บทที่ 11 ไม่ให้พักด้วย (รีไรต์)
ครอบครัวของลูกชายคนโตเรียกได้ว่าลูกเต็มบ้านหลานเต็มเมือง อวิ๋นโหย่วเต๋อและหงชุนฮวามีลูกชายสามคน ลูกสาวหนึ่งคน ลูกชายคนโตอย่างอวิ๋นอ้ายกั๋วก็แต่งงานมีลูกชายสองคน ตอนนี้พวกเขายกขโยงกันไปสถานีตำรวจ เหลือเพียงคุณย่าอวิ๋น เจียงเอ้อร์นีภรรยาของอวิ๋นอ้ายกั๋วและลูกชายสองคน รวมทั้งหมดห้าคน
เดิมทีบ้านหลังนี้เล็กอยู่แล้ว แบ่งเป็สองห้องนอน ห้องนั่งเล่นไม่ถึงสิบตารางเมตร พอมีคนมายืนกันก็แน่นขนัดเหมือนกับปลากระป๋อง
“ย่าคะ พ่อได้รับาเ็ที่หัวกับมือ ย่าเห็นไหมคะ?” อวิ๋นซานถามคุณย่าอวิ๋น
ั้แ่ย่าเข้าบ้านมาก็เอาแต่ต่อว่าสั่งสอน ไม่เห็นหรือไงว่าลูกชายมีพันผ้าพันแผลที่หัวกับมือ
ตอนนี้เองที่ย่าอวิ๋นเพิ่งจะสังเกตเห็น “นี่มันเกิดอะไรขึ้น บ้านโดนขโมยขึ้นเหรอ?”
“มีคนจงใจปล่อยข่าวลือไปที่ทำงานของพ่อ ทำให้พ่อเกิดอุบัติเหตุ เกือบเอาชีวิตไม่รอด เพราะเื่นี้เขาถึงโดนโรงงานตำหนิด้วยค่ะ ต่อไปจะกลับไปทำงานได้อีกหรือเปล่ายังไม่รู้เลย”
วันนี้โรงงานประกาศลงโทษจริง ตักเตือนอวิ๋นโหย่วฝูและซูเฉียงที่ฝ่าฝืนกฎความปลอดภัยในการทำงาน
คนแรกที่ใคือพานหงเสีย เธอถามอวิ๋นซานทันที “ซานซาน เื่จริงเหรอ?”
อวิ๋นซานพยักหน้า “จริงค่ะ ทางโรงงานประกาศแล้ว เพื่อนร่วมงานกลุ่มเดียวกับพ่อรู้กันหมดแล้ว”
ย่าอวิ๋นเบิกตากว้าง “ห๊ะ? ได้รับาเ็แล้วกลับไปทำงานไม่ได้ นี่มันเหตุผลอะไรกัน?”
“โรงงานเขามีกฎของเขา มีกฎความปลอดภัย คนงานทุกคนต้องทำงานอย่างปลอดภัย ป้องกันตัวเอง ป้องกันผู้อื่น แล้วยิ่งต้องป้องกันทรัพย์สินของโรงงานด้วย หากไม่ทำตามกฎ ก็ต้องโดนตำหนิ”
อวิ๋นโหย่วฝูไม่พูดอะไร
พานหงเสียเป็กังวลไปหมด ถ้าไม่มีงานแล้วที่บ้านจะทำอย่างไร? บ้านจะโดนยึดคืนไหม?
เมื่อคุณย่าอวิ๋นได้รู้เื่นี้ ก็ถามอวิ๋นโหย่วฝูว่าทำไมถึงไม่ปฏิบัติตามกฎของโรงงาน
อวิ๋นชานพูดด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน “ก็หลานสาวสุดที่รักของคุณย่านั่นแหละ โทรไปที่โรงงาน บอกว่าหนูหายตัวไปทำให้พ่อใจนเกิดอุบัติเหตุ”
อวิ๋นโหย่วเต๋อแย้งทันที “พูดจาเหลวไหล!”
อวิ๋นซานพูด “เหลวไหลหรือเปล่า ลุงก็ไปถามแถวบ้านดูสิคะ วันนั้นทุกคนเห็นเธอมาโวยวาย บอกว่าหนูหายตัวไป นอกจากอวิ๋นเจินแล้ว หนูก็หาคนที่คิดว่าหนูหายตัวไปไม่ได้อีกแล้ว”
อวิ๋นโหย่วเต๋ออ้าปากค้าง สีหน้าถมึงทึง “เธอนี่มันพูดจาเหลวไหลจริง ๆ!”
อวิ๋นซานแค่นเสียง ไม่สนใจคำโต้แย้งของผู้เป็ลุงที่พูดจาวกวนไปเรื่อย เหมือนลุงของเธอคนนี้จะได้รับสืบทอดนิสัยของคุณย่าอวิ๋นมาอย่างแท้จริง
“ลุงใหญ่ คุณย่า ตอนนี้อวิ๋นเจินทำให้พ่อหนูาเ็แล้วยังโดนลงโทษ อาจจะโดนไล่ออกด้วย พวกลุงจะชดเชยความเสียหายให้เรายังไงคะ?”
