พายุหิมะโหมกระหน่ำรุนแรงขึ้นเมื่อรัตติกาลมาเยือน เสียงลมหวีดหวิวราวกับเสียงครวญครางของปีศาจ มันพัดพาเกล็ดหิมะที่หนาเม็ดจนบดบังทัศนวิสัยให้กลายเป็ม่านสีขาวที่บ้าคลั่ง กลืนกินแสงสว่างจากโคมไฟทุกดวงในเหมันตนครให้ริบหรี่ลง... ราวกับจะเตรียมเวทีให้กับความโหดร้ายที่กำลังจะคืบคลานเข้ามาในเงามืด
ภายในห้องโถงหลักของคฤหาสน์ตระกูลเฟิง บรรยากาศนั้นเงียบงันและหนักอึ้งจนน่าอึดอัด คบเพลิงบนผนังเต้นระริกไปตามแรงลมที่ลอดผ่านช่องหน้าต่างเข้ามา ทำให้เงาของผู้คนในห้องทอดยาวและสั่นไหวไปมา ดูน่าหวาดหวั่นราวกับเงาของภูตผี
เฟิงเจิ้นวางร่างที่ไร้สติของเฟิงหลงลงบนเตียงไม้อย่างแ่เบาที่สุดราวกับกลัวว่าร่างกายของบุตรชายจะแตกสลายไปหากััรุนแรงเกินไป ใบหน้าของชายวัยกลางคนที่เคยองอาจและสง่างาม บัดนี้กลับซีดเผือดและเต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งความรวดร้าวที่ล้ำลึก หยาดน้ำตาอุ่นๆ ไหลอาบแก้มของเขาอย่างไม่อาจกลั้นไว้ได้ เขามองดูทรวงอกของบุตรชายที่แทบไม่กระเพื่อมขึ้นลง ลมหายใจแ่เบาราวกับจะขาดห้วงไปทุกเมื่อ
เส้นชีพจรลมปราณที่ถูกทำลายจนแหลกสลาย... นั่นหมายถึงจุดจบโดยสมบูรณ์ของการเป็ผู้ฝึกยุทธ์ ต่อให้ใช้โอสถทิพย์จาก์ก็ไม่อาจฟื้นฟูได้อีกแล้ว!
"ท่านผู้นำ..."
ผู้าุโสามคนที่ยังคงภักดีและเป็ดั่งกระดูกสันหลังของตระกูลที่เหลืออยู่เอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ เสียงของพวกเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและความไม่แน่ใจ
"เรา...เราจะทำอย่างไรกันต่อไปดีขอรับ?"
เฟิงเจิ้นกำหมัดแน่นจนข้อกระดูกขาวซีด เส้นเืบนแขนปูดโปนขึ้นมาราวกับอสรพิษตัวเล็กๆ ความโกรธแค้นและความสิ้นหวังปะทุขึ้นในใจของเขาราวกับูเาไฟ!
"ตระกูลเซียว! ตระกูลหลัน! พวกมันเหยียบย่ำเกียรติยศและศักดิ์ศรีที่บรรพบุรุษของเราสั่งสมมาจนไม่เหลือชิ้นดี! ข้าเฟิงเจิ้นขอสาบานต่อฟ้าดิน ต่อให้ต้องสละชีวิตนี้ ข้าก็จะลากพวกมันลงนรกไปด้วยกัน!"
แต่ยังไม่ทันที่คำสาบานอันดุเดือดของเขาจะทันได้จางหายไปในอากาศ...
ตูมมมม!
เสียงดังสนั่นหวั่นไหวราวกับอสนีบาตฟาดลงกลางคฤหาสน์ก็ดังขึ้น! ประตูใหญ่ที่ทำจากไม้เหล็กดำและเคยต้านทานการบุกรุกมานับร้อยปี บัดนี้ได้ถูกทำลายจนแตกกระจายเป็เศษเล็กเศษน้อย! ร่างโชกเืขององครักษ์ตระกูลเฟิงหลายคนกระเด็นเข้ามาในลานคฤหาสน์ โลหิตสีแดงสดสาดกระเซ็นไปบนพื้นหิมะสีขาว ก่อเกิดเป็ภาพที่น่าสยดสยองราวกับดอกเบญจมาศสีเืที่เบ่งบานในความตาย
"ฆ่า! ฆ่าทุกคนที่ขวางทาง! อย่าให้เหลือแม้แต่สุนัขสักตัว! ผู้ใดขัดขืน... ฆ่ามันทิ้งเสีย!"
