ตระกูลเซียว
เด็กน้อยลืมตาขึ้นมา 'ที่นี่คือที่ไหนกัน? ทำไมถึงรู้สึกว่า ตัวเล็กไม่มีเรี่ยวแรงเลย' เด็กน้อยกำลังคิดกับสิ่งที่เกิดกับตนเอง
"ฮ่าฮ่า ฮ่า เกิดแล้วๆ ลูกของข้า เซียวหยางผู้นี้"
ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงดังเข้ามาในหู เด็กน้อยหันไปมอง'ลูกของข้า?
'
นี่เราเกิดใหม่อย่างงั้นรึ ให้ตายเถอะ! เื่แบบนี้มันมีแต่ในนิยายไม่ใช่หรือไงกัน แต่ก็เอาเถอะ โลกเดิมก็ไม่มีอะไรให้ทำแล้ว ลองหาอะไรทำในโลกนี้ดูก็แล้วกัน'
ขบคิดกับตนเองแล้วจึงหันไปมองพ่อ และแม่ ที่ให้กำเนิด
"สามีท่านตั้งชื่อให้ลูกเราไว้หรือยัง?"
เซียวหงหันไปถามสามีตนเอง
“ตั้งแล้ว ตั้งแล้ว ข้าตั้งไว้ หลายชื่อ หลายสรรพนาม ออกมาได้ว่าชื่อ เซียวเย่ ฮ่าฮ่า เป็ไง ยอดเยี่ยมมั้ยน้องหง"
"จ้า จ้า ยอดเยี่ยมๆ"
เซียวหงตอบแบบขอไปที
10 ปีต่อมา…
เมืองกวางตุง
ยามเช้าตรู่ คนเดินกันตามท้องถนนเมืองกวางตุง เมืองเล็กแถบปลายๆเกือบถึงชายแดน เมืองมีขนาดเล็ก มากด้วยูเามากมาย เมืองอยู่ร่วมกับูเาจัดว่ากลมกลืน ในตระกูลเซียว เด็กน้อยวัย10ขวบปี หน้าตาหน้ารักหน้าเอ็ดดูผิวขาว หุ่นผอมแห้ง เดินออกมาจากในห้องยามเช้า
เดินไปนั่งที่ม้านั่งข้างห้องตนเอง
“เห้อออ อยู่ในโลกนี้มาก็10ปีแล้ว ใช้ชีวิตเป็เด็กน้อยควรพอเสียที ตำราฝึกยุทธของโลกแห่งนี้ ชั่งน่าสนใจจริงๆ แต่ละวิชาล้วนต่างกัน จะบ่มเพาะ ก็ต้องมีเคล็ดบ่อเพาะที่ดี จะเก่งกาจ ก็ต้องมีเคล็ดวิชาที่ยอด ข้าศึกษาในห้องคัมภีร์ ของตระกูล พอหาลู่ทางได้แล้ว ถึงเวลาสร้างเคล็ดบ่มเพาะของตนเอง!"
เคล็ดวิชาบ่มเพาะโดยทั่วไปคือการรวบรวมลมปราณโดยรอบ โคจรไว้ภายในตันเถียนรูปทรงคล้ายวงกลม ในตันเถียนของแต่ละคนนั้นขนาดไม่เท่ากัน ซึ่งบ่งบอกถึงพร์ของคนคนนั้น ยิ่งขนาดใหญ่ ยิ่งเก็บลมปราณได้มาก ยิ่งน้อยก็กักเก็บลมปราณได้น้อย เส้นชีพจรตามร่างกายจะมีส่วนช่วยในการบ่มเพาะ เส้นชีพจรอุดตันจะทำให้การบ่มเพราะล่าช้า
ผู้มีพร์จะมีตันเถียนที่ไม่เล็กบวกกับเส้นชีพจรที่ไม่ได้อุดตันมากมาย ทำให้เก่งกาจกว่าจอมยุทธโดยทั่วไป พร์ก็ส่วนนึงแต่ที่สำคัญอย่างยิ่งคือเคล็ดวิชาบ่มเพาะ เคล็ดวิชาบ่มเพราะคือการช่วยรวบรวมลมปราณโดยรอบมากยิ่งขึ้น ยิ่งรวบรวมได้มากก็ยิ่งรวบรวมลมปราณลงที่ตันเถียนได้รวดเร็วขึ้น