เจียงเอ้อร์นีมีสีหน้าใ “อะไรนะ?”
ใบหน้าของอวิ๋นโหย่วเต๋อแดงก่ำด้วยความโกรธ “พูดจาเหลวไหล โหย่วฝู แกไม่ห้ามปรามลูกสาวแกหน่อยเหรอ?”
คุณย่าอวิ๋นรีบร้อนขึ้นมาทันที “ชดเชยอะไร? อวิ๋นเจินไม่ได้เป็คนทำร้ายพ่อเธอ อย่าพูดมั่วซั่ว”
“ไม่อยากชดเชยใช่ไหม? งั้นพวกเรากลับไปบอกทุกคนในหมู่บ้านให้รู้เื่นี้ ว่าพวกคุณจงใจทำร้ายพ่อหนู อยากให้เขาตายแล้วยังจะทำให้หนูหายตัวไป เพื่อจะฮุบทั้งงานและบ้านของพวกเรา”
“แกพูดจาเหลวไหลอะไร ไร้เหตุผลสิ้นดี”" อวิ๋นโหย่วเต๋อหน้าซีดเผือดราวกับจะกินเืกินเนื้อ
เจียงเอ้อร์นีมีสีหน้าตื่นตระหนก เธอดึงลูกชายทั้งสองไว้กลัวว่าบ้านนี้จะโมโหแล้วลงที่ลูก ๆ ของเธอ
ย่าอวิ๋นถึงกับพูดไม่ออก ไม่คิดว่าหลานสาวคนนี้จะผิวหน้าหนายิ่งกว่าตัวเองเสียอีก
“ยังไงก็เถอะ อวิ๋นเจินทำเื่แบบนั้น พวกเราจะไม่เชื่อใจเธออีกแล้ว จะไม่เชื่อใจบ้านใหญ่ด้วย” อวิ๋นซานกวาดตามองผู้ใหญ่สามคนของบ้านหลังใหญ่อย่างดูถูก สีหน้าราวกับจะบอกว่า 'ยังไม่ไปอีกเหรอ?'
อวิ๋นโหย่วเต๋อคิดว่าตัวเองเป็พี่ชายคนโต พี่ชายก็เหมือนพ่อ ไม่ใช่ว่าต้องมีหน้าที่เหมือนพ่อ แต่มีอำนาจเหมือนพ่อต่างหาก แน่นอนว่าเขาทนกับเื่แบบนี้ไม่ได้อยู่แล้ว รีบเรียกเจียงเอ้อร์นีและย่าอวิ๋นออกไปทันที
แต่ย่าอวิ๋นไม่ยอมไป ไหนเลยจะมีเหตุผลที่คนเป็แม่จะต้องไป “ฉันเลี้ยงเขามาจนโตขนาดนี้ ยังหาเมียให้เขาอีกด้วย อยู่ต่ออีกหน่อยไม่ได้หรือไง?”
อวิ๋นโหย่วฝูพูด “แม่เข้าเมืองมาแล้ว ก็อยู่ที่นี่สักสองสามวันค่อยกลับไปเถอะ” ส่วนอวิ๋นโหย่วเต๋อเขาไม่ได้เอ่ยปากชวนเพราะว่าลูกสาวเพิ่งพูดไปแบบนั้น ถ้าเขาพูดขัดแย้ง มันจะเป็การไม่ไว้หน้าเธอ
ตอนนี้อวิ๋นซานแต่งงานแล้ว มีงานทำแล้ว เป็แม่คนแล้วและเป็ผู้ใหญ่แล้ว เพราะงั้นเขาก็ควรจะเคารพความคิดเห็นของเธอด้วย
พานหงเสียเห็นทั้งสามีและลูกสาวพูดแบบนั้นก็ได้แต่ยอมรับ
อวิ๋นโหย่วเต๋อเห็นโหย่วฝูไม่รั้งตัวเองไว้ ก็โมโหจนใบหน้าบิดเบี้ยว “ดี! ดีจริง ๆ พวกแกคงไม่อยากไปไหว้บรรพบุรุษแล้วสินะ ต่อไปนี้คงไม่กลับหมู่บ้านต้าเหอแล้วล่ะสิ”
คิดว่าจะใช้เื่นี้มาข่มขู่พวกเธอได้เหรอ? อวิ๋นซานได้ยินแบบนั้นรู้สึกตลก ครอบครัวของเธอออกจากทะเบียนบ้านั้แ่ยี่สิบปีก่อนแล้ว ทางหมู่บ้านก็ไม่ได้จัดสรรที่ดินให้ จะกลับไปทำไม?