เสียงคำรามอันอำมหิตและกระหายเืของ เซียวคัง ผู้นำตระกูลเซียวดังขึ้น พร้อมกับเงาร่างของยอดฝีมือจากตระกูลเซียวและตระกูลหลันที่ทะลักเข้ามาในคฤหาสน์ดุจสายน้ำป่าที่บ้าคลั่ง ดวงตาของพวกมันทุกคนฉายแววโเี้และปราศจากความปรานี
"เซียวคัง! เ้า...เ้ามันบัดซบ!"
เฟิงเจิ้นคำรามลั่น ดวงตาแดงก่ำราวกับโลหิต เขารู้ได้ในทันทีว่านี่คือแผนการที่ถูกวางไว้ล่วงหน้า!
เซียวคังเดินย่างสามขุมเข้ามาในห้องโถงด้วยรอยยิ้มที่เหี้ยมเกรียม ข้างกายของเขามี หลันเจี้ยน ผู้นำตระกูลหลันยืนเคียงข้างด้วยใบหน้าที่เรียบเฉยและเ็า
"เฟิงเจิ้น เ้ายังไม่เข้าใจสถานการณ์อีกรึ? สมองของเ้าคงจะฝ่อไปพร้อมกับความรุ่งเรืองของตระกูลเ้าแล้วสินะ"
"เมื่อครู่นี้เอง ท่านเ้าเมืองได้รับฎีกาพร้อมหลักฐานมัดตัวแ่า ว่าตระกูลเฟิงของเ้าลักลอบสมคบคิดกับกองโจร 'เงาอสูร' ที่ชั่วร้าย วางแผนจะเข้ายึดครองเหมันตนครในอีกสามวันข้างหน้า!"
เซียวคังประกาศก้อง พลางชูม้วนราชโองการปลอมที่ทำขึ้นอย่างแเีขึ้นมา
"นี่คือการก่อฏสถานหนัก! โทษของมันคือปะาเก้าชั่วโคตร! พวกข้าสองตระกูลเพียงแค่ทำตามคำสั่งของทางการ... มาเพื่อกวาดล้างพวกฏเช่นเ้าให้สิ้นซาก!"
"เหลวไหลสิ้นดี! เ้ามันใส่ร้ายป้ายสีกันอย่างหน้าด้านๆ!"
เฟิงเจิ้นะโอย่างเดือดดาลจนแทบกระอักเื
"ใส่ร้ายรึ?"
หลันเจี้ยนแค่นเสียงเ็า "พยานหลักฐานมัดตัวเ้าแ่าถึงเพียงนี้ ยังจะปากแข็งอีกรึ? ช่างน่าสมเพชเสียจริง... ยอมรับชะตากรรมของเ้าเสียเถอะ เฟิงเจิ้น"
นี่คือแผนการที่โเี้และเืเย็นที่สุด! ไม่เพียงแต่ทำลายเฟิงหลง แต่คือการฉวยโอกาสที่ตระกูลเฟิงอ่อนแอและขวัญกำลังใจตกต่ำที่สุด เข้าทำลายล้างให้สิ้นซากในคราวเดียว เพื่อที่จะได้ฮุบเอาทรัพย์สินและกิจการทั้งหมดไปโดยชอบธรรมในสายตาของกฎหมาย!
"สารเลววววว!"
เฟิงเจิ้นรู้ดีว่าไม่มีประโยชน์ที่จะต่อปากต่อคำอีกต่อไป เขาชักกระบี่ประจำตระกูลที่สืบทอดกันมาออกมา พลังลมปราณปฐีขั้นที่เก้าซึ่งเป็ขีดจำกัดของเขาได้ะเิออกจากร่างอย่างบ้าคลั่ง!
"พี่น้องตระกูลเฟิงฟังข้า! วันนี้ต่อให้ต้องตาย เราก็จะตายอย่างมีศักดิ์ศรี! สู้ตายไปกับข้า!"
"สู้ตายยย!"
แม้จะรู้ว่าจุดจบคือความตาย แต่เืนักรบที่หลับใหลอยู่ในกายของคนตระกูลเฟิงก็พลันเดือดพล่านขึ้นมาอีกครั้ง! พวกเขาพุ่งเข้าต่อสู้กับศัตรูที่มีจำนวนและพลังฝีมือเหนือกว่าหลายเท่าตัว!
