ความเสียหายของเรือนนอนสายนอกท้ายหุบเขายังไม่ทันได้รับการซ่อมแซม ลมหนาวที่พัดผ่านรูโหว่บนผนังไม้พากลิ่นอายชื้นของดินและเศษใบไม้แห้งอบอวลไปทั่วบริเวณ ศิษย์สายนอกคนอื่น ๆ ต่างพากันย้ายข้าวของไปกระจุกตัวอยู่มุมห้องอันห่างไกล สายตาจับจ้องไปยังสองพี่น้องตระกูลหยุนด้วยความหวาดระแวงดุจมองดูสัตว์ร้ายตัวประหลาด
เสี่ยวหัวนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงไม้เก่า นางวางกระบี่ไม้ในฝักไว้บนตัก ดวงตาคู่สวยหลับลงเพื่อโคจรลมปราณอย่างเงียบสงบ ต่างจากเสี่ยวิที่กำลังสนุกสนานกับการใช้ไม้ฟืนด้ามเล็กเขี่ยถ่านในเตาดินเผาขนาดน้อย เพื่อต้มน้ำแกงปลาเค็มตากแห้งที่หลิ่วหรู่เยี่ยนแม่ใหญ่ห่อให้มา
"พี่ใหญ่... กลิ่นปลาเค็มของแม่ใหญ่หอมฟุ้งไปสามบ้านแปดบ้านเลย" เสี่ยวิเงยหน้าขึ้นยิ้มร่า ปลายนิ้วเปื้อนคราบเขม่าดำทาบเข้าที่แก้มจนกลายเป็รอยแมวมอมแมม
"เ้ากินแต่ไข่ต้มกับปลาเค็ม ระวังท้องจะแตกเอา" เสี่ยวหัวลืมตาขึ้นมองน้องชาย แววตาแฝงความเอ็นดู ทว่าชวนให้สะดุดใจเมื่อโสตประสาทอันเฉียบคมของนางได้ยินเสียงฝีเท้ามั่นคงนับสิบคู่กำลังมุ่งตรงมายังเรือนนอนแห่งนี้
กิ๊ก ๆ ๆ!
เ้าเจ็ดที่นอนหมอบอยู่ในตะกร้าผ้าผ่อนพลันชูคอขึ้น ขนสีเหลืองทองของมันตั้งชัน แววตาไก่ชนแฝงกระแสไอสังหารจาง ๆ ราวกับรู้ว่ามีผู้บุกรุกที่น่ารำคาญกำลังมาขัดจังหวะอาหารมื้อเช้า
ในเสี้ยวอึดใจนั้น ณ ร้านข้าวต้มตรอกคอกไก่ เมืองหลวง
แผงไม้หน้าร้านถูกปิดลงครึ่งหนึ่งเพื่อบดบังแสงแดดยามสายที่เริ่มแรงขึ้น หยุนฟานยืนอยู่เื้ัแท่นหินขัด มือหนากำลังจับมีดปังตอเล่มโตเหลาแกนไม้ไผ่เพื่อทำตะเกียบอันใหม่ ท่วงท่าของเขามั่นคง ทว่าแฝงกระแสความระมัดระวังอันเป็นิสัยของยอดบุรุษ
หลิ่วหรู่เยี่ยนในชุดผ้าป่านสีเขียวมรกตเดินเข้ามาหยุดอยู่ข้างกายสวามี นางไม่ได้เอ่ยทักทายหรือไถ่ถามเื่ราวอันใด ทว่ายื่นมือเรียวบางไปหยิบผ้าเช็ดหน้าผืนมนขึ้นมา ซับหยาดเหงื่อจาง ๆ บนขมับของหยุนฟานอย่างแ่เบา สายตาของนางจับจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีน้ำหมึกของเขา ระยะห่างที่ใกล้ชิดจนได้ยินเสียงหัวใจเต้นของกันและกันทำให้อากาศรอบด้านพลันอบอุ่นขึ้น