อวิ๋นโหย่วฝูถอนหายใจ “พี่ใหญ่ พวกเราแยกบ้านกันแล้ว ต่อไปนี้จะไปไหว้หลุมศพก็แยกกันไหว้เถอะ”
ทุกปีอวิ๋นโหย่วฝูจะกลับไปไหว้หลุมศพของบิดาที่เสียไปแล้ว และจะไปค้างที่บ้านอวิ๋นโหย่วเต๋อหนึ่งคืน แล้วทั้งสองบ้านจะไปไหว้ด้วยกัน
ทันใดนั้นอวิ๋นโหย่วเต๋อก็เดินออกจากบ้านพักไป เขาไม่อยากอยู่ในที่ที่มีแต่อากาศสกปรกนี้แม้แต่วินาทีเดียว
เจียงเอ้อร์นีพาลูก ๆ ออกไปด้วยสีหน้าลังเล ลูกชายทั้งสองของเธอยังไม่ถึงหกขวบเห็นห่อกระดาษวางอยู่บนตู้ในบ้าน นึกว่าเป็ขนมและกำลังส่งเสียงขอ พอต้องไปตอนนี้ก็ไม่ยอม เลยร้องไห้ออกมา
พานหงเสียรู้สึกใจอ่อน คิดว่าเด็กสองคนยังเล็กขนาดนี้ ดึกป่านนี้แล้วพวกเขาจะหาที่อยู่ได้เหรอ?
แต่อวิ๋นซานกลับไม่ใจอ่อนง่าย ๆ แบบแม่ของเธอ พวกเขาใจดีกับครอบครัวเธอด้วยงั้นเหรอ? ไม่ว่าจะชีวิตที่แล้วของเธอหรือแม้แต่ชีวิตนี้ก็ตาม
อวิ๋นโหย่วฝูก็ไม่ได้ใจอ่อน บ้านแค่นี้จะให้อยู่กันได้ยังไง ในเมื่อพวกเขามาถึงที่นี่แล้ว คงคิดหาวิธีแก้ปัญหาเื่ที่พักได้เอง เขาหยิบแอปเปิ้ลสองลูกออกมาจากตู้ ยัดใส่มือเด็กทั้งสอง นี่ถือว่ามีน้ำใจมากพอแล้ว
ย่าอวิ๋นเห็นแบบนั้นก็ะโขึ้นมาทันที “เหล่าเอ้อร์ แกทำอะไรน่ะ? เด็ก ๆ ยังเล็กขนาดนี้ แกจะไล่พวกเขาไปจริง ๆ เหรอ? แกยังมีจิตสำนึกอยู่ไหม?”
เด็กทั้งสองคนนี่แหละคือรากแก้วของตระกูลอวิ๋น ไม่เหมือนอวิ๋นซาน สู้เด็กทั้งสองนี้ไม่ได้สักนิด
เจียงเอ้อร์นีได้ยินเสียงคุณย่าอวิ๋นก็หยุดเดิน หวังว่าอวิ๋นโหย่วฝูจะเอ่ยปากรั้งพวกเขาเอาไว้
ขณะนี้เป็เวลาเลิกงาน เมื่อย่าอวิ๋นร้องะโเสียงดังก็ยิ่งทำให้เพื่อนบ้านต่างพากันมาดูเหตุการณ์จำนวนมากขึ้นไปอีก
แม้ว่าเหตุการณ์นี้จะไม่ได้ทำให้อวิ๋นโหย่วฝูอับอาย แต่เขาก็คิดว่านี่เป็การรบกวนความสงบของเพื่อนบ้าน และแน่นอนว่าเขาไม่ได้หน้าหนาขนาดนั้น อีกอย่างลึก ๆ ในใจก็รู้สึกใจอ่อนกับเด็กสองคนจึงพูดกับอวิ๋นซานว่า
“ซานซาน เอาใบรับรองพนักงานของหนูไปเปิดห้องที่บ้านพักรับรองให้พวกเขาพักเถอะ”
อวิ๋นซานได้แต่ทำตามอย่างไม่มีทางเลือก เธอคิดว่าถ้าพวกเขาเกิดเื่อะไรที่ข้างนอก พ่อแม่ของเธอคงรู้สึกผิด ถึงแม้ว่าพวกเขาจะโกรธอวิ๋นเจินและสงสัยเื่ที่บ้านใหญ่จะมาแย่งงานแย่งบ้าน แต่ก็ไม่มีหลักฐาน ทำให้พวกเขาเองก็ยังมีความลังเลใจอยู่บ้าง
อวิ๋นซานเดินไปหยิบมีดในครัวใส่กระเป๋าโดยไม่สนใจว่าเจียงเอ้อร์นีจะมองเห็นหรือไม่ เธอพูดว่า “ฉันจะไปเปิดห้องให้ แต่ไม่ต้องมาหวังว่าฉันจะออกเงิน แล้วอย่ามาหาเื่ ไม่อย่างนั้นฉันก็จะไม่เปิดห้องให้”
อวิ๋นโหย่วเต๋อที่เดินออกไปแล้ว แต่ยังเดินไปได้ไม่ไกลมากนัก ยังคงแอบฟังเื่ราวข้างในอยู่ แต่หลังจากที่ได้ยินคำพูดของอวิ๋นซานเขาก็โกรธจนตัวสั่นทันที