ตอนที่ 198 รวบรวมศรัทธาจากหมื่นแดนฟ้าดิน การเริ่มต้นของโศกนาฏกรรมอันงดงาม
อีกด้านหนึ่ง ณ ราชสำนักเซียนไร้เทียมทาน
"ขอรายงานองค์รัชทายาท สถานที่ตั้งของพื้นพิภพดาราสวรรค์ได้รับการยืนยันแล้ว..."
"กองกำลังไร้เทียมทานชุดแรกได้รับการคัดเลือกครบห้าแสนคน ขณะนี้กำลังจัดตั้งกองกำลังชุดที่สองเพคะ"
เสียงรายงานอย่างนอบน้อมดังขึ้นจากนางกำนัล
ภายในพระราชวัง เยวี่ยหมิงคงยืนอยู่อย่างสง่างาม ดวงตาหยั่งลึกดุจมหาสมุทรที่ทอดยาวไปยังขอบฟ้า ผืนอาภรณ์จักรพรรดิแผ่คลุมร่าง ทว่ากลับมิอาจจะปิดบังบุคลิกที่ทรงพลังและสง่างามได้
ในขณะนั้น นางกำลังพินิจพิเคราะห์ถึงเรื่องราวต่างๆ ก่อนที่จะถูกเสียงรายงานนั้นดังขัดจังหวะขึ้น ใบหน้าที่งดงามเยี่ยงเซียนเผยความลังเลขึ้นวูบหนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ พร้อมกับเปล่งเสียงตอบรับว่า "ดีมาก"
พื้นพิภพดาราสวรรค์ซึ่งเป็นสถานที่ที่นางเคยได้ยินมาจากความทรงจำในชาติภพก่อน เป็นสถานที่ซึ่งร่างจุติของบรรพชนมนุษย์ได้ปรากฏตัวขึ้น ก่อนจะกลับสู่แดนสวรรค์
นางได้ใช้เวลาไปมากมายสำหรับการยืนยันตำแหน่งที่แน่นอนของพื้นพิภพดาราสวรรค์ อีกทั้งในระยะนี้ การจัดตั้งกองกำลังไร้เทียมทานก็ได้สูบพลังงานของนางไปมิน้อย ทำให้จนถึงในตอนนี้ นางก็ยังมิสามารถที่จะลงมือดำเนินการใดๆ ได้
เยวี่ยหมิงคงกำลังวางแผนเพื่อกำจัดภัยคุกคามนี้ให้แก่กู้ฉางเกอ หากนางทำมิได้ ก็ต้องหาวิธีแจ้งเตือนกู้ฉางเกอให้รับรู้เรื่องนี้ เพื่อให้เขาหาหนทางเอาตัวรอดด้วยตนเอง เพราะหากถูกวิหารบรรพชนมนุษย์ค้นพบในช่วงนี้ ก็คงจะเป็นผลร้ายต่อกู้ฉางเกอนัก
ด้วยเพราะหากฐานะของผู้สืบทอดวิชามารถูกเปิดเผยไป เขาก็ย่อมจะต้องเผชิญหน้ากับศัตรูทั่วหล้าอย่างแน่นอน
"หากออกเดินทางไปยังที่แห่งนั้นในตอนนี้ก็จะต้องใช้เวลาอย่างเนิ่นนาน และเมื่อเวลาล่วงเลยผ่านไป ก็อาจจะพลาดโอกาสสำคัญไปได้..."
สีหน้าของเยวี่ยหมิงคงปรากฏความลังเลที่หาชมได้ยาก
นางเกรงว่าจะมิทันการณ์ เพราะร่างจุติของบรรพชนมนุษย์ในเวลานี้ยังคงอ่อนแอนัก เป็นเป้าหมายที่ง่ายต่อการจัดการยิ่ง และหากปล่อยให้วิหารบรรพชนมนุษย์ตามรอยไปก่อน การจะจัดการในภายหลังก็ย่อมจะยากลำบากขึ้นเป็นทวีคูณ
แม้เยวี่ยหมิงคงจะมิคาดหวังว่าพลังของนางในเวลานี้จะสามารถสังหารร่างจุติของบรรพชนมนุษย์ได้จริง ทว่าอย่างน้อยก็คงจะสามารถยืดเยื้อเวลาในการหวนคืนกลับมาของบรรพชนมนุษย์ออกไปได้
“เช่นนั้นก็หมายความว่า พื้นพิภพดาราสวรรค์อยู่ห่างไกลออกไปจากเขตแดนสวรรค์ชั้นในอย่างไร้ที่สิ้นสุด จึงเป็นเรื่องยากที่วิหารบรรพชนมนุษย์จะสามารถค้นพบร่างจุติของบรรพชนมนุษย์ได้ในระยะเวลาอันสั้น...”
