วย”
ผมจงใจย้ำข้อเท็จจริงที่ทุกคนในคฤหาสน์หลังนี้ต่างรู้ดีอยู่แก่ใจจนเกิดกระแสความเงียบที่น่าอึดอัดขึ้นชั่วขณะ
“บางที... รอบนี้เขาอาจจะแค่ดวงดีจนน่าเหลือเชื่อก็ได้นี่นา”ลูอิสพยายามแย้งขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูไม่มั่นใจนัก
“ดวงดีอย่างนั้นหรือครับ?” ผมหันไปสบตากับลูอิสพลางเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง“มันก็น่าจะเป็ไปได้หรอกครับ ถ้ามันไม่มีกลิ่นอายของการ ‘จัดฉาก’ที่เหม็นคลุ้งไปทั้งห้องโถงแห่งนี้เสียก่อน”
คำพูดของผมทำให้เฮนรีที่นั่งคอตกเงียบมาตลอดถึงกับเงยหน้าขึ้นมองผมด้วยแววตาที่เริ่มมีความหวังริบหรี่ในขณะที่มาดามอีดาซึ่งยังคงสะอื้นไห้รีบแทรกขึ้นมาทันที
“แต่มันจะเป็ไปได้อย่างไรกันคะ ในเมื่อพวกเราทุกคน... ย้ำว่าทุกคนในที่นี้ต่างก็เห็นกับตาว่าเฮนรีเป็คนคว้าปืนกระบอกนั้นขึ้นมาเล็ง และเขาก็เป็คนเหนี่ยวไกใส่ท่านลอร์ดเองกับมือ!”
“สายตาคนเรามักจะมองเห็นเฉพาะสิ่งที่ ‘มีคน’ อยากให้เห็นเสมอครับมาดาม”ผมระบายยิ้มลึกลับที่มุมปากเป็รอยยิ้มที่ทำให้บรรยากาศรอบตัวดูเย็นเยียบขึ้นมาทันที
“ดูเหมือนว่าถ้าผมไม่กางหลักฐานออกมาแผ่ตรงหน้าพวกคุณก็คงจะยังหลับหูหลับตาเชื่อในละครลิงฉากนี้ต่อไปสินะครับ”
“เอาละครับ...ถ้าอย่างนั้นเรามาเริ่มกันเลย”
“ได้เวลาการแสดงโชว์ของนายท่านแล้วสินะ!”เกียร์กระพือปีกบินวนรอบตัวผมพลางส่งเสียงแหลมเล็กที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น“ขอผมร่วมวง ‘ชิมลม’ กลิ่นคาวเืในการไขคดีนี้ด้วยคนนะครับนายท่าน!”
ผมระบายยิ้มบางๆก่อนจะหันไปทางเ้าหน้าที่ตำรวจ “ผมรบกวนพวกคุณช่วยหยิบปืนที่ตกอยู่ตรงนั้น ปืนที่ทุกคน‘ปักใจเชื่อ’ ว่าเป็อาวุธสังหาร ขึ้นมาตรวจสอบหน่อยครับ”
“ฉันจัดการเอง”เฮย์สอาสา เขาเดินไปรับปืนจากลูกน้องแล้วสาวเท้าตรงมาหาผมด้วยสีหน้าสงสัย“เอาล่ะบอร์น นายอยากให้ฉันดูอะไร?”
“ลองตรวจสอบที่ปากกระบอกปืนและภายในลำกล้องดูสิครับสารวัตรว่าคุณพบ ‘สิ่งที่ควรจะมี’ หรือเปล่า”
เฮย์สยกปืนขึ้นส่องกับแสงไฟพลิกสำรวจอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะขมวดคิ้วมุ่น “ก็ปกติ... มีคราบเขม่าดินปืนเต็มไปหมดแล้วก็...” จู่ๆ เสียงของเขาก็ขาดหายไป แววตาที่ดุดันแปรเปลี่ยนเป็ความใ“ทำไม... ทำไมมันถึงไม่มีรอยขูดขีดของตะกั่ว? ไม่มีร่องรอยการเสียดสีของหัวะุที่ปากกระบอกเลยแม้แต่น้อย!”