ถ้าผู้มีพร์ต่อสู้กับกับคนที่ตันเถียนเล็กกว่า ลมปราณก็ต้องยิ่งน้อยกว่า ถ้าสู้แบบยืดเยื้ยย่อมมีชัยชนะ รวมถึงการใช้พลังปราณในการโจมตี ยิ่งใช้มากพลังโจมตีก็ยิ่งมากตาม บวกด้วยเคล็ดวิชาการต่อสู้ โอกาสชนะก็เลย7ส่วนไปแล้ว"
ระหว่างที่เซียวเย่กำลังกล่าวกับตนเอง ก็มีผู้ชายวัยกลางคน อายุย่าง30ปี เดินเข้ามาทางเซียวเย่ “ตื่นแต่เช้าเชียวนะเซียวเอ๋อ ไม่เจอพ่อหลายวัน คิดถึงพ่อบ้างรึไม่?" เซียวหยางเดินเข้ามากล่าวด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
“คิดถึงอันได้กันท่านพ่อ? ไม่เจอ10วันต้องคิดถึงแล้วรึ ไม่เจอหลายเดือนไม่ใช่รึ ที่ต้องเรียกว่าคิดถึง ท่านแค่ไปทำการค้าที่เมืองข้างเคียง ใกล้แค่นี้ ลูกท่านหารู้สึกคิดถึงไม่"
เซียวเย่กล่าวด้วยใบหน้าอมยิ้ม
“ก็เ้านั่นแหละพอ4ขวบก็อ่านออกเขียนได้ ข้ายังอดนึกไม่ได้ว่าลูกคนอื่นด้วยซ้ำไป เอาแต่อ่านตำราในจวนตระกูล ยังไม่พอให้พ่อไปตระเวนหาซื้อ ตำราฝึกยุทธทั่วไปไปทั่ว "
"พ่อเข้าใจว่าลูกอยากฝึกยุทธ แต่เคล็ดบ่มเพราะของตระกูลเราก็ยังดีกว่าของท้องถนนพวกนี้ ถึงจะไม่ถือว่ายอดเยี่ยมแต่ก็ไม่ได้แย่กว่าของพวกนี้ เ้าต้องรออายุ15 ปี ให้เส้นชีพจรกับตันเถียนของเ้าเติบโตเต็มที่เสียก่อน ฝืนฝึกก็มีแต่เก็บลมปราณรั่วไหล จะะเิเอาได้ แถมตำราที่บ้านเราตอนนี้ก็กองจะเป็ูเาอยู่แล้ว เ้าจะให้พ่อปวดใจตายรึไงกัน"
เซียวหยางพูดพร้อมแสร้งทำหน้าป่วยๆ
“พอเลยๆ ท่านพ่อท่านยังหนุ่มยังแน่น จะป่วยได้อย่างไร ถ้าจะป่วยข้าจะได้บอกท่านปู่ว่าท่านร่างกายอ่อนแอ จะได้ให้ท่านยกให้ท่านอาเป็ผู้นำตระกูลแทนดีรึไม่ ช่างจะได้นอนบนเตียงยาวๆได้อย่างสบายใจ"เซียวเย่พูดพร้อมหัวเราะลั่น “เพ้ยย ไม่ทันไร จะหักหลังพ่อตนเองซะแล้ว พอๆ ข้าไม่ว่างมาเล่นกับเ้าแล้ว ไปทานข้าวได้แล้ว แม่เ้ารอจนหิวแล้วกระมัง"
พูดเสร็จสองพ่อลูกก็ไปกินข้าวกับแม่พร้อมหน้าพร้อมตา พอกินเสร็จเซียวเย่ก็กลับมาที่ห้องของตนเองบอกบ่าวไพร่ห้ามรบกวน นั่งลงบนเตียง พร้อมขัดสมาธิ