“ต่อให้พวกเขาต้องการยืนยันตำแหน่งของบรรพชนมนุษย์ ก็คงจะต้องสิ้นเปลืองความพยายามไปมิน้อย”
เยวี่ยหมิงคงครุ่นคิดอยู่เนิ่นนาน ก่อนจะตัดสินใจรอคอยไปอีกสักระยะก่อนจะออกเดินทาง เนื่องจากในอีกมิกี่วันข้างหน้า ก็จะเป็นวันคล้ายวันเกิดของมารดาของกู้ฉางเกอ ผู้ซึ่งเป็นสตรีที่ปรียบดั่งเป็นมารดาแท้ๆ ของนางในชาติก่อน เยวี่ยหมิงคงยังคงสำนึกในพระคุณนั้นอย่างลึกซึ้งเสมอมา มารดาของนางได้สิ้นใจไปตั้งแต่นางเยาว์วัย ความรักความผูกพันที่นางเคยได้รับมาในชาติที่แล้ว ก็ล้วนแล้วแต่มาจากบิดาเเละมารดาของกู้ฉางเกอทั้งสิ้น
ชาตินี้นางมิปรารถนาที่จะพลาดวันมงคลนี้ไป เพราะการเดินทางไปยังพื้นพิภพดาราสวรรค์นั้น ก็ย่อมจะต้องใช้ระยะเวลาอย่างยาวนาน และในช่วงนี้ นางก็ยังคงติดตามความเคลื่อนไหวในดินแดนเซียนโบราณอย่างใกล้ชิด
บทสรุปในท้ายที่สุดนั้นได้แตกต่างไปจากชาติที่แล้วเพียงเล็กน้อย ซึ่งสิ่งที่แตกต่างไปก็คือ ในชาติก่อนนั้น กู้ฉางเกอมิได้เปิดเผยฐานะผู้สืบทอดของมหาเทพวัฏสงสาร ทว่ากลับใช้วิธีการอื่นในการควบคุมเผ่าพันธ์ุโบราณต่างๆ อย่างตระกูลอสรพิษโบราณและตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาล
ในชาตินี้ เป็นเพราะเย่หลิงได้สิ้นชีพลงในเงื้อมมือของกู้ฉางเกอ เขาก็ย่อมจะเปิดเผยฐานะนี้ได้อย่างมิต้องปิดบัง และนางหาได้รู้สึกแปลกใจในเรื่องนี้ไม่ เพราะนี่คือกลอุบายที่สมกับที่กู้ฉางเกอจะเลือกใช้
“ผู้สืบทอดแห่งวิหารบรรพชนมนุษย์จะปรากฏตัวขึ้นในมิช้า พลังของเขานั้นลึกล้ำเกินกว่าจะหยั่งถึง และมีเพียงปีศาจแห่งยุคบรรพกาลบางตนเท่านั้นที่อาจจะเทียบเคียงกัับเขาได้... และพลังของข้าตอนนี้ ก็หาใช่คู่ต่อสู้ของเขาไม่”
“ดูเหมือนว่าข้าคงจะต้องออกเดินทางไปยังเขตแดนแห่งบรรพชนเพื่อรับการอาบไล้กลิ่นอายแห่งจักรพรรดิ พร้อมทั้งหลอมรวมจิตวิญญาณแห่งเซียนที่หลงเหลืออยู่เสียที...”
เยวี่ยหมิงคงไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะจัดการกับเรื่องราวที่คั่งค้าง แล้วออกเดินทางสู่เขตแดนบรรพชนแห่งราชสำนักเซียนไร้เทียมทาน
ในทุกยุคทุกสมัย ผู้สืบทอดตำแหน่งรัชทายาทของราชสำนักเซียนไร้เทียมทาน ต่างก็จะได้รับโอกาสในการอาบไล้กลิ่นอายแห่งจักรพรรดิเพียงหนึ่งครั้งในชีวิต ซึ่งสิ่งนี้เป็นรากฐานอันมั่นคงที่ทำให้ราชสำนักเซียนไร้เทียมทานยืนหยัดอยู่มาได้ตราบนิรันดร์
พลังจากการอาบไล้กลิ่นอายจักรพรรดินั้นมิต้องกล่าวถึงคุณประโยชน์ให้มากความ และโอกาสนี้ก็มีเพียงครั้งเดียวในแต่ละยุค
เดิมทีเยวี่ยหมิงคงนั้นตั้งใจจะเก็บโอกาสนี้เอาไว้สำหรับช่วงที่นางบรรลุขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ ทว่าในยามที่ทายาทของวิหารบรรพชนมนุษย์ใกล้จะปรากฏตัว นางก็รู้สึกได้ถึงแรงกดดันอันมหาศาล และจำต้องเร่งพัฒนาระดับพลังของตนเองให้สูงขึ้น
บวกกับจิตวิญญาณแห่งเซียนที่กู้ฉางเกอได้มอบให้ เยวี่ยหมิงคงก็คิดว่าควรจะใช้มันหลอมรวมเสียพร้อมกันในคราวเดียว มิเช่นนั้น ในยุคแห่งการชุมนุมยอดยุทธ์จากฟ้าดิน นางก็ย่อมยากจะครองตำแหน่งอันโดดเด่นไปได้
…
หลังจากที่ได้รวบรวมเผ่าพันธ์ุต่างๆ ในดินแดนเซียนโบราณให้เป็นเอกภาพแล้ว กู้ฉางเกอก็มิได้หยุดพักแม้แต่น้อย เขาได้กวาดต้อนครอบครองทรัพย์สมบัติตลอดเส้นทางมามากมาย และเก็บเกี่ยวสมบัติอันล้ำค่าทั้งคัมภีร์เซียนโบราณ ความตระหนักรู้ของบรรพชน บันทึกศิลาแห่งมหายุทธ์สูงสุด สัญลักษณ์อาคม ค่ายกลโบราณ โอสถเทพศักดิ์สิทธิ์ คัมภีร์โบราณ และศาสตราแห่งมรรคานับมิถ้วน