“ถูกต้องแล้วครับสารวัตร”ผมพูดเสียงดังฟังชัดเพื่อให้คำประกาศนี้ก้องไปถึงหูทุกคนในห้อง“ปืนกระบอกนี้มีเพียงดินปืน แต่ไร้ซึ่งหัวะุ! และถ้าพวกคุณสังเกตให้ดีบริเวณพรมใกล้จุดที่เฮนรียืนอยู่ ผมยังพบเศษวัสดุอัดดินปืน (Wadding)ตกอยู่ด้วย ซึ่งเป็หลักฐานมัดตัวว่านี่คือ ‘ปืนสำหรับแสดง’ที่เน้นแค่เสียงและควันเท่านั้น”
ผมกวาดสายตามองไปที่เหล่าทายาทที่เริ่มมีสีหน้าเลิ่กลั่ก“พวกคุณน่าจะสังเกตเห็นนะครับ ว่าตอนที่เฮนรีเหนี่ยวไกกลุ่มควันที่พุ่งออกมามันมีปริมาณมหาศาลเกินกว่าปืนปกติไปมาก...นั่นไม่ใช่ความผิดพลาด แต่มันคือความตั้งใจที่จะใช้ควันเ่าั้ ‘บังตา’ทุกคนในห้องนี้ ให้มองไม่เห็นทิศทางของะุจริง!”
บรรยากาศในห้องพลันเงียบกริบทุกคนเริ่มหวนนึกถึงภาพวินาทีที่ควันขาวตลบอบอวลไปทั่วโถง...มันเป็จริงอย่างที่ผมพูดไม่มีผิดเพี้ยน
“เพื่อให้ภาพทุกอย่างชัดเจนขึ้นผมขออนุญาตทำการทดลองเล็กน้อยเพื่อให้พวกคุณเห็นความแตกต่างระหว่าง‘ความตายที่แท้จริง’ กับ ‘การจัดฉาก’ ครับ” ผมหันไปพยักหน้าให้รองหัวหน้าแม่บ้าน“คุณเนลล์ รบกวนนำดินปืนและเครื่องะุจากห้องใต้ดินมาให้ผมด้วยครับ”
เนลล์รีบเดินออกไปพร้อมกับสาวใช้คนอื่นเพียงครู่เดียวก็กลับมาพร้อมกับลังไม้หนักอึ้งที่บรรจุอุปกรณ์ตามที่ผม้าผมหันไปหาเ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อขอความร่วมมือ
“รบกวนบรรจุดินปืนในปริมาณมาตรฐานแต่ให้ใช้เพียงเศษกระดาษอัดปิดดินปืนไว้เท่านั้น... ยิงเลยครับ!”
ปัง!
เสียงปืนดังขึ้นพร้อมกับกลุ่มควันสีขาวหนาทึบที่พวยพุ่งออกมาจนแทบจะกลืนร่างของเ้าหน้าที่หายไปปริมาณควันนั้นมหาศาลใกล้เคียงกับตอนที่เฮนรี่ยิงไม่มีผิดเพี้ยน
“คราวนี้...บรรจุดินปืนในปริมาณเท่าเดิม แต่ใส่ ‘หัวะุตะกั่ว’ ลงไปแทนเศษกระดาษครับ”
ปัง!
เสียงนัดที่สองดังขึ้นแต่คราวนี้กลุ่มควันที่พุ่งออกมากลับดูเบาบางและจางหายไปอย่างรวดเร็วความแตกต่างนั้นชัดเจนจนคนทั้งห้องต้องอุทานออกมา
“โชคดีที่นี่คือปืนโบราณนะครับผลลัพธ์มันเลยฟ้องอย่างชัดเจน” ผมอธิบายพลางชี้ไปที่ควันที่ยังหลงเหลืออยู่ในอากาศ“ในปืนที่บรรจุะุจริงหัวตะกั่วจะทำหน้าที่เป็ตัวกักแรงดันดินปืนไว้ในลำกล้องครู่หนึ่งเพื่อให้เกิดแรงขับส่งผลให้ควันพุ่งออกไปทิศทางเดียวและจางไวแต่ปืนที่ไม่มีะุ...แรงดันจะพ่นเศษเขม่าและควันให้ฟุ้งกระจายออกมาอย่างบ้าคลั่งราวกับจงใจสร้าง ‘หมอก’ขึ้นมากลางห้องโถง”
ผมลดมือลงและกวาดสายตาคมกริบไปรอบห้อง“ในเมื่อปืนในมือของเฮนรี่ทำได้เพียงสร้างควันและเสียง...คำถามที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือปืนกระบอกไหนกันแน่ที่ส่งะุเข้าไปปักที่หน้าอกของท่านลอร์ด?”
“นั่นหมายความว่า...มีปืนอีกกระบอกหนึ่งยิงออกมาในจังหวะเดียวกัน เพื่อซ่อนความตายไว้ใต้กลุ่มควันของเฮนรี่นั่นเอง!”