เสียงคมดาบที่ปะทะกันดังก้องไปทั่วคฤหาสน์ เสียงกรีดร้องด้วยความเ็ปและเสียงคำรามด้วยความโกรธแค้นผสมปนเปกันจนกลายเป็บทเพลงแห่งความตาย กลิ่นคาวเืที่คละคลุ้งรุนแรงจนแทบจะทำให้คนอาเจียน เฟิงเจิ้นต่อสู้อย่างไม่คิดชีวิต กระบี่ในมือของเขารวดเร็วและรุนแรงดุจพายุ แต่เขาต้องรับมือกับเซียวคังและหลันเจี้ยนพร้อมกัน ไหนจะยังมีเหล่าผู้าุโของทั้งสองตระกูลที่คอยรุมล้อมโจมตีจากรอบทิศอีก!
ฉึก!
กระบี่เล่มหนึ่งหาช่องว่างและแทงทะลุหัวไหล่ซ้ายของเฟิงเจิ้นได้สำเร็จ แต่เขากลับไม่สนใจความเ็ปนั้นแม้แต่น้อย เขาสะบัดกระบี่กลับไปฟันคอของศัตรูคนนั้นจนขาดสะบั้นเป็การตอบแทน!
"ฮึ่ม! ยังดื้อด้านไม่เลิก!" เซียวคังเห็นว่าเฟิงเจิ้นนั้นแข็งแกร่งกว่าที่มันคาดไว้ ดวงตาของมันฉายแววอำมหิตและเ้าเล่ห์ ในขณะที่เฟิงเจิ้นกำลังปะทะกับหลันเจี้ยนอย่างดุเดือด มันได้ลอบซัดเข็มพิษสีดำสนิทที่ซ่อนไว้ในแขนเสื้อออกไปอย่างรวดเร็ว!
เข็มพิษนั้นเล็กและเงียบงันราวกับเงาของมัจจุราช เฟิงเจิ้นที่กำลังทุ่มเทพลังทั้งหมดไปกับการต่อสู้เบื้องหน้า ไม่ทันได้ระวังตัวเลยแม้แต่น้อย เข็มพิษจึงพุ่งเข้าปักที่กลางแผ่นหลังของเขาอย่างแม่นยำ!
"อึ่ก!"
เฟิงเจิ้นรู้สึกถึงความเย็นเยือกที่แล่นไปทั่วร่าง พลังลมปราณที่เคยไหลเวียนอย่างคล่องแคล่วพลันติดขัดและเชื่องช้าลงอย่างเห็นได้ชัด ใบหน้าของเขาเริ่มปรากฏสีดำคล้ำขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
"ฮ่าๆๆๆ! เป็อย่างไรเล่ารสชาติของ 'พิษสลายปราณ' ของข้า! เฟิงเจิ้น!" เซียวคังหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง "อีกไม่เกินหนึ่งชั่วยาม พลังลมปราณของเ้าจะสลายไปจนหมดสิ้น และร่างกายของเ้าจะเป็อัมพาตไปตลอดกาล! เ้าจะกลายเป็ขยะที่มีชีวิต... ไม่ต่างอะไรกับลูกชายของเ้า!"
"เ้า...เ้ามันชั่วช้าสารเลว..."
เฟิงเจิ้นกัดฟันกรอด ร่างกายของเขาหนักอึ้งขึ้นทุกขณะ จนในที่สุดเรี่ยวแรงทั้งหมดก็หายไป เขาทรุดตัวคุกเข่าลงกับพื้น กระบี่ในมือหลุดร่วงลงเสียงดังเคร้ง
เมื่อผู้นำล้มลง... การต่อต้านที่เหลือก็จบสิ้นลงในพริบตา คนของตระกูลเฟิงถูกสังหารจนหมดสิ้น คฤหาสน์ที่เคยอบอุ่นบัดนี้ได้กลายเป็สุสานที่นองไปด้วยเืและปกคลุมไปด้วยความหนาวเหน็บ
เซียวเทียนอี้ย่างสามขุมเข้ามาในห้องที่เฟิงหลงนอนอยู่ด้วยรอยยิ้มของผู้ชนะที่น่ารังเกียจ เขามองร่างที่นอนสลบไสลบนเตียงด้วยสายตาเหยียดหยาม ก่อนจะตบลงไปที่ใบหน้าของเฟิงหลงอย่างแรงจนอีกฝ่ายที่สติเลือนรางรู้สึกตัวตื่นขึ้นมา
"ตื่นได้แล้ว ไอ้ขยะ ยังมีเื่สนุกรอเ้าอยู่อีก"
เฟิงหลงลืมตาขึ้นมาอย่างยากลำบาก ภาพที่เขาเห็นคือใบหน้าอันน่าสะอิดสะเอียนของเซียวเทียนอี้ และควันไฟสีดำที่ลอยคละคลุ้งอยู่ด้านนอกพร้อมกับกลิ่นคาวเืที่โชยเข้ามาอย่างรุนแรง
"พวก...เ้า...ทำอะไร..."