ทรัพยากรสำหรับการบำเพ็ญเพียรในมือของกู้ฉางเกอ ณ ขณะนี้ นับได้ว่าท่วมท้นเกินกว่าผู้ใดในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา สมบัติที่สะสมมาอย่างยาวนานของตระกูลใหญ่ทั้งหลายในยุคเซียนโบราณนั้นก็มากมายเสียจนยากจะจินตนาการได้ แม้แต่ว่าที่มหายุทธ์สูงสุดก็ยังต้องอิจฉาริษยาอยู่ในใจ
เพราะโอกาสที่ได้รับมาเหล่านี้เอง จึงทำให้วิชามหามารกลืนเทพของกู้ฉางเกอพลันบรรลุถึงขอบเขตผู้ศักดิ์สิทธิ์ในคราเดียว ส่วนระดับพลังที่เขาเปิดเผยต่อสายตาของผู้อื่นในนามของคัมภีร์เซียนมรรคาสวรรค์นั้น ก็ได้ทะลวงถึงขอบเขตเทวะศักดิ์สิทธิ์แล้ว ซึ่งก็นับว่าเพียงพอที่จะลวงตาผู้คนทั้งปวงได้ในเวลานี้
กู้ฉางเกอรู้ดีว่า มีผู้คนจำนวนมากที่สงสัยว่าพลังที่แท้จริงของเขานั้นย่อมมิใช่เพียงจะหยุดอยู่ที่เพียงขอบเขตเทวะศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น ทว่าการสงสัยนั้นจะมีความหมายอันใดหรือ ผู้ใดเล่าจะมีความสามารถที่จะเปิดเผยพลังที่แท้จริงของเขาได้
ยิ่งไปกว่านั้น กู้ฉางเกอก็มิได้ใส่ใจในเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย อำนาจบารมีของเขา ณ บัดนี้ ได้ทะยานถึงจุดที่ชนรุ่นเยาว์ทั้งปวงมิอาจจะเทียบเคียงได้ และแม้แต่ผู้สืบทอดแห่งวิหารบรรพชนมนุษย์ที่จะปรากฏตัวขึ้น ก็มิอาจจะทำอันใดเขาได้นอกจากเอาแต่ก้มหน้าคำนับ
ในช่วงเวลานี้ กู้ฉางเกอกำลังค้นคว้าหาข้อมูลเกี่ยวกับตัวตนของบรรพชนมนุษย์ในชาติภพปัจจุบัน โดยอาศัยการวิเคราะห์จากบันทึกโบราณที่เขาได้รวบรวมไว้ กู้ฉางเกอพยายามคาดการณ์ถึงความเป็นไปได้ที่จะยึดครองฐานะนั้นแทน
สุดท้ายเขาก็สรุปได้ว่า ความเป็นไปได้เช่นนั้นมีน้อยยิ่ง ทว่าก็มิใช่ว่าจะไร้โอกาสโดยสิ้นเชิง ทว่าก่อนที่จะไปถึงขั้นนั้น กู้ฉางเกอจะต้องค้นหาตัวบรรพชนมนุษย์ในชาติภพนี้ให้พบเสียก่อน
อย่างไรก็ตาม แดนสวรรค์นั้นกว้างใหญ่ไพศาลยิ่ง ส่วนโลกเบื้องล่างก็ปกคลุมไปด้วยมิติโลกนับมิถ้วนจนแทบจะไร้ขอบเขต การจะเสาะหาไปยังโลกทีละแห่งจึงมิใช่สิ่งที่เขาตั้งใจจะทำ เพราะทั้งมิสมเหตุสมผลและน่าเบื่อหน่ายยิ่ง
ปัญหาที่เขากำลังเผชิญอยู่ในตอนนี้ก็คือสิ่งนี้นี่เอง
จากนั้น เขาก็ได้ครุ่นคิดถึงหนทางที่จะดำเนินการต่อไปในอีกสองเส้นทาง ประการแรกก็คือการใช้เยวี่ยหมิงคงเป็นเบาะแส ทว่าเมื่อเขาสั่งให้คนสนิทไปสืบข่าวคราว ก็กลับพบว่านางได้เดินทางไปยังเขตแดนของบรรพชน และยังมิได้ออกมาจากเขตแดนแห่งราชสำนักเซียนไร้เทียมทานเลยทั้งสิ้น ดังนั้น บัดนี้จึงเหลือเพียงหนทางเดียวเท่านั้น นั่นก็คือการใช้วิหารบรรพชนมนุษย์เพื่อตามหาผู้ที่เป็นร่างจุติของบรรพชนมนุษย์ แล้วจึงเข้าไปตัดหน้าช่วงชิงตัวไป
อย่างไรก็ตาม วิธีการก็นี้ก็เต็มไปด้วยอุปสรรคยิ่ง เพราะวิหารบรรพชนมนุษย์นั้นย่อมจะมีมาตรการการป้องกันอย่างแน่นหนา และบางที เขาก็อาจจะต้องสูญเสียผลประโยชน์ไปมากกว่าจะได้รับสิ่งใดตอบกลับมา อีกทั้งอาจจะเป็นการเปิดเผยตัวตนว่าเป็นผู้สืบทอดเคล็ดวิชามารต้องห้าม
จากท่าทีของหวังจื่อจินในขณะนี้ ดูเหมือนว่านางจะมิได้สนใจในเรื่องการตามหาร่างจุติของบรรพชนมนุษย์มากนัก ซึ่งก็มิน่าแปลกใจนัก ด้วยเพราะว่านางคือผู้ที่ข้ามภพมา ไยเล่าจะยอมลดตนเป็นเพียงเครื่องมือของผู้อื่นได้