“แต่นั่นมันเป็ไปไม่ได้หรอกครับ!”ลูอิสพยายามทักท้วงด้วยสีหน้าฉงน “ตอนที่เฮนรี่เหนี่ยวไกพวกเราทุกคนก็ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นเพียงแค่ ‘นัดเดียว’ เท่านั้นเองนะ”
“นั่นเป็เพราะหูของมนุษย์มีขีดจำกัดในการแยกแยะคลื่นเสียงที่ซ้อนทับกันในเสี้ยววินาทีครับ...แต่ไม่ใช่กับผู้ช่วยของผม”ผมผายมือไปทางเ้าอีกากลไกที่บินลงมาเกาะเด่นอยู่บนโต๊ะกลางห้อง“ขอแนะนำให้ทุกคนรู้จักกับ ‘เกียร์’ อีกากลไกที่ผมสร้างขึ้นมาเองมันมีความสามารถในการบันทึกทุกสรรพเสียงที่เกิดขึ้นรอบตัวได้อย่างแม่นยำ”
ผมขยับเข้าใกล้เกียร์แล้วสั่งการเสียงเรียบ“เกียร์... เล่นเสียงย้อนหลังั้แ่สามนาทีก่อนเกิดเหตุ”
เสียงที่คุ้นเคยเริ่มดังออกมาจากกลไกในตัวเกียร์เริ่มั้แ่เสียงพลิกกระดาษพินัยกรรมของทนายลาร์คินไปจนถึงเสียงสนทนาที่ตึงเครียดของแต่ละคน และประโยคสุดท้ายของเฮนรี่ที่พูดว่า‘ขอบคุณครับ... คุณปู่’ทุกอย่างชัดเจนจนไม่มีใครกังขาได้ว่านี่คือเสียงที่ถูกบันทึกไว้จริงๆใน่เวลานั้น
จนกระทั่งถึงจังหวะสำคัญ...ปัง!!!
“จากที่ได้ฟังกันอีกครั้ง...มีใครสังเกตเห็นความผิดปกติอะไรไหมครับ?” ผมถามพลางกวาดสายตาไปรอบห้อง
“เสียงนั่น...”เนลล์ รองหัวหน้าแม่บ้านโพล่งออกมาด้วยความใ“มันมีเสียงะเิที่เหลื่อมกันอยู่ค่ะ เหมือนมีปืนอีกนัดดังขึ้นตามหลังมาติดๆจนเกือบจะเป็เสียงเดียวกัน!”
“หูไวมากครับคุณเนลล์ว่าแต่คุณมั่นใจได้อย่างไร?” ผมถามต่อเพื่อขยี้ประเด็น
“เพราะฉันต้องคอยดูแลนายท่านตอนซ้อมยิงปืนกับทายาทคนอื่นๆอยู่บ่อยครั้งค่ะ บางทีที่พวกเขายิงพร้อมกันฉันจะแยกออกทันทีว่ามันมีเสียงที่ซ้อนกันอยู่ และนัดนี้...มันมีเสียงทุ้มลึกของปืนอีกประเภทหนึ่งแทรกอยู่จริงๆ!”
“ขอบคุณมากครับคุณเนลล์ข้อมูลของคุณสำคัญมาก” ผมหันกลับมาประจันหน้ากับทุกคนในห้อง“มันคือเทคนิคการสังหารที่เืเย็นที่สุดคนร้ายอาศัยจังหวะที่เฮนรี่กำลังจะเหนี่ยวไก แล้วชิงจังหวะยิงตามไปในทันทีเพื่อใช้เสียงปืนที่ดังกว่าของเฮนรี่กลบเสียงมรณะของตัวเอง...และใช้กลุ่มควันหนาทึบจากปืนไม่มีลูกนั่น อำพรางวิถีะุจริงที่พุ่งเข้าใส่หน้าอกของลอร์ดฮอว์ธอร์น!”
บรรยากาศในห้องเย็นะเืขึ้นมาทันทีเมื่อทุกคนเริ่มตระหนักว่าฆาตกรตัวจริงยืนปะปนอยู่ท่ามกลางพวกเขา
“แต่ต่อให้จะมีเสียงปืนนัดที่สองจริงๆมันจะเป็ไปได้ยังไงกันครับ?” โธมัสพูดแทรกขึ้นมา น้ำเสียงของเขาเริ่มสั่นเครือ“ในห้องโถงที่โล่งขนาดนี้ทุกคนต่างก็เห็นว่าไม่มีใครยกปืนขึ้นมาเล็งเลยนอกจากเฮนรี!”