"ก็แค่ทำความสะอาดบ้านครั้งใหญ่เท่านั้นเอง" เซียวเทียนอี้กล่าวอย่างยินดี "ตระกูลเฟิงของเ้า... จบสิ้นแล้ว บิดาของเ้ากลายเป็อัมพาตและกำลังจะถูกลากไปเข้าคุก ส่วนคนอื่นๆ... ก็ลงไปรอเ้าในปรโลกหมดแล้วล่ะ ฮ่าๆๆๆ!"
ความจริงอันโหดร้ายนี้ราวกับค้อนั์ที่ทุบลงกลางใจของเฟิงหลงจนแหลกละเอียด! ความเ็ปและความแค้นที่อัดแน่นอยู่ภายในปะทุขึ้นมาอย่างรุนแรงจนเขาอยากจะกรีดร้องให้ฟ้าดินถล่มทลายลงมา!
"แต่สำหรับเ้า..." เซียวเทียนอี้ย่อตัวลงมากระซิบ "การฆ่าเ้าทันทีมันคงจะน่าเบื่อเกินไป ข้าได้ยินมาว่าทางทิศเหนือของเมืองมี 'หุบเหวมรณะ' อยู่ ว่ากันว่าเป็สถานที่ต้องห้ามที่แม้แต่สัตว์อสูรก็ยังไม่กล้าเข้าใกล้ ผู้ใดที่ตกลงไป ไม่เคยมีผู้ใดได้กลับออกมาอีกเลย"
รอยยิ้มของมันกว้างขึ้นจนเห็นฟันขาว "ข้าคิดว่า... นั่นคงเป็สุสานที่คู่ควรกับขยะเช่นเ้าที่สุดแล้ว"
"ลากคอมันไป!"
ทหารของตระกูลเซียวสองคนเข้ามาหิ้วปีกร่างที่ไร้เรี่ยวแรงของเฟิงหลงออกไป เขาดิ้นรนอย่างสุดชีวิต แต่ก็ไร้ผล เขามองเห็นร่างของบิดาที่ถูกโซ่ตรวนล่ามไว้อย่างน่าเวทนา เห็นร่างไร้ิญญาของเหล่าผู้าุโและคนรับใช้ที่เคยยิ้มให้เขา...
และที่หน้าประตูคฤหาสน์ที่กำลังถูกเปลวเพลิงสีแดงฉานเลียไปทั่ว... เขาก็เห็นนาง... หลันซูเหยายืนอยู่ตรงนั้น มองดูทุกสิ่งทุกอย่างด้วยแววตาที่เรียบเฉยและเ็า... ราวกับกำลังชมละครฉากหนึ่งที่ไม่ได้มีความสลักสำคัญอะไรกับนางเลยแม้แต่น้อย
ภาพนั้น... คือภาพสุดท้ายที่เฟิงหลงได้เห็น ก่อนที่ทุกอย่างจะมืดมิดลง
เมื่อเขารู้สึกตัวอีกครั้ง เขาก็กำลังถูกลากมาถึงปากเหวลึกที่มืดมิดจนมองไม่เห็นก้นเบื้องล่าง ลมเย็นะเืที่พัดขึ้นมาจากเหวราวกับลมหายใจของพญามัจจุราชที่กำลังอ้าปากรอรับิญญาดวงใหม่
"ทิ้งมันลงไป"
เซียวเทียนอี้ออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงที่ปราศจากอารมณ์ใดๆ
ร่างของเฟิงหลงถูกโยนออกจากปากเหวราวกับเศษขยะชิ้นหนึ่ง เขารู้สึกถึงร่างกายที่ร่วงหล่นลงสู่ความมืดมิดอันไร้ที่สิ้นสุด...
แต่ในดวงตาของเขาที่กำลังจะปิดลงนั้น กลับไม่มีความสิ้นหวังหลงเหลืออยู่เลย...
มีเพียงเปลวไฟแห่งความเกลียดชังที่เย็นเยียบและดำมืดยิ่งกว่าก้นบึ้งของอเวจี เปลวไฟที่ประทับภาพของเซียวเทียนอี้และหลันซูเหยาเอาไว้อย่างชัดเจน...
ข้าจะกลับมา...
ข้าจะกลับมาอย่างแน่นอน!
แล้วร่างของเขาก็หายลับไปในความมืดของหุบเหว...
ปิดฉากตำนานของนายน้อยผู้ไร้ค่าแห่งตระกูลเฟิง...
...และเปิดม่านสู่การกำเนิดของจอมอสูรที่จะทำให้ทั้งสามภพต้องสั่นะเื