หยุนฟานละมือจากมีดปังตอ เขาสบสายตากับภรรยาแรก แววตาของทั้งคู่ประสานกันในความเงียบ ไร้ซึ่งคำบอกรักอันหวานหู ทว่ากระแสความผูกพันอันแน่นแฟ้นที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมานับพันปีเด่นชัดในดวงตา ชายหนุ่มยื่นมือไปกุมมือนางที่กำลังซับเหงื่อไว้ นิ้วมือสอดประสานกันแน่น
"ท่านพี่... ดาบไม้เล่มนั้น ข้าสลักจิตกระบี่ไว้สามส่วน" หลิ่วหรู่เยี่ยนกระซิบ น้ำเสียงนุ่มนวลทว่าหนักแน่น แววตาของนางสะท้อนความห่วงใยในตัวบุตรสาวอย่างที่สุด
"สามส่วน... ก็เพียงพอจะทลายยอดเขาเมฆาครามให้กลายเป็ผงคลีแล้ว" หยุนฟานยิ้มบาง ๆ ปลายนิ้วลูบไล้หลังมือของนางเบา ๆ เพื่อปลอบประโลมความกังวล "เ้าไม่ต้องห่วง... ลูกของเราย่อมรู้ความดี"
หลิ่วหรู่เยี่ยนพยักหน้ารับ รอยยิ้มละมุนผุดขึ้นบนใบหน้างดงาม นางขยับกายเข้าไปซุกแผ่นหลังพิงกับแผงอกกว้างของเขา ััความอบอุ่นท่ามกลางกลิ่นไอควันไฟจากเตาต้มซีอิ๊วที่ยังคงลอยเอื่อย ความใส่ใจในสิ่งเล็กน้อยเช่นนี้คือสายใยที่ผูกพันคนทั้งคู่ไว้ตราบนานเท่านาน
ตัดกลับมา ณ เรือนนอนสายนอก สำนักเมฆาคราม
ปัง!!!
ผนังกระท่อมไม้ซีกที่เหลืออยู่พลันะเิออกเป็ชิ้น ๆ เศษไม้และฝุ่นละอองพุ่งกระจายว่อนดุจพายุทลาย ร่างของบุรุษนับสิบในชุดคลุมสีดำสนิทขอบเงินก้าวเข้ามาอย่างทรงพลัง พวกมันคือ "หน่วยคุมกฎสายใน" กองกำลังที่ขึ้นชื่อเื่ความเด็ดขาดและโเี้ที่สุดของสำนัก
ผู้นำกลุ่มคือ "ผู้ดูแลเยี่ย" รองหัวหน้าหอคุมกฎสายใน ยอดฝีมือระดับผสานแก่นแท้ขั้นที่เจ็ด ใบหน้าของเขาเ็าดุจน้ำแข็ง ในมือถือพลองเหล็กทมิฬหนาทึบที่แผ่ไอเย็นะเื
เื้ัของมันคือ หลินเพ่ยเอ๋อร์ ที่บัดนี้มีผ้าพันแผลพันรอบหน้าผากเบี้ยว ๆ นางชี้มือมาที่สองพี่น้องตระกูลหยุนด้วยความแค้นเคือง "ผู้ดูแลเยี่ย! เป็พวกมัน! ไอ้เด็กมารสองคนนี้ที่ทำร้ายคนของตระกูลหลินและผู้ดูแลเฉียนจนพิการ!"
ผู้ดูแลเยี่ยตวัดสายตาคมกริบดุจใบมีดโกน จับจ้องไปยังเสี่ยวหัวและเสี่ยวิ พลังปราณระดับผสานแก่นแท้ะเิออกระลอกหนึ่ง จนทำให้อากาศภายในห้องอันอับชื้นบิดเบี้ยว "เด็กเหลือขอ! บังอาจเหนือกฎเกณฑ์สำนัก ทำร้ายศิษย์ร่วมสำนักจนาเ็สาหัส จงส่งตัวมาให้หอคุมกฎลงทัณฑ์ควักกระดูกเดี๋ยวนี้! ยิ่งกว่านั้น... หม้อดินและปลาเค็มบนเตานั่น ต้องถูกริบ!"