“หรืออาจจะเป็ฝีมือของคนที่‘ยิงแม่น’ จนไม่ต้องเสียเวลาจัดท่าทางกันนะ?” ลูอิสเปรยออกมาพลางตวัดสายตาไปทางโธมัสซึ่งตอนนี้สีหน้าซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด
สายตาทุกคู่ในห้องพลันพุ่งตรงไปที่โธมัสเป็จุดเดียวเพราะความจริงที่ว่าเขาเป็มือวางอันดับหนึ่งด้านการยิงปืนรองจากท่านลอร์ดนั้นเป็สิ่งที่ใครก็ปฏิเสธไม่ได้
“ไม่ใช่ฉันนะ!มันจะเป็ฉันไปได้ยังไง!” โธมัสะโลั่นพลางโบกมือปฏิเสธพัลวัน “ระยะห่างจากโต๊ะที่ฉันนั่งจนถึงตัวคุณปู่มันไกลขนาดไหนพวกคุณก็เห็นต่อให้เป็มือโปรมาจากไหนการจะชักปืนออกมายิงให้เข้าเป้าในเสี้ยววินาทีโดยไม่เล็ง... มันเป็ไปไม่ได้!”
“คุณพูดถูกครับคุณโธมัสต่อให้เป็มือหนึ่งของตระกูลฮอว์ธอร์น การจะยิงให้ทะลุขั้วหัวใจในระยะห่างขนาดนี้ โดยที่ไม่มีการตั้งท่าเล็งนั้นแทบจะเป็เื่เพ้อฝัน”ผมเสริมขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่าประโยคต่อมากลับทำให้ทุกคนต้องชะงัก“แต่ถ้าคนร้าย... ตั้งใจที่จะยิงโดยที่ ‘ไม่ต้องเล็ง’ ั้แ่แรกอยู่แล้วล่ะครับ?”
“มันจะเป็ไปได้ยังไงกันบอร์น!” สารวัตรเฮย์สขมวดคิ้วะโถามออกมา “ขนาดฉันเป็ตำรวจฝึกยิงปืนมานับครั้งไม่ถ้วนทุกครั้งที่เหนี่ยวไกฉันยังต้องอาศัยศูนย์หน้าศูนย์หลังเพื่อเล็งเป้าเลย!”
“แล้วถ้าคนร้ายคนนี้...ไม่ได้เพิ่งจะมายิงเป็ครั้งแรก แต่เป็คนที่แอบซ้อมยิงที่จุดเดิมซ้ำๆมานับครั้งไม่ถ้วนล่ะครับ?” ผมทิ้งะเิลูกแรกใส่กลางวงสนทนา
“มันก็ยังเป็ไปไม่ได้อยู่ดีนั่นแหละบอร์น!”สารวัตรเฮย์สแย้งทันควัน “ต่อให้จะยืนจุดเดิมเป๊ะๆ แต่ในวินาทีที่ยกปืนขึ้นมาองศาของข้อมือและมุมยิงไม่มีทางที่จะเท่าเดิมได้ทุกครั้งหรอกยิ่งถ้าบอกว่าไม่ได้ใช้สายตาเล็งเลย มันยิ่งเป็เื่เพ้อเจ้อเข้าไปใหญ่!”
“นั่นคือกรณีของคนปกติครับสารวัตรแต่ถ้าคนร้ายใช้อุปกรณ์ ‘ช่วยล็อกตำแหน่ง’ ล่ะครับ?” ผมอธิบายเพิ่มด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบ“ทั้งองศา มุมยิง และตำแหน่งการวางแขนทุกอย่างถูกคำนวณและล็อกไว้ด้วยเครื่องมือบางอย่าง มีการแอบฝึกซ้อมยิงในห้องนี้หลายครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าเมื่อถึงเวลาจริง... ต่อให้หลับตายิง ะุก็จะพุ่งเข้าหาเป้าหมายเดิมเสมอ”
เฮย์สเงียบไปทันทีเขาเริ่มขมวดคิ้วและคิดตามในสิ่งที่ผมพูด
“ถ้าไม่เชื่อ...ลองหันไปดูที่ผนังด้านหลังเก้าอี้ที่ท่านลอร์ดเคยนั่งสิครับ” ผมผายมือไปทางกำแพงหรูหรา“ทุกคนจะเห็นรอยหลุมเล็กๆ ที่เกิดจากแรงกระแทกซ้ำๆ หลายจุดรอยพวกนั้นไม่ใช่ความเก่าแก่ของคฤหาสน์ แต่มันคือ ‘ร่องรอยการฝึกซ้อม’ของฆาตกรที่ใช้ที่นี่เป็เป้าซ้อมยิงมานาน!”
ทุกคนในห้องสะบัดหน้าไปมองตามที่ผมบอกและอาการตื่นตะหนกก็เริ่มแผ่ซ่านเมื่อพบว่ามีรอยประหลาดเ่าั้อยู่จริงๆ
“ในเมื่อทุกคนเห็นรอยเป้าซ้อมแล้วเราลองลากเส้นย้อนกลับจากรอยบนผนังข้ามโต๊ะตัวนี้ไปดูไหมครับ... ว่า ‘วิถีสังหาร’นี้พุ่งมาจากทิศทางของใคร?”