ด้วยเหตุนี้ กู้ฉางเกอจึงได้ครุ่นคิดหาวิธีที่จะทำให้หวังจื่อจินกลายมาเป็นเครื่องมือของเขา ซึ่งกระบวนการนี้ย่อมมิอาจจะสำเร็จได้ในระยะเวลาอันสั้น
ส่วนเรื่องร่างจุติของบรรพชนมนุษย์นั้น เขาก็ได้วางเรื่องราวเหล่านี้เอาไว้ก่อน โดยตั้งใจว่าจะรอจนกว่าเยวี่ยหมิงคงจะกลับจากเขตแดนบรรพชนแล้วจึงค่อยกลับมาพินิจถึงเรื่องนี้อีกครั้ง
นอกเหนือจากนั้น ในช่วงเวลานี้ กู้ฉางเกอก็ได้ใช้แต้มชะตาสวรรค์ในการพัฒนาโลกภายในของเขาอีกครั้ง ก่อนหน้านี้นั้น เขาได้รังสรรค์โลกภายในให้มีภาพลักษณ์ของสรวงสวรรค์อันวิจิตรที่เคยปรากฏขึ้นในตำนานเทพปกรณัม
โลกภายในอันเร้นลับกว้างใหญ่ไร้ขอบเขตแห่งนั้น ได้ปรากฏเหล่าวิหารทองคำที่เรียงรายเป็นแนว ระยิบระยับด้วยดวงดาราศักดิ์สิทธิ์ซึ่งล่องลอยเสมือนมหาสมุทร สายแสงแห่งดวงดารานับล้านหลั่งรินลงมาดุจม่านหมอก ขณะที่ไอแห่งความอลหม่านแผ่ปกคลุมไปทั่ว บรรยากาศภายในนั้นยิ่งใหญ่สูงส่งเกินกว่าผู้ใดจะเปรียบ แม้กระทั่งผู้แข็งแกร่งในขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ก็ยังต้องตะลึงงัน และถึงกับมิอาจหักห้ามใจที่จะคุกเข่าก้มกราบภายใต้แรงกดดันของบรรยากาศอันศักดิ์สิทธิ์นี้ได้
ทั้งหมดนี้ล้วนเกี่ยวพันกับแผนการอันยิ่งใหญ่ในอนาคตของกู้ฉางเกอ เขาจึงมิอาจจะประมาทในการวางรากฐานของโลกภายใน เพราะหากขาดซึ่งความยิ่งใหญ่สมบูรณ์แบบ ก็ย่อมมิอาจจะสร้างความศรัทธาในใจของผู้คน หรือดึงดูดเหล่าต้นหญ้าผู้ต่ำต้อยมาได้เลย
“ทุกสิ่งล้วนพร้อมสรรพ เหลือเพียงแต่สายลมแห่งบูรพาเท่านั้น และบัดนี้ก็ถึงเวลาที่จะหาหนูทดลองมาทดสอบดูแล้ว...”
เมื่อความคิดนี้แวบผ่าน กู้ฉางเกอก็เลือกเป้าหมายเป็นเฮยหมิงแห่งตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาล ซึ่งเป็นคุณชายผู้ถูกมองว่าไร้ค่าในอดีต ทว่าบัดนี้กลับกลายเป็นดวงดาราอันเจิดจรัสของตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาล ผู้ที่กุมอำนาจอันยิ่งใหญ่เกรียงไกร ซึ่งฐานะของเขาเป็นรองเพียงเฮยเหยียนอวี้ ผู้เป็นพี่สาวของเขาเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้ เฮยหมิงจึงลำพองใจ และหวังถึงขั้นจะช่วยให้ตระกูลหลุดพ้นจากห้วงทุกข์ และหนีพ้นจากการควบคุมของกู้ฉางเกอ ซึ่งเขาหาได้ล่วงรู้ไม่ว่า สิ่งที่เขากำลังก่อขึ้นนั้นก็คือภัยมหันต์ที่จะนำพาหายนะมาสู่ทั้งตระกูล
“คารวะนายท่าน!”
ในมิช้า ร่างของกู้ฉางเกอก็ปรากฏขึ้นที่เขตแดนของตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาล การมาเยือนของเขาได้สร้างความตื่นตระหนกไปทั่ว ทุกคนรีบออกมาคารวะด้วยหัวใจที่สั่นระทึก ต่างล้วนหวาดหวั่นด้วยเพราะมิรู้ว่าเขามาด้วยจุดประสงค์อันใด
“มิต้องมากพิธี”
กู้ฉางเกอพยักหน้าเล็กน้อย พลางกวาดสายตาสำรวจผลการฝึกฝนของตระกูลในช่วงที่ผ่านมา ผลลัพธ์นั้นนับว่าน่าพึงพอใจยิ่ง ทั้งตระกูลเซียนโบราณได้อยู่ภายใต้การควบคุมของเขา อีกทั้งยังได้เริ่มฝึกฝนกองกำลังอันน่าสะพรึงกลัวในเงามืด
กองกำลังเหล่านี้จะเป็นอาวุธสำคัญ เมื่อถึงวันที่เขาแผ่ขยายสงครามไปยังทุกแคว้นสวรรค์ อย่างไรก็ดี จุดประสงค์ในการมาเยือนในครั้งนี้ของเขา หาใช่เพียงเพื่อมาตรวจสอบความเป็นไปไม่
“เฮยหมิงอยู่ที่นี่หรือไม่”
กู้ฉางเกอกล่าวขึ้นพร้อมกับเผยรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยนัยบางอย่าง
“เรียนท่านนาย… อยู่ขอรับ มิทราบว่านายท่านต้องการพบเขาด้วยเหตุอันใด...”