สายตาของผู้ดูแลเยี่ยแฝงความโลภลึกล้ำ ยามเมื่อเขาได้กลิ่นไอพลังปราณอันบริสุทธิ์มหาศาลที่ลอยออกมาจากหม้อต้มปลาเค็มตากแห้ง ชัดเจนว่ามันคือสิ่งวิเศษที่เหนือล้ำยิ่งกว่าโสมพันปี
"ไม่ได้! ปลาเค็มนี้แม่ใหญ่ทำมาให้ข้า! ใครกล้าแตะต้อง... ข้าจะทุบให้แหลก!" เสี่ยวิลุกขึ้นยืนกางแขนปกป้องเตาต้มน้ำแกง ใบหน้าน้อย ๆ บึ้งตึงดุดัน
"รนหาที่ตาย!"
ผู้ดูแลเยี่ยคำราม พลองเหล็กทมิฬในมือตวัดฉับไว ลมพายุหมุนวนสีดำอัดแน่นไปด้วยไอเย็นะเืพุ่งตรงหมายจะทลายร่างของเสี่ยวิและ่ชิงหม้อต้มปลาเค็มในคราเดียว จังหวะการลงมือสะพัดรวดเร็ว อำมหิต และไร้ความปราณี!
จังหวะพลองเหล็กพุ่งเข้ามาเหลือระยะห่างเพียงหนึ่งชุ่น ปลายพลองกรีดอากาศจนเกิดเสียงวิ้งลั่นโสตประสาท แรงกดดันทำเอาพื้นศิลาใต้เท้าของเสี่ยวิร้าวละเอียดกลายเป็ผงคลี
ทว่า... เสี่ยวหัวไม่อาจปล่อยให้ผู้ใดมาทำลายของสำคัญของมารดา
ฟึ่บ!
เด็กหญิงพุ่งร่างวาบประดุจเงาพราย ท่วงท่าสง่างามเด็ดขาดดุจกิ่งไผ่ต้องลมพายุ วิชาตัวเบาอันลึกล้ำถูกปลดปล่อยออกมาในชั่วดีดนิ้ว นางไม่ได้ชักกระบี่ไม้จากฝัก ทว่าใช้เพียงฝักกระบี่ไม้ไผ่ตวัดกระแทกเข้าที่จุดศูนย์กลางของแรงหมุนพลองเหล็กทมิฬอย่างแม่นยำ!
เคร้ง!!!
เสียงโลหะปะทะไม้ดังสะท้านก้องหุบเขา แรงส่งจากการปะทะทำเอาพลองเหล็กทมิฬของผู้ดูแลเยี่ยสั่นสะท้านอย่างบ้าคลั่ง พลังปราณไอเย็นที่อัดแน่นพลันะเิย้อนกลับเข้าหาตัวเอง ส่งร่างของผู้ดูแลเยี่ยปลิวละลิ่วถอยหลังไปสามก้าว ใบหน้าซีดเผือดลงด้วยความตกตะลึงสูงสุด
"อะไรกัน?! ฝักกระบี่ไม้ธรรมดา... กลับทานรับพลองทมิฬของข้าได้!" ผู้ดูแลเยี่ยแผดเสียงร้องในใจ
ทว่าเสี่ยวหัวไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้หยุดหายใจ นางก้าวสืบเท้าขยับกายประดุจเงาพราย หมุนตัวตวัดปลายฝักกระบี่ไม้ไผ่เข้าเจาะทะลวงจุดชีพจรหัวไหล่ของผู้ดูแลเยี่ยอย่างโเี้เด็ดขาด!
ฉึก! กร๊อบ!
เสียงกระดูกหัวไหล่หลุดลั่นดังสะท้าน ผู้ดูแลเยี่ยหน้าเขียวคล้ำ ร้องอุทานอั่กในลำคอ พลองเหล็กทมิฬหลุดมือหล่นพื้น ร่างกายซีกซ้ายชาหนึบจนไม่อาจขยับเขยื้อนยามเมื่อเส้นประสาทถูกทำลายสิ้น
ในเวลาเดียวกัน หน่วยคุมกฎสายในอีกหกคนเห็นหัวหน้าเพลี่ยงพล้ำ พวกมันจึงชักดาบยาวพุ่งเข้าใส่เสี่ยวิจากรอบทิศทาง หมายจะสับร่างของเด็กชายให้แหลกคามือ ทว่าเสี่ยวิกลับไม่อยู่เฉย เด็กชายใช้เท้าขวาขยับก้าวไขว้ตามท่าร่างก้าวพระบาทท่องดารา ร่างเล็กพุ่งวาบหลบวิถีดาบทั้งหมดได้อย่างปาฏิหาริย์ดุจงูเลื้อยฝ่าดงหญ้า
ฟึ่บ! ปัง! ปัง! ปัง!