สายตาทุกคู่ลากผ่านอากาศธาตุไปตามเส้นตรงที่ผมชี้นำและปลายทางของมันก็หยุดลงที่ตำแหน่งเดียว...
“คุณวางแผนมาได้แเีมากจริงๆนะครับ... คุณเอเวลีน”
ผมเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าหญิงสาวที่เพิ่งถูกระบุชื่อเอเวลีนที่เคยดูอ่อนโยนบัดนี้ยืนนิ่งสนิท ใบหน้าของเธอเรียบเฉยไร้ความรู้สึกราวกับหน้ากากที่เธอสวมไว้ได้ถูกหลอมรวมเป็หนึ่งเดียวกับิัไปเสียแล้ว
เสียงพึมพำด้วยความใดังระงมไปทั่วห้องโถงสายตาของทุกคนเปลี่ยนจากความว่างเปล่าเป็ความไม่อยากจะเชื่อเพราะในบรรดาทายาททั้งหมด เอเวลีนดูจะเป็คนที่ห่างไกลจากความรุนแรงมากที่สุด
“คุณกำลังกล่าวหาฉันลอยๆหรือเปล่าคะคุณนักสืบ?” เอเวลีนเหยียดยิ้มเย็นที่มุมปากแววตาของเธอไม่มีวี่แววของความประหม่าแม้แต่น้อย “รอยบนผนังนั่นใครจะทำไว้ก็ได้และเส้นสมมติที่คุณลากมาหาฉัน... ใครๆ ก็สามารถนั่งตรงตำแหน่งนี้ได้ไม่ใช่หรือคะ?”
ผมไม่ได้ตอบเธอในทันทีแต่หันไปหาหัวหน้าพ่อบ้าน “คุณฮอบส์ครับ ใครเป็คนจัดการเื่ผังที่นั่งและการจัดเตรียมห้องโถงสำหรับการอ่านพินัยกรรมในวันนี้ครับ?”
“คุณหนูเอเวลีนครับ...”ฮอบส์ตอบเสียงเรียบ แต่แฝงไปด้วยความหนักใจ
“ขอบคุณครับ”ผมหันกลับมาประจันหน้ากับฆาตกรสาวอีกครั้ง “คุณคือคนเดียวที่กุมอำนาจในการจัดวางตำแหน่ง‘หมาก’ ทุกตัวในห้องนี้คุณจงใจกำหนดที่นั่งให้ทุกคนอยู่ในจุดที่คุณมองเห็นได้ชัดเจน และที่สำคัญที่สุด...คุณเป็คนเลือกปืนกระบอกนั้นมาวางไว้ในจุดที่เฮนรีจะหยิบได้ง่ายที่สุด”
ผมขยับเข้าไปใกล้เธออีกก้าว“คุณรู้นิสัยของเขาดีกว่าใครรู้อยู่แล้วว่าเขาจะต้องหยิบมันขึ้นมาเล่นเพื่อเรียกร้องความสนใจ และคุณก็แค่รอ...รอจังหวะที่เขาลั่นไกสร้างกลุ่มควันออกมา เพื่อที่คุณจะได้ใช้ปืนที่ ‘ซ่อน’อยู่ในตำแหน่งที่คำนวณไว้แล้วยิงปลิดชีพท่านลอร์ดในเสี้ยววินาทีโดยไม่ต้องขยับตัวเล็งให้ใครสังเกตเห็น!”
“นิยายของคุณน่าสนใจดีนะคะ”เอเวลีนเค่นเสียงหัวเราะออกมาอย่างเหยียดหยาม “แต่น่าเสียดายที่มันไม่มีหลักฐานแล้วไหนล่ะคะปืนที่ว่า? ในเมื่อฉันก็นั่งมือเปล่าให้ทุกคนเห็นอยู่ตรงนี้หรือคุณจะบอกว่าฉันเสกมันหายไปในอากาศได้?”
“คุณเป็คนจัดวางสถานที่ทุกอย่างด้วยตัวเองและคุณนั่นแหละครับที่เป็คนสร้างหลักฐานมัดคอตัวเองทิ้งไว้ให้ผม”
ผมเดินเข้าไปหยุดอยู่ตรงหน้าเธอในระยะประชิดสายตาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่เริ่มสั่นไหวของฆาตกรสาว“คุณถามหาหลักฐานอย่างนั้นหรือครับ? ถ้าอย่างนั้นช่วยบอกผมหน่อยสิว่า...กระเป๋าเครื่องสำอางใบนั้นของคุณหายไปไหน?”