ผู้อาวุโสผู้หนึ่งในตระกูลเผยสีหน้าที่แปรเปลี่ยนไปในทันที ก่อนจะรีบตอบกลับด้วยน้ำเสียงอันสั่นเครือ ความหวาดกลัวในท่าทีนั้นชัดเจนยิ่ง
“พาเขามาพบข้า”
กู้ฉางเกอกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ท่วงท่านั้นสงบเยือกเย็นยิ่ง เขายืนหันหลังให้กับทุกคนอยู่กลางมหาวิหารนั้น
มิมีผู้ใดที่จะสามารถหยั่งรู้ถึงความคิดของเขาได้ ภาพบรรยากาศนั้นชวนให้ผู้คนรู้สึกหวาดผวา ประหนึ่งกำลังเหยียบอยู่บนห้วงน้ำแข็งอันบางเฉียบ
“เหตุใดจึงเอ่ยถึงเฮยหมิงกัน...”
เฮยเหยียนอวี้ที่อยู่ท่ามกลางฝูงชนพลันมีสีหน้าซีดเผือด ความคิดบางอย่างแล่นเข้ามาในหัว นางกังวลว่าเฮยหมิงอาจจะไปทำสิ่งใดที่ล่วงเกินกู้ฉางเกอเข้า
เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมา เฮยหมิงเคยกล่าวว่า เขาจะหาหนทางช่วยเหลือตระกูลให้รอดพ้นจากเงื้อมมือของปีศาจร้ายอย่างกู้ฉางเกอ เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ นางก็อดหวาดหวั่นมิได้ว่าความลับดังกล่าวอาจจะถูกเปิดเผย และนำหายนะมาสู่เฮยหมิงเข้า
ในเวลามินาน ท่ามกลางสายตาแห่งความหวาดกลัวและกังวลของเหล่าผู้คนในตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาล เฮยหมิงก็ได้ถูกนำตัวมาพบเขา
บัดนี้ เขามิใช่เด็กหนุ่มที่ไร้ความสามารถดังเช่นในอดีตอีกต่อไป เขามีความมั่นใจและอิทธิฤทธิ์ที่มิธรรมดา แต่ถึงกระนั้น สีหน้าของเฮยหมิงก็ยังคงเต็มไปด้วยความฉงน ความตื่นตระหนก และความหวาดหวั่น เขามิเข้าใจว่าเหตุใดกู้ฉางเกอจึงต้องการพบเขา
บุรุษหนุ่มที่ควบคุมชะตาชีวิตของทั้งตระกูลผู้นี้ นอกจากเฮยหมิงจะหวาดกลัวเขาจากก้นบึ้งของหัวใจแล้ว เขาก็ยังเต็มไปด้วยความชิงชังอย่างยิ่ง เขามิอยากจะให้ชีวิตของตนและตระกูลต้องตกอยู่ในเงื้อมมือของกู้ฉางเกออีกต่อไป
การปรากฏตัวอย่างกะทันหันของกู้ฉางเกอในครั้งนี้ ทำให้เฮยหมิงรู้สึกมิสบายใจอย่างถึงที่สุด
"นายท่าน… เฮยหมิงมาถึงแล้วขอรับ" เสียงของผู้อาวุโสจากตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาลสั่นระริกขณะรายงาน
"ดี ให้เฮยหมิงอยู่ที่นี่เพียงคนเดียว ส่วนคนอื่นๆ ให้จากไปได้" กู้ฉางเกอเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ
"ขอรับ"
มินานนัก ในท้องพระโรงอันโอฬารก็เหลือเพียงเฮยหมิงและกู้ฉางเกอสองคน
"นายท่าน..."
เฮยหมิงพยายามเอ่ยคำออกมา ทั้งที่จิตใจของเขานั้นเต็มไปด้วยความกระวนกระวาย และพยายามบังคับตนเองให้สงบลง
ทว่ากู้ฉางเกอกลับดูเหมือนมิได้ยินสิ่งใด เขายังคงยืนหันหลังให้เฮยหมิง โดยที่มิได้เอ่ยคำใด
เฮยหมิงจึงได้แต่เงียบงัน เหงื่อเม็ดใหญ่ไหลรินลงจากหน้าผาก สีหน้าซีดขาว ตัวสั่นสะท้านจนแทบจะทรงกายมิอยู่
"ข้าได้ยินมาว่า เจ้าอยากปลดตราทาสของตระกูลตนเองหรือ"
ในที่สุด ขณะที่เฮยหมิงแทบจะทานทนแรงกดดันมิไหว กู้ฉางเกอก็ได้เอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเขานั้นแฝงแววเย็นเยียบยิ่ง
เขาหันกายกลับมาเผชิญหน้า สีหน้านั้นเรียบเฉยแฝงรอยยิ้มบาง
เพียงเท่านั้น เฮยหมิงก็รู้สึกราวกับหนังศีรษะระเบิดขึ้นในทันที!