เสี่ยวิไปปรากฏกายขึ้นใจกลางกลุ่มศัตรู ฝ่ามือน้อย ๆ สองข้างอัดแน่นไปด้วยปราณบริสุทธิ์ ซัดตบเข้าที่หน้าอกของหน่วยคุมกฎสามคนพร้อมกันเบา ๆ หนึ่งครั้ง!
บึ้ม!!!
มวลอากาศเบื้องหน้าพลันะเิออกดุจะุปืนใหญ่ แรงดันปราณอันมหาศาลพุ่งกระแทกเข้าที่ลิ้นปี่ของศัตรูอย่างจัง เสียงกระดูกซี่โครงหักสะบั้นดัง อั่ก! ร่างใหญ่โตของพวกมันสามคนปลิวละลิ่วทะลุหลังคาเรือนนอนพังทลายเป็รูโหว่ั์ ปลิวไปตกกระแทกกับลานหินด้านนอกสลบเหมือดจมกองเืทันทีในเสี้ยวอึดใจ โดยไม่อาจส่งเสียงร้องแม้แต่คำเดียว
ส่วนอีกสามคนที่เหลือถูกเสี่ยวหัวตวัดฝักกระบี่ไม้สับเข้าที่ข้อมือจนดาบหลุดมือ และโดนเตะเข้าที่ยอดอกจนกระเด็นไปล้มระเนระนาด กองรวมกันอยู่บนพื้นดินร่วมกับผู้ดูแลเยี่ยและหลินเพ่ยเอ๋อร์
ฝุ่นดินและควันปราณค่อย ๆ สงบลง บรรยากาศรอบด้านกลับคืนสู่ความเงียบสงัดอีกครา ศิษย์สายนอกรอบข้างต่างพากันเบิกตากว้างจนแทบหลุดออกจากเบ้า ร่างกายสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวอันสูงสุด พวกเขารีบคุกเข่าลงกับพื้นโขกศีรษะให้สองพี่น้องตัวน้อยดุจกราบไหว้เทพเ้าแห่งความตาย
"ฝาก... ฝากไว้ก่อนเถอะ!" หลินเพ่ยเอ๋อร์ร้องลั่นทั้งน้ำตา ใบหน้างดงามบัดนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นดินและคราบเื นางรีบพยุงร่างอันสะบักสะบอมของผู้ดูแลเยี่ยและพวกพ้องหนีออกจากเรือนนอนไปอย่างรวดเร็วด้วยความอับอายขายหน้า
เสี่ยวิหยิบถ้วยดินเผาตักน้ำแกงปลาเค็มขึ้นมาซดโฮกใหญ่ "ฮ้า! อร่อยเหลือเกินพี่ใหญ่ พลังปราณกลับมาเต็มเปี่ยมแล้ว!"
ไอพลังปราณสีทองหนาแน่นะเิออกระลอกหนึ่งรอบกายของเด็กชาย ร่างกายที่เคยเหน็ดเหนื่อยกลับคืนสู่ความสมบูรณ์พร้อมในเสี้ยวอึดใจ จนทำเอาศิลาเหล็กใต้เตาหลอมเหลวกลายเป็ผงคลีสีดำละเอียด
ห่างออกไปในเงามืดบนยอดไม้ใหญ่
ผู้เฒ่าชิงหลิวที่แอบติดตามดูเหตุการณ์อยู่ตลอดเวลาถึงกับมือสั่นเทาจนเกือบปล่อยป้ายหยกหล่นพื้น ดวงตาเหี่ยวย่นเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกอันสูงสุด "ฝ่ามือไร้รูปและจิตกระบี่นั่น... มันไม่ใช่สิ่งที่เด็กอายุเท่านี้จะทำได้! สองพี่น้องตระกูลหยุน... พวกเ้าเป็สัตว์ประหลาดจากยุคโบราณตนใดกลับชาติมาเกิดกันแน่?!"