บทที่ 3 ้ารู้
พิธีมงคลดำเนินไปอย่างเรียบง่าย แเื่ที่มาร่วมเป็สักขีพยานเบาบางดุจขนนก แอบนับด้วยสายตาอันเฉียบแหลม ราวยี่สิบคนเห็นจะได้ มันจะเป็ไปได้อย่างไรกัน! บุตรชายคนโตของสกุลเจียแต่งฮูหยินเข้าบ้านทั้งที ไม่ปิดเมืองเลี้ยงฉลอง ก็ควรมีประทัดร้อยพวง ค่อยจะสมฐานะ แต่เท่าที่เห็นอยู่นี้ต่างมีอยู่อย่างจำกัด ราวกับว่าการแต่งงานครั้งนี้เกิดขึ้นอย่างฉุกละหุก อันใดที่ควรมีก็ไม่มี อันใดที่ควรพร้อมก็ไม่พร้อม ตกลงว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่
[คงไม่ใช่ว่าเจียมิ่งหยาง เผลอไปทำหยวนเป่าท้องกระมัง!!]
กราบไหว้ฟ้าดินไปพลาง ก็คิดถอดบทเรียนไปพลาง ในใจของนางอยากให้พิธีเหล่านี้เสร็จสิ้นโดยเร็ว นางจะได้อยู่กับหมานซัวเป็การส่วนตัว แล้วซักถามอันใดที่อยากรู้ให้กระจ่างเสียที
*****
อดทนเพียงอึดใจเดียว เวลาก็ล่วงเลยเข้าสู่ยามซวี ดวงตะวันเริ่มคล้อยเข้าสู่ม่านหมอก แสงอาทิตย์สีเหลืองทองจืดจาง กระแสความมืดมนเข้ามาแทนที่ ยามนี้จือหยวนเป่านั่งอยู่ในเรือนหอเพียงลำพังด้วยจิตใจห่อเหี่ยวเจือสงสัย
นางกำลังคิดว่า…อันสตรีที่มีเหย้ามีเรือนก็เหมือนน้ำโคลนที่สาดออกจากเรือน ออกไปแล้วก็กลับเข้าไปไม่ได้อีก จวนสกุลจือก็กลับไปไม่ได้แล้ว ยิ่งคำนึงถึงสกุลลู่ก็ยิ่งกลับไปไม่ได้อีก เพราะยามนี้ลู่อิงเยว่ได้กลายเป็จือหยวนเป่าเต็มตัว และที่หนักหนาไปกว่านั้นคือ บัดนี้ขึ้นชื่อว่าเป็ฮูหยินจวนแม่ทัพอย่างถูกต้องตามกฎบ้านกฎเมืองไปแล้วด้วย
คิดแล้วก็เกิดอารมณ์ถดถอยละเหี่ยใจ หากคิดจะหนีก็คงมีสภาพไม่ได้ต่างจากเช้าตรู่ เช่นนั้นจะคิดหนีให้เหนื่อยไปไย มิสู้อยู่อย่างรู้ขอบเขตและรู้รักษาชีวิตยังจะดีเสียกว่า ระหว่างที่นั่งคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย หญิงสาวพลันนึกขึ้นมาได้ว่า หากแต่งงานแล้ว กราบไหว้ฟ้าดินแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็ต้องอุ่นเตียงใช่หรือไม่ นางรู้สึกกระอักกระอ่วนเหลือเกิน จากที่เคยรักก็ผันแปรกลายเป็เกลียด
นางจะยอมหลับนอนกับชายที่เคยทรยศรักต่อนางก่อนได้อย่างไร ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดจือหยวนเป่าจะไม่ยอมเข้าหอกับสามีเด็ดขาด!