“จากการที่ข้าอ่านตำราบ่มเพราะหลายปี เคล็ดบ่มเพราะแต่ละวิชาสามารถช่วยรวบรวมลมปราณ แบ่งเป็ขั้น ต่ำ กลาง สูง ระดับทั่วไป ระดับดับพิภพ ระดับ์ ระดับทั่วไปขั้นกลางขึ้นไปถึงขั้นสูงถือว่าหาได้ยากมากแล้ว ไม่ต้องถึงพูดถึงระดับพิภพเลย ระดับตระกูลใหญ่ชั้นสูงเท่านั้นถึงมีสิทธิ์เคล็ดบ่มเพราะระดับพิภพ ระดับ์คงมีแต่ในตำนานกระมัง เคล็ดบ่มเพราะของตระกูลเซียวคือระดับทั่วไป ขั้นกลาง ไม่ดีไม่แย่จนเกินไป ที่อ่านมาหลายพันเล่มล้วนแต่เป็ตำราทั่วไประดับต่ำ ข้าจะใช้เคล็ดบ่มเพราะของตระกูลเป็ต้นแบบแนวทางการสร้างเคล็ดบ่มเพราะของข้าเอง"
กล่าวเสร็จจึงเริ่มกระทำ เคล็ดบ่มเพราะแต่ละวิชา มีจุดเด่นจุดด้อยที่ต่างกัน บางจุดยังดีกว่าเคล็ดบ่มเพราะของตระกูลเซียวเสียอีก เคล็ดบ่มเพราะของตระกูลคือการรวบรวมลมปราณโดยรอบไว้ข้างร่างกาย ทำให้รอบข้างลมปราณหนาแน่นขึ้น แล้วดูดกลืนเข้าไปในร่างกายตามเส้นชีพจรในร่างกาย
เคล็ดบ่มเพราะตำราอื่นส่วนใหญ่จะเป็การดูดกลืนเข้ามาเลยแตกต่างแค่การเดินลมปราณตามชีพจรเท่านั้น ชาติก่อนเซียวเย่ จัดได้ว่าเป็อัจฉริยะ หลายปีที่ผ่านมาอ่านตำราจดจำได้อย่างแม่นยำอยู่ในหัว เซียวเย่เริ่มทำการดัดแปรงตำรานับพันในหัว เอาส่วนที่คิดว่าดีเข้าด้วยกัน
ผ่านไป2วัน ยามเช้าตรู่ ที่จวนตระกูลเซียว ในห้อง เซียวเอ้ที่นั่งสมาธิหลับตาอยู่ พลันลืมตาขึ้นมา
“เสร็จแล้ว! ฮ่า ฮ่า ฮ่า เคล็ดบ่มเพราะตำรานี้คือการเอาส่วนดี และส่วนไม่ดีมารวมกันจนกลายเป็ส่วนดีทั้งหมด ได้ออกมาเป็เคล็ดบ่มเพราะระดับทั่วไปชั้นสูงแล้วกระมัง”
“ ถ้าข้าฝึกยุทธ์ ใช้ลมปราณแทนสายตา ข้าจะสามารถอ่านตำราได้รวดเร็วเป็ร้อยเท่าพันเท่า ยิ่งอ่านมากขึ้นข้าสามารถเอามาแก้ไขในตำราให้ดียิ่งขึ้น ถ้ารวบรวมได้มากพอ เคล็ดบ่มเพาะระดับ์แล้วอย่างไร”
โดยปกติจะบ่มเพาะต้องรอให้อายุ15ปีเพื่อฝึกยุทธ์ เพราะเป็เวลาที่ชีพจรตันเถียนเติบโตเต็มที่ แต่ข้าได้คำนวณแล้วหากปล่อยต่อไปให้เส้นชีพจรเติบโต ถึงเส้นชีพจรหนาแน่นรองรับลมปราณได้ แต่ก็ยิ่งมีสิ่งอุดตันมากขึ้นตามไปด้วย ส่วนเถียนถึงจะยังเล็กอยู่ แต่ข้าจะแก้ไขโดยใช้ลมปราณดันมันเข้าไปให้มันขยายมากขึ้น
ถ้าข้าใช้เคล็ดบ่มเพาะวิชานี้ จะเป็การช่วยขยายเส้นชีพจรให้ขยายแล้วไม่มีสิ่งอุดตันตามชีพจรอีกด้วย ถึงจะเป็แค่เคล็ดบ่มเพาะระดับทั่วไปขั้นสูง แต่ความสามารถเกินไปไกลนัก ข้านี่มันฉลาดเกินไปแล้ว! ฮ่า ฮ่า ฮ่า “ เซียวเย่พูดพร้อมหัวเราะลั่น
เคล็ดบ่มเพราะนี้เนื่องจากข้าคิดค้นขึ้นมาเอง มันสามารถเติบโตได้เรื่อยๆขอแค่มีตำรามากพอข้าสามารทำมันขั้นมาได้ ข้าจะตั้งชื่อมันว่า เคล็ดบ่มเพาะ มารทมิฬ ”