เรื่องนี้… เขาได้เพียงแต่คิดไว้ในใจ อีกทั้งได้กล่าวกับท่านพี่เฮยเหยียนอวี้เพียงเท่านั้น ทว่ากู้ฉางเกอกลับล่วงรู้ถึงเรื่องราวเหล่านี้ได้อย่างไร
ในชั่วพริบตานั้น เฮยหมิงก้ได้แสดงสีหน้าอันสิ้นหวังออกมาโดยพลัน เขาแทบจะมั่นใจได้ว่ากู้ฉางเกอจะต้องสังหารเขา เพราะได้ล่วงรู้ถึงความคิดนี้แล้ว
ด้วยตราทาสที่ได้พันธนาการเขาเอาไว้ แม้เขาจะคิดต่อต้านก็คงมิมีทางจะเป็นไปได้ กู้ฉางเกอสามารถปราบปรามเขาได้โดยง่าย ก่อนที่เขาจะถูกสังหารชีวิตลงอย่างไร้เยื่อใย แม้แต่บรรพชนขั้นว่าที่มหายุทธ์สูงสุด ก็ยังมิอาจจะต้านทานเขาได้!
"มิต้องหวาดกลัวไป ข้ามิได้คิดจะฆ่าเจ้า… ท้ายที่สุดแล้ว เจ้าก็คือผู้ที่มหาผู้สูงสุดได้เลือกเอาไว้มิใช่หรือ"
ขณะที่เฮยหมิงกำลังจมอยู่ในห้วงแห่งความสิ้นหวัง เสียงของกู้ฉางเกอก็ดังขึ้นอีกครั้ง รอยยิ้มแฝงความล้ำลึกได้ประดับอยู่บนใบหน้า
"ว่าอย่างไรนะ!"
เมื่อเฮยหมิงได้ยินเช่นนั้น ก็ถึงกับเบิกตากว้างอย่างมิอาจจะเชื่อได้ ถ้อยคำนั้นช่างสะท้านสะเทือนจนเขาแทบจะยืนมิติด
กู้ฉางเกอจะเอ่ยถึงมหาผู้สูงสุดได้อย่างไร
เสียงนั้นดังสะท้อนก้องในหัวของเฮยหมิง คล้ายกับระฆังอันมหึมาที่กระหน่ำกระแทกลงมายังสมองจนว่างเปล่า!
หรือว่า… กู้ฉางเกอเองก็เป็นศิษย์ของมหาผู้สูงสุดเช่นกัน
ความคิดนั้นทำให้เขาตกตะลึงจนมิอาจจะหาคำใดมาบรรยายได้ ห้วงจิตของเฮยหมิงในยามนี้เต็มไปด้วยคลื่นอารมณ์ที่มิอาจสงบลง
“เจ้า…”
นี่คือความลับที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเฮยหมิง เขามิคาดคิดเลยว่ากู้ฉางเกอจะกล่าวออกมาได้อย่างง่ายดายเช่นนี้
มินานนัก เฮยหมิงก็เข้าใจเรื่องราวทั้งหมด
มิแปลกเลยที่ก่อนหน้านี้เขาก็รู้สึกถึงบางสิ่งที่คุ้นเคยมาจากตัวของกู้ฉางเกอ ที่แท้เขาเองก็เป็นคนของมหาผู้สูงสุด!
“มหาผู้สูงสุดให้ข้ามากล่าวกับเจ้าว่า เพียงมีศรัทธาอันแท้จริง ทุกสิ่งก็ล้วนสามารถเป็นจริงได้”
“ผู้ใดที่เอ่ยนามอันแท้จริงของเขา ก็จะเห็นซึ่งความเป็นนิรันดร์ในวัฏจักรแห่งการเวียนว่าย!”
กู้ฉางเกอมองสีหน้าอันตื่นตะลึงของเฮยหมิง ก็ยิ่งเผยรอยยิ้มที่ลึกล้ำมากยิ่งขึ้น
ท้ายที่สุดแล้ว เมื่อเอ่ยถึงเรื่องการชี้นำเข้าสู่โลกภายใน การอ้างถึงตัวตนของมหาผู้สูงสุดก็ย่อมจะสร้างผลลัพธ์ที่ดียิ่งกว่า
ตัวตนของมหาผู้สูงสุดที่ปรากฏขึ้นเพียงครั้งเดียวนั้นก็นับว่าเพียงพอแล้ว เพราะหากให้ปรากฏขึ้นบ่อยครั้งเกินไป ก็คงจะทำให้เสื่อมเสียความน่าเกรงขามเป็นแน่ ดังนั้น เขาจึงจะต้องเป็นผู้ที่ประกาศถ้อยคำนี้แทนเสียเอง ผู้ใดเล่าจะล่วงรู้ได้ว่าตัวตนของมหาผู้สูงสุดที่แท้จริงนั้นคือตัวเขาเอง!