เอ๊ะ! นั่นถั่วใช่หรือไม่
บนโต๊ะกลมวงใหญ่นอกจากจะวางโถสุราและกาน้ำชา ยังมีธัญพืชมงคลสี่ชนิด อันประกอบไปด้วย พุทราจีน ถั่วลิสง ลำไย เม็ดบัว ที่มีความหมายแฝงเป็นัยว่า ‘ให้กำเนิดลูกชายที่ดีโดยเร็ว’
เป็โชคดีของนางที่เมื่อตั้งใจพากเพียรศึกษา บ่มเพาะวิชาแพทย์ ถึงได้มีความรู้หลายแขนงติดตัว หยวนเป่าคลี่ยิ้มงามเจือแววตาอันแสนเ้าเล่ห์ นางพร่ำบ่นในใจว่า จะโทษว่านางใช้วิธีต่ำช้าเช่นนี้ก็ไม่ได้ ใครใช้ให้บีบบังคับให้นางแต่งงานเล่า คิดได้อย่างนี้แล้วหยวนเป่าไม่รอช้าที่จะกวาดเมล็ดถั่วลิสงเข้าปากราวสิบกำมือ
เอิก! เสียงเรอเปรี้ยวปนฝืดพ่นออกมาจากลำคอ
นางหัวเราะชอบใจแล้วเดินไปนั่งหลังตรงรอสามีอยู่บนเตียงอย่างสง่า ขณะนี้กำลังมวนท้องและแน่นเสียดราวมีพายุจำนวนมากหมุนวนอยู่ในนั้น ไม่นานเกินรอเป้านิ่งหมายเลขหนึ่งก็เคลื่อนตัวมาถึง บานประตูแง้มเปิดเป็สัญญาณให้ลงมือ หยวนเป่าผ่อนลมร้อนออกจากรูทวารได้ไวว่องดั่งใจนึก ยามที่บานประตูเปิดออก กลิ่นไม่พึงประสงค์โถมเข้าสู่ใบหน้าของมิ่งหยางอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“หนูทั้งรังตายหรืออย่างไร ถึงได้มีกลิ่นโสโครกพรรค์นี้”
ชายหนุ่มขมวดคิ้วทันทีที่ก้าวเท้าซ้ายผ่านธรณีประตู ใบหน้าของเขาแดงกึ่มด้วยน้ำจัณฑ์ นั่นคงเป็เพราะดื่มสุราส่งแขกมามากกระมัง แต่ดวงหน้าที่จืดชืดและพะอืดพะอมเ่าั้ ช่างทำให้หยวนเป่าสะใจเสียจริง หยวนเป่านั่งเผยอปากกรุ้มกริ่มแสยะยิ้มร้ายอยู่ใต้ฝ่าคลุมหน้าเ้าสาวอย่างแเี นางกำลังคิดว่า หากสามีกล้าเข้าใกล้นางแม้แต่ก้าวเดียว นางพร้อมปล่อยะเิก้อนใหญ่ในทันที
แต่คิดไม่ถึงว่า…ในยามนี้สายตาของมิ่งหยางกลับไร้ซึ่งเงาของภรรยา เขาเดินลากเท้าไปที่มุมเก็บผ้า จากนั้นก็ปลดสายคาดเอวเปลื้องอาภรณ์ส่วนบนออกทั้งหมดโดยไม่พูดพร่ำสิ่งใด มิ่งหยางในเวลานี้คงคิดว่าภรรยามีผ้าคลุมหน้าอยู่แล้วกระมัง เลยไม่ได้ใส่ใจอันใดให้มาก
ด้านหยวนเป่าใช้แววตาอันเฉียบแหลมมองทะลุผ้าสีแดงโปร่งที่คลุมหน้า ก็เกิดอาการร้อนฉ่าขึ้นมาทั่วใบหน้าอย่างฉับพลัน พลางครุ่นคิดขึ้นมาในใจว่า
[จะอุ่นเตียงให้ได้ใช่หรือไม่!]
ทว่าหยวนเป่ามาดหมายได้ครู่เดียวก็ต้องเปลี่ยนความคิด เมื่อดวงตากลมสุกใสของนางสังเกตเห็นเนื้อหนังของสามี เนินอกแ่าจรดมัดกล้ามบนหน้าท้องยันแผ่นหลังทั้งผืน ต่างประดับไปด้วยรอยแผลเก่าและรอยแผลใหม่ ยิ่งถกผ้าคลุมหน้าออกจากระยะสายตา ก็ยิ่งเห็นได้อย่างชัดเจนถึงรอยฟกช้ำดำเขียวที่ยังไม่หายดี เรือนร่างทุกส่วนของเขาราวกับว่าเพิ่งผ่านศึกใหญ่มาหมาด ๆ
แต่จะเป็เช่นนั้นไปได้อย่างไร ครั้งที่ยังอยู่ในร่างของลู่อิงเยว่ ไม่ยักจะรู้ว่ามีข่าวรบราฆ่าฟันผู้ใดในเมืองหลวง อีกทั้งแต่ละหัวเมืองที่ท่านแม่ทัพออกเดินทางไปแก้ปัญหาในแต่ละพื้นที่ ต่างก็เป็เมืองพันธมิตรที่บิดาของลู่อิงเยว่ผูกสัมพันธ์อันดีเอาไว้ก่อนแล้วทั้งนั้น หญิงสาวมั่นใจเต็มทุกส่วนว่าตลอดจน่ที่นางยังไม่ตายจวบจนได้เกิดใหม่ ไม่มีเื่ออกศึกรักษาดินแดนแน่ ฉไหนยามนี้เจียมิ่งหยางถึงได้มีสภาพสะบักสะบอมขนาดนั้น ด้วยพละกำลังและความสามารถของเขา ต่อให้ออกรบจริง ก็คงไม่มีทางตกอยู่ในสภาพเช่นนี้แน่
ในขณะที่หยวนเป่าจ้องมองเรือนร่างของผู้เป็สามีอย่างไม่วางตา พลางครุ่นคิดหลายอย่างในใจ ่เวลาแห่งรอยต่อเหล่านี้คล้ายว่ามิ่งหยางรู้ตัวว่า ตนเองกำลังถูกเพ่งเล็ง น้ำเสียงแหบพร่าที่แสนแข็งกระด้างของเขาดังขึ้นมาเรียกสตินาง
“เช็ดน้ำลายของเ้าเสีย! ต่อให้ต้องตายเ้าก็ไม่มีวันได้กินเต้าหู้ข้า”
น้ำเสียงที่แห้งกรังคงไว้ซึ่งความดูถูกดูแคลนเสมอต้นเสมอปลาย คลื่นอารมณ์ของหยวนเป่าสูงลิ่วราวหอคอยในเทียนจิน นางจาบจ้วงด้วยวาจาอย่างเหลืออดเหลือทน โดยไม่สนว่าจะถูกสามีจับหักแข่งหักขาหรือตราหน้าว่าเป็หญิงร้าย ดังสุภาษิตโบราณที่ว่า ‘ฆ่าได้! หยามไม่ได้!’