เซียวเย่เริ่มบ่มเพาะเคล็ดมารทมิฬ เริ่มเดินลมปราณโดยรอบได้ไกลถึง1ลี้ โดยเคล็ดบ่มเพาะอันอื่นจะได้แค่1จั้งรอบร่างกายเท่านั้น ลมปราณรอบๆ1ลี้รวบรวมที่ตัวเซียวเย้ จนหนาแน่นยิ่งนัก เหมือนกับเกาะแสงสีใสรอบๆตัว
ลมปราณในโลกล้วนมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่ััได้ แต่ที่เซียวเย่ทำอยู่คือการรวบรวมมันขึ้นมาจนเห็นด้วยตาเปล่า จากไม่เห็นจนเป็สีใส พอเป็สีใสจึงเริ่มดูดกลืนไปตามเส้นชีพจรตามร่างกาย สิ่งอุดตันในชีพจรเริ่มต่อสู้กับลมปราณสีใสด้วยลมปราณที่หนาแน่นจนเกินไปมันได้ทลวงผ่านสิ่งอุดตันตามชีพจรจนพังทลายลง
เข้าไปในตันเถียนคล้ายวงกลมที่ดูมีขนาดเล็กยังไม่เติบโต เล็กกว่าขนาดโดยทั่วไปด้วยซ้ำ เซียวเย่ได้ถ่ายปราณลงไปในตันเถียนได้ครู่เดียวก็เต็มแล้วแต่เซียวเย่ยังระงับมันเอาไว้ถ้าดำเนินต่อไปเซียวเย่จะเป็ผู้ฝึกยุทธทันที
แต่ด้วยตันเถียนที่เล็กแค่นี้ อย่าว่าแต่ผู้ฝึกยุทธทั่วไปเลย คนทั่วไปยังจะโดนเค้ากระทืบได้ ถ้าระงับต่อไปตันเถียนจะะเิเอาได้ แต่คนบ่มเพาะคนนี้ ฉลาดเพียงใด เซียวเย่เริ่มเอาลมปราณจากเส้นชีพจรห่อตันเถียนเอาไว้เรื่อยๆจนหน้าแน่นขึ้นเรื่อยๆจนมีสีใสห่อหุ่มตันเถียนเอาไว้
ที่ลมปราณข้างในที่เต็มพร้อมจะทะลวงขั้นก็ทะลวงไม่ได้ จะแตกก็ไม่ได้ ผ่านไปสักพัก มันก็เริ่มปรับตัวขยายขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนมีขนาด 1 จั๊ง..2จั๊ง…3จั๊ง จนมีขนาดตันเถียนโดยทั่วไปซะแล้ว
“ขนาดตันเถียนเทียบเท่าผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไปแล้ว แต่ถ้าข้าพอแค่นี้ จะไปทำอันใดได้กัน โลกก่อนข้าอยู่จุดสูงส่งด้วยสมอง โลกนี้ข้าก็จะขึ้นไปด้วยพลังยุทธ์!"
เซียวเย่ยังไม่หยุด ยังทำต่อไป 7 วันผ่านไป เซียวหยางกับเซียวหงเห็นลูกเก็บตัวอยู่ในห้อง บ่าวไพร่บอกไม่กินข้าวกินน้ำ ก็นึกเป็ห่วงมาตามที่หน้าห้อง ระหว่างกำลังเดินมาจะเรียกหา ก็ได้ยินเสียงดังฟู๊มมม ดังมาจากข้างในห้อง
“ยอดเยี่ยม! ร่างกายแข็งแกร่งขึ้น รู้สึกถึงลมปราณรอบตัว ร่างกายได้ผ่านลมปราณเลี้ยงดูจนเติบใหญ่ สูงขึ้นไม่เล็กน้อย ในตันเถียนของข้า มีขนาดใหญ่ถึง10จั๊งแล้ว อย่างนี้คงเรียกได้ว่าผู้ฝึกยุทธ์พร์ได้แล้ว ขอบเขต ปราณสะสมขั้นที่1 ข้ามาถึงแล้ว…”