ส่วนที่ว่าตัวตนของมหาผู้สูงสุดนั้นคือสิ่งใดกันแน่นั้นมิได้สำคัญเลย เพราะตัวตนนั้นจะเป็นได้ทั้งเซียนแท้ เทพผู้สร้าง ราชันเซียน หรือเทพเจ้าแห่งยุคดึกดำบรรพ์ที่ไร้ซึ่งนามเรียกขาน หรือจะเป็นฐานะอื่นๆ ที่สามารถจินตนาการไปได้มากมายนัก…
แน่นอนว่า ในกระบวนการนี้ กู้ฉางเกอได้ใช้พลังจากแต้มชะตาสวรรค์เป็นสื่อกลางในการสร้างเส้นทางเชื่อมโยง เพราะท้ายที่สุดแล้ว แต้มชะตาสวรรค์ในระบบร้านค้าและโลกภายในก็ล้วนเป็นสิ่งสารพัดประโยชน์ กระบวนการสร้างเส้นทางเชื่อมโยงเช่นนี้จึงมิได้ใช้แต้มชะตาสวรรค์มากนัก
ทว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดนั้นอยู่ที่พลังของผู้เชื่อมโยงและระยะห่างในมิติที่ต้องข้ามผ่าน อีกทั้งค่าใช้จ่ายในกระบวนการนี้ก็ย่อมจะมิใช่จำนวนน้อยๆ และแน่นอนว่ากู้ฉางเกอมิมีทางจะยอมจ่ายมันด้วยตนเอง
มิว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตใดก็ตาม หากต้องการเผชิญหน้ากับมหาผู้สูงสุดที่ถูกกล่าวขานในตำนาน ก็จะต้องเริ่มต้นด้วยการศรัทธาในตัวเขาก่อน
ในจุดนี้ กู้ฉางเกอสามารถที่จะพลิกแพลงเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ ได้ และเมื่อใดที่สิ่งมีชีวิตเหล่านั้นกล่าวถึงนามอันแท้จริงของเขา เขาก็จะสามารถระบุตำแหน่งจากแหล่งศรัทธานั้นได้
วิธีการนี้จะทำให้เขาสามารถประเมินจำนวนแต้มวาสนาของบุคคลนั้นได้ เพราะจำนวนแต้มวาสนาจะเป็นตัวกำหนดว่า กู้ฉางเกอจะลงมือเก็บเกี่ยวพวกเขาอย่างไร
แล้วศรัทธาจะมาจากที่ใดกัน
เรื่องนี้นั้นมิยากเลย เพียงแค่ใช้เคล็ดวิชาอาภรณ์เซียนแห่งการอุทิศเผยแพร่ไปทั่วทั้งหมื่นแดนและใต้หล้า ผสานตนเป็นดั่งสายใยที่แผ่ขยายไปทั่วทุกมิติและโลกเบื้องล่าง
เพียงแค่มีผู้ใดฝึกฝนวิชานี้ สิ่งมีชีวิตเหล่านั้นก็ล้วนแล้วแต่จะกลายเป็นศิษย์ของมหาผู้สูงสุดทั้งสิ้น
“สิ่งที่เรียกว่าศรัทธาก็เป็นเพียงคำกล่าวอ้าง และเป็นเพียงเส้นด้ายเส้นหนึ่งที่ข้าจะสามารถใช้ควบคุมชีวิตได้ทั้งนั้น…”
กู้ฉางเกอได้วางแผนการเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว เขาจึงตัดสินใจเริ่มต้นทดลองกับเฮยหมิงเป็นคนแรก
เมื่อได้ยินถ้อยคำของกู้ฉางเกอ เฮยหมิงพลันสะดุ้งตื่นจากภวังค์ สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน แววตานั้นเต็มไปด้วยความกระตือรือร้นและความตื่นเต้น ราวกับลบล้างความสิ้นหวังในก่อนหน้านี้ไปได้โดยสิ้นเชิง
เป็นดังคาด ที่ครั้งก่อนเขาได้พบกับตัวตนของมหาผู้สูงสุดนั้นเป็นเพียงความบังเอิญ เพราะในยามปกติแล้ว หากเขาต้องการจะพบตัวตนของมหาผู้สูงสุดนั้น ก็จำเป็นจะต้องสวดภาวนาและเอ่ยนามอันแท้จริงของพระองค์
“บัดนี้ มหาผู้สูงสุดได้มีภารกิจมามอบให้แก่เจ้า”
“ภายในสามเดือนนี้ จงหาผู้ศรัทธาที่ภักดีจำนวนสามสิบคนมาถวายตัวต่อพระองค์”
“เมื่อถึงเวลานั้น เพียงเอ่ยนามอันแท้จริงของพระองค์ เจ้าก็จะได้พบกับพระองค์อีกครั้ง”
กู้ฉางเกอยิ้มบาง ก่อนจะกล่าวมอบหมายภารกิจแรกนี้ให้แก่เฮยหมิง น้ำเสียงนั้นเรียบง่ายทว่าแฝงเอาไว้ด้วยความลี้ลับ
เขามิได้ใส่ใจว่าอีกฝ่ายจะทำได้สำเร็จหรือไม่ เพราะสำหรับเขาแล้ว นี่เป็นเพียงการทดลองในครั้งแรกเท่านั้น
หากเฮยหมิงยังมิอาจทำได้ ภารกิจนี้ก็ไร้ซึ่งความหมาย และตัวหมากนี้ก็จะหมดคุณค่าไปในทันที
“ข้าเข้าใจแล้ว โปรดวางใจเถิดนายท่าน! ข้าจะต้องทำภารกิจของมหาผู้สูงสุดให้สำเร็จลุล่วงอย่างแน่นอน!”