“ใช้อำนาจบังคับผู้อื่นแต่งเข้าบ้านไม่พอ ยังกล้าดูิ่สตรี คนเช่นท่านสมควรหากระโปรงมาคลุมกระบาลถึงจะถูก!”
วาจาจาบจ้วงรุนแรงด่าทออย่างไม่รู้จักเกรงขาม สมกับที่นางปฏิญาณตนเอาไว้ก่อนหน้า ว่าจะไม่เป็สตรีที่อ่อนต่อโลกอีกต่อไปแล้ว ทว่ายามที่มิ่งหยางเป็ฝ่ายถูกดูแคลนเสียบ้าง เขากลับมีอารมณ์แปรปรวนราววายุในดินแดนปรโลก หางตาที่เข้มคมมาดหมายมองมาที่นางอย่างเคียดแค้นไม่พอใจ พลางพ่นประโยคหนึ่งที่ทำเอาหยวนเป่าสะอึกอึ้งงันไร้วาจาไปชั่วขณะ
“ช่างกล้า! ข้ารึบังคับเ้าแต่ง? เป็บ้านเ้าเสียมากกว่าที่อยากได้ข้าเป็เขย หากไม่ใช่เพราะบิดาของเ้าทูลขอสมรสพระราชทาน ชาตินี้ทั้งชาติ! สตรีเช่นเ้าก็ไม่วันได้เข้าใกล้ข้า”
หยวนเป่าเริ่มสำนึกสำเหนียกตน ไม่กล้าลั่นวาจาอันใดสวนกลับมาอีก ด้านมิ่งหยางได้แต่ผ่อนลมหายใจออกมาช้า ๆ เพื่อควบคุมคลื่นโทสะ ยามนี้แม้แต่ดวงตาเขาก็แทบอยากจะควักออกมาเก็บไว้ แม้แต่เสี้ยววินาทีเดียวก็ไม่อยากเห็นหน้าภรรยาแซ่จืออีก ชายหนุ่มรีบเปลี่ยนอาภรณ์ให้อยู่ในชุดลำลองสีดำ
“ยังจะออกไปข้างนอกหรือ?”
“เ้ากลัวบุรุษเช่นข้าอุ่นเตียงนักมิใช่หรือ เช่นนั้นจะถามเอาอันใดอีก”
ระหว่างที่บรรยากาศภายในห้องกระอักกระอ่วนเคร่งขรึม รอบทิศปกคลุมไปด้วยกระแสแห่งความเงียบงัน ไม่นานนักน้ำเสียงนุ่มสุขุมของคนผู้หนึ่งก็ดังลอดเข้ามาจากด้านนอก
“หอคณิกาเปิดแล้วขอรับ ท่านแม่ทัพยังจะไปหรือไม่”
“ย่อมไปอยู่แล้ว เ้าจะให้ข้าอยู่กับผีชุดแดงนางนี้อย่างงั้นหรือ”
หญิงสาวได้แต่ตะลึงงัน กาลก่อนนางคิดว่าเจียมิ่งหยางเป็บุรุษที่เที่ยงตรงในเส้นทางแห่งความดีงาม ไม่ไขว้เขวในราคะเฉกเช่นบุรุษบ้านอื่น นึกไม่ถึงว่าธาตุแท้ของคนผู้นี้จะไม่ได้ดีเด่นไปจากบุรุษทั่วไป นางชักหวนนึกเสียดายความรักและความเชื่อใจอันดีงามที่เคยมอบให้เขาเสียแล้วสิ