คำถามที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกันทำให้เอเวลีนหน้าซีดเผือดลงในทันทีความเยือกเย็นที่เธอพยายามรักษาไว้พังทลายลงต่อหน้าต่อตา
“กระเป๋าที่คุณหยิบขึ้นมาวางไว้บนโต๊ะอย่างเป็ธรรมชาติก่อนจะเริ่มอ่านพินัยกรรม...นั่นแหละคืออาวุธสังหาร!” ผมประกาศก้อง “คุณใช้ทักษะการเย็บปักที่คุณภูมิใจดัดแปลงภายในกระเป๋าใบนั้นให้กลายเป็ฐานล็อกปืนพกขนาดเล็ก (Derringer)ที่ถูกตั้งองศาไว้ล่วงหน้าอย่างแม่นยำคุณนำมันมาวางลงในตำแหน่งที่คุณ ‘ซ้อม’มานับครั้งไม่ถ้วนเพื่อให้วิถีะุพุ่งตรงเข้าขั้วหัวใจของท่านลอร์ดพอดีเป๊ะ”
ผมหันไปชี้รอยบนผนังอีกครั้งเพื่อตอกย้ำความจริง“และอุปกรณ์ที่คุณใช้หาค่าตำแหน่งและองศาในการยิงก็คือ ‘หน้าไม้’ ของคุณเอง!ทุกคนลองสังเกตดูสิครับ รอยจุดๆ บนผนังพวกนั้นมันไม่ใช่รอยะุกลมๆแต่มันคือรอยกระแทกจากปลายลูกธนูหน้าไม้ที่มีขนาดและรูปทรงเฉพาะตัว...คุณแอบเข้ามาในห้องนี้ตอนดึกๆ เพื่อซ้อมยิงหน้าไม้ให้เข้าเป้าเดิมซ้ำๆจนกว่าจะมั่นใจในองศาที่แม่นยำที่สุด!”
ความเงียบที่น่าอึดอัดเข้าปกคลุมห้องโถงทันทีทุกคนต่างตกตะลึงจนพูดไม่ออก ไม่มีใครคาดคิดว่าคุณหนูเอเวลีนผู้แสนเพียบพร้อมและเป็ต้นแบบของตระกูลจะวางแผนสังหารคุณพ่อของตัวเองได้อย่างเืเย็นและแยบยลถึงเพียงนี้
“ในกระเป๋าใบนั้น...คงยังมีคราบเขม่าดินปืนและกลไกการยิงซ่อนอยู่ข้างในสินะครับ” ผมยื่นมือออกไป“จะส่งมันมาให้ผมดีๆ หรือจะให้เ้าหน้าที่ตำรวจเป็คนรื้อหน้ากากของคุณออกมาเองล่ะครับคุณเอเวลีน?”
หลังจากนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่เอเวลีนก็ถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่งด้วยความเหนื่อยหน่ายใบหน้าของเธอไม่ได้ดูหวาดกลัวอีกต่อไปแต่มันกลับเต็มไปด้วยความหยิ่งทระนงและเ็า เธอเอื้อมมือไปหยิบกระเป๋าใบนั้นขึ้นมาจากใต้ชายกระโปรงสภาพของกระเป๋าหนังราคาแพงมีรูทะลุและรอยไหม้เล็กๆจากความร้อนของดินปืนปรากฏอยู่ชัดเจน
เธอวางมันลงบนโต๊ะก่อนจะหยิบปืนพกขนาดเล็ก (Derringer) ที่ซ่อนอยู่ภายในออกมาวางเคียงข้างกัน
“ฉันยอมรับไม่ได้...”เอเวลีนเริ่มพูด เสียงของเธอเรียบราบแต่สั่นเครือด้วยความอัดอั้น“ตลอดเวลาที่ผ่านมา ฉันคือคนที่อยู่เคียงข้างคุณพ่อมากที่สุด ฉันรักษาชื่อเสียงจัดการทุกอย่างในคฤหาสน์และรักษาเกียรติของตระกูลฮอว์ธอร์นไว้ด้วยเืตาแทบกระเด็น!แต่ดูสิ่งที่เฮนรีทำสิคะ... วันๆ เอาแต่เสเพล ผลาญเงินในกาสิโนสร้างแต่ข่าวฉาวจนตระกูลเราถูกหัวเราะเยาะไม่เว้นแต่ละวัน”
เธอกวาดสายตามองไปที่เฮนรีด้วยความรังเกียจอย่างเปิดเผย
“เมื่อสามวันก่อนฉันเข้าไปคุกเข่าอ้อนวอนขอให้คุณพ่อเปลี่ยนใจเื่ผู้รับมรดกฉันบอกท่านว่าตระกูลเราจะพินาศถ้าเงินมหาศาลตกอยู่ในมือคนอย่างเขาแต่ท่านกลับบอกฉันว่า ‘มรดกต้องสืบทอดทางสายเืหลักที่เป็ผู้ชายเท่านั้น’...ความทุ่มเทของฉันตลอดหลายปีไม่มีค่าอะไรเลยในสายตาท่าน!”
เอเวลีนเว้นจังหวะพลางพ่นลมหายใจสั้นๆ“ในเมื่อขอดีๆ ไม่ได้ ฉันก็ต้องจัดการด้วยวิธีของฉัน แผนการนี้ไม่ได้แค่เพื่อกำจัดคุณปู่ที่หัวรั้นแต่เพื่อ ‘กวาดขยะ’ อย่างเฮนรีออกไปจากตระกูลด้วย!ถ้าเขากลายเป็ฆาตกรที่ฆ่าปู่ตัวเอง เขาก็จะหมดสิทธิ์ในมรดกตามกฎหมายและต้องไปเน่าตายอยู่ในคุก... เมื่อนั้นสมบัติและความยิ่งใหญ่ของฮอว์ธอร์นถึงจะกลับมาอยู่ในมือของคนที่คู่ควรอย่างฉันจริงๆ!”
“คุณมันบ้าไปแล้ว...”ลูอิสพึมพำด้วยความสยองขวัญ
“ฉันไม่ได้บ้า!”เอเวลีนตวาดกลับ“ฉันแค่ยอมให้ตระกูลที่ฉันรักต้องพังพินาศเพราะคนไม่เอาถ่านไม่ได้!ฉันซ้อมยิงหน้าไม้จนมือพองทุกคืนเพื่อให้วิถีะุแม่นยำที่สุดฉันยอมเย็บกระเป๋าบ้าๆ นี่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อซ่อนกลไกสังหาร...ฉันทำทุกอย่างเพื่อความถูกต้องของตระกูลนี้!”
ความเงียบงันปกคลุมไปทั่วโถงรับแขกอีกครั้งหลังจากคำสารภาพที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นของเอเวลีนสิ้นสุดลงความจริงที่ถูกกระชากออกมานั้นช่างหนักอึ้งเกินกว่าที่ใครจะรับไหว
ในตอนนั้นเองเฮนรีที่เพิ่งพ้นจากการเป็แพะรับบาปก็ค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นเขาก้าวเดินอย่างเชื่องช้าไปหยุดอยู่ตรงหน้าหญิงสาวที่เพิ่งวางแผนทำลายชีวิตเขาสายตาที่เขามองเอเวลีนไม่ได้เต็มไปด้วยความเกลียดชังแต่กลับแฝงไปด้วยความรู้สึกผิดอันลึกซึ้ง
“ผม...ผมขอโทษครับคุณน้าเอเวลีน” เฮนรีพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ผมไม่เคยรู้เลยว่าสิ่งที่ผมทำมันสร้างความเ็ปให้คุณน้าขนาดนี้ผมมันเป็หลานชายคนโตที่ไม่ได้เื่จริงๆ... แต่ผมสัญญา ต่อจากนี้ไปผมจะเปลี่ยนแปลงตัวเองผมจะรักษาตระกูลของเราให้ดีที่สุดเหมือนที่คุณน้าตั้งใจจะทำ”
เอเวลีนไม่ได้ตอบอะไรเธอเพียงแต่เบือนหน้าหนีและปล่อยให้เ้าหน้าที่ตำรวจเข้าควบคุมตัว น้ำตาเม็ดเล็กๆหยดลงบนพรมขณะที่เธอถูกกุมตัวเดินออกไปยังรถม้าที่จอดรออยู่ท่ามกลางแสงอาทิตย์ที่เริ่มสาดส่อง
ผมมองภาพแผ่นหลังของเธอที่ค่อยๆลับตาไปพลางถอนหายใจออกมาเบาๆ ความเหนื่อยล้าจากการใช้ความคิดเริ่มจู่โจมแต่ในขณะเดียวกัน ความรู้สึกอิ่มเอมใจก็พวยพุ่งขึ้นมาทดแทน
‘อย่างน้อย...วันนี้ความยุติธรรมก็ยังทำงานของมันและคนบริสุทธิ์ก็ไม่ต้องรับโทษในสิ่งที่เขาไม่ได้ทำ’
เฮนรีเดินกลับมาหาผมเขาค้อมหัวลงขอบคุณอย่างจริงใจแววตาของเขาดูเติบโตขึ้นกว่าตอนที่เจอกันครั้งแรกมาก “ขอบคุณมากจริงๆ ครับคุณดัสก์บอร์นถ้าไม่มีคุณ... ชีวิตของผมและชื่อเสียงของตระกูลคงจบสิ้นไปแล้วหากมีโอกาสในภายหน้า ผมจะต้องหาทางตอบแทนบุญคุณครั้งนี้อย่างแน่นอน”
ผมยิ้มรับคำขอบคุณนั้นพลางตบไหล่เขาเบาๆก่อนจะหันไปหาคู่หูตัวจิ๋วที่เกาะอยู่บนบ่า
“ไปกันเถอะเกียร์...งานของเราที่นี่จบลงแล้ว”
“รับทราบครับนายท่าน!คดีหน้าขอแบบมีมานาผสมหน่อยนะครับ รอบนี้ผมใช้หูฟังเสียงจนมึนไปหมดแล้ว!”เกียร์ตอบกลับอย่างร่าเริงตามสไตล์
เฮย์สเดินตรงเข้ามาหาผมเขาถอดหมวกออกแล้วถอนหายใจยาวอย่างคนยกูเาออกจากอก “ฉันต้องยอมรับเลยนะบอร์นถ้าวันนี้ไม่ได้ไหวพริบ (กับหูเหล็กๆ) ของนกนายคดีนี้คงกลายเป็ความอัปยศที่สุดในอาชีพตำรวจของฉันแน่ๆขอบใจมากที่ช่วยดึงสติฉันกลับมา”
ทนายลาร์คินเองก็เดินเข้ามาร่วมวงด้วยเขากระชับแฟ้มพินัยกรรมในมือแน่นพลางขยับแว่น “ขอบคุณมากครับคุณนักสืบคุณช่วยรักษาเจตนารมณ์สุดท้ายของท่านลอร์ดไว้ได้ทันเวลาพอดี...ถึงแม้พินัยกรรมฉบับนี้อาจจะทำเอาคนทั้งบ้านปวดหัวไปอีกนานก็เถอะ”
ในขณะที่บรรยากาศกำลังซึ้งได้ที่เ้าเกียร์ที่บินฉลองชัยชนะรอบโถงรับแขกมาหลายรอบก็ร่อนลงมาจอดแหมะอยู่บนหัวของสารวัตรเฮย์สพอดีเป๊ะ!
“นายท่าน! นายท่าน!” เกียร์ะโเสียงแหลมพลางขยับปีกพึ่บพั่บ“ในเมื่อคดีปิดแล้ว เราเรียกเก็บ ‘ค่าเสียเวลา’เป็ปีกไก่ทอดกระเทียมซักถังจากครัวคฤหาสน์นี้ดีไหมครับ? ผมได้ยินเสียงท้องนายท่านร้องดังกว่าเสียงปืนนัดที่สองอีกนะ!”
“เฮ้! เ้าปัญญาประดิษฐ์ปากเสีย ลงไปจากหัวฉันเดี๋ยวนี้นะ!”เฮย์สโวยวายพลางพยายามปัดเ้าอีกาออกแต่เกียร์ก็ะโหนีไปมาบนหัวเขาอย่างแคล่วคล่อง
“แหม สารวัตรครับ... กองทัพต้องเดินด้วยท้อง”ผมหัวเราะออกมาเป็ครั้งแรกในรอบวัน “แต่เกียร์... นายเป็นกกลไกนายกินไก่ทอดไม่ได้นะ”
“กินไม่ได้แต่ดมได้ครับนายท่าน!กลิ่นมานาจากเครื่องเทศมันช่วยเยียวยาระบบประมวลผลของผม!” มันเถียงกลับข้างๆ คูๆจนคนรับใช้ที่ยืนอยู่แถวนั้นเริ่มหลุดขำออกมา
ผมมองดูความโกลาหลเล็กๆตรงหน้าด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะคว้าตัวเ้าตัวแสบมาเกาะที่บ่าตามเดิม “เอาละครับทุกคนผมขอตัวก่อน... ไว้เจอกันใหม่เมื่อมีความลับที่รอการเปิดเผยครับ”
ผมเดินออกจากคฤหาสน์ท่ามกลางเสียงหัวเราะไล่หลังของสารวัตรและเหล่าคนรับใช้โดยมีเ้าเกียร์บ่นพึมพำเื่เมนูอาหารไปตลอดทางแสงอาทิตย์ยามเย็นสาดส่องลงมาบนถนนเบื้องหน้า... ปริศนาครั้งนี้จบลงแล้วแต่การเดินทางของนักสืบและผู้ช่วยจอมกวนเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น