เมื่อได้ยินดังนั้น เฮยหมิงก็เอ่ยตอบด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความกระตือรือร้นและความคลั่งไคล้
กู้ฉางเกอพยักหน้าเบาๆ ก่อนจะก้าวเดินออกไป ทันใดนั้น ความว่างเปล่ารอบกายพลันพร่ามัว ก่อนที่ร่างของเขาจะเลือนหายไปในชั่วพริบตา
หากการทดลองนี้สำเร็จ เขาก็จะสามารถเริ่มต้นแผนการขั้นที่สองได้ในมิช้า
“การมาเยือนของดินแดนอนธการ การปรากฏกายของบรรพชนมนุษย์…”
เสียงนั้นเอื้อนเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน นัยน์ตาของกู้ฉางเกอฉายแววลึกซึ้ง ความเงียบงันแห่งอเวจีที่ผู้คนหลีกหนีราวกับเคราะห์ร้ายครั้งมหันต์ ทว่าสำหรับกู้ฉางเกอแล้ว มันกลับเป็นดั่งวาสนาอันยิ่งใหญ่ที่โลกหล้าได้มอบให้แก่เขา
หลังจากที่ออกจากดินแดนเซียนโบราณ กู้ฉางเกอก็ได้เดินทางย้อนกลับไปสู่ตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ เพื่อหลอมรวมโอกาสที่ได้รับมาทั้งปวงในช่วงเวลาที่ผ่านมา
ด้วยเพราะพลังของเขาได้ก้าวข้ามขอบเขตเข้าสู่ระดับผู้ศักดิ์สิทธิ์ตั้งแต่ก่อนหน้านี้ อีกทั้งการที่เขาได้ดูดกลืนพลังต้นกำเนิดแห่งร่างพิเศษหลากหลายชนิด พลังอำนาจของเขาก็ได้มั่นคงดั่งขุนเขา
นอกจากนี้ ภายในกายของกู้ฉางเกอก็ได้มีกระดูกแห่งวิถีเหนือสิ้นพันธนาเพิ่มขึ้นอีกสี่ชิ้น จึงส่งผลให้บัดนี้เขามีกระดูกชนิดนี้ถึงสิบสามชิ้นแล้ว กระดูกเหล่านี้แลกเปลี่ยนมาด้วยแต้มวาสนาที่เขาได้สะสมไว้ในช่วงเวลาที่ผ่านมา
ด้วยพลังของกระดูกแห่งวิถีเหนือสิ้นพันธนา การหยั่งถึงกฎแห่งฟ้าและปฐพี รวมถึงการครอบครองต้นกำเนิดแห่งวิถีมรรคาก็ยิ่งลึกซึ้งและสูงส่งยิ่งขึ้น อีกทั้งวิชายุทธ์มากมายที่เขาได้ครอบครองอยู่ แม้เมื่อเขาจะต้องเผชิญหน้ากับผู้แข็งแกร่งในขอบเขตมหาศักดิ์สิทธิ์ ก็หาได้หวั่นเกรงไม่
กาลเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว
นอกจากกู้เซียนเอ๋อร์ที่มักจะปรากฏตัว ณ เชิงเขาเพื่อยั่วยุเขาอยู่เนืองๆ ทว่าสุดท้ายก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับความเฉยเมยของเขาจนต้องล่าถอยกลับไปอย่างขัดใจ ทุกสิ่งทุกอย่างก็ดูราบรื่นและสงบสุขยิ่ง
ในขณะเดียวกัน กู้หนานซานได้ตามล่าศัตรูจนถึงส่วนลึกของวังสมุทร และบีบบังคับจนเผ่าห้วงสมุทรต้องปิดผนึกน่านน้ำ ห้ามสิ่งมีชีวิตแห่งเผ่าห้วงสมุทรออกไปจากเขตแดนของมหาสมุทรไร้สิ้นสุดเป็นเวลาหนึ่งแสนปี เหตุการณ์นี้ได้สร้างความตื่นตะลึงไปทั่วหล้า
นอกจากนี้ยังมีผู้คนได้พบเห็นคมกระบี่สีดำสะบั้นผ่านห้วงสวรรค์และปฐพี ด้วยความรุนแรงที่มาจากระยะไกลจนมิอาจจะประมาณได้ คมกระบี่นั้นได้สร้างความสะท้านสะเทือนไปทั่วทั้งแปดทิศ ถึงขั้นที่มีผู้แข็งแกร่งแห่งวังสมุทรถูกคมกระบี่อันลึกลับนั้นทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัส
มีบางคนได้กล่าวว่าคมกระบี่นั้นมาจากผู้อาวุโสในตระกูลกู้ ที่มิอาจจะทนเห็นคนในตระกูลถูกรังแกได้ ทว่าก็มีอีกหลายเสียงที่เล่าลือกันว่า คมกระบี่นั้นเป็นฝีมือของผู้แข็งแกร่งลึกลับที่มิมีผู้ใดล่วงรู้ตัวถึงตน
“ดูท่าแล้วคงจะเป็นอาจารย์ที่อยู่เบื้องหลังของกู้เซียนเอ๋อร์ที่ลงมือเป็นแน่…”
บนยอดเขาไร้พ่าย เมื่อกู้ฉางเกอได้รับทราบข่าวคราวนั้น ก็มิได้แสดงท่าทีประหลาดใจเลยแม้แต่น้อย
ณ ขณะนั้น ในมือของเขาก็ยังมีจดหมายจากตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยงซึ่งได้ถูกเปิดออกอยู่
“ให้ข้าพากู้เซียนเอ๋อร์กลับไปร่วมงานเลี้ยงฉลองวันเกิดของท่านแม่ด้วยหรือ”
แววตาของกู้ฉางเกอสงบนิ่งขณะกวาดสายตาอ่านเนื้อความในจดหมายนั้น ทันใดนั้น เขาค่อยๆ หรี่ตาลงเล็กน้อย
สำหรับเขาแล้ว นี่ถือเป็นโอกาสอันดียิ่ง
โอกาสที่จะได้เข้าใกล้หมู่บ้านท้อโบราณซึ่งเป็นขุมอำนาจที่อยู่เบื้องหลังกู้เซียนเอ๋อร์
พร้อมกันนั้น… โศกนาฏกรรมที่เขาได้ปูทางเอาไว้ให้แก่กู้เซียนเอ๋อร์มาอย่างยาวนาน ก็จะได้เริ่มต้นขึ้นอย่างงดงามในที